- หน้าแรก
- Supreme Magus
- ตอนที่ 9 เรียนรู้การแลกเปลี่ยนอีกครั้ง (2)
ตอนที่ 9 เรียนรู้การแลกเปลี่ยนอีกครั้ง (2)
ตอนที่ 9 เรียนรู้การแลกเปลี่ยนอีกครั้ง (2)
“เธอทำได้ยังไงกัน?” เซเลียถาม ยังตกตะลึงไม่หาย
“เวทมนตร์ไงล่ะ ผมได้รับพรจากแสงสว่าง คุณไม่เคยได้ยินข่าวเหรอ?” ลิธตอบ
เซเลียเริ่มค้นข้อมูลในหัวตัวเอง จนในที่สุดก็ต่อเรื่องเข้ากันได้
“อ้อ! เข้าใจล่ะ เธอนี่เอง เด็กเวทมนตร์ที่คนทั้งลูเทียพูดถึงกันไม่หยุด นั่นอธิบายอะไรได้เยอะเลยนะ รวมถึงท่าทีแย่ ๆ ของเธอด้วย”
“ขอโทษนะ? คุณเจอเด็กผอมแห้งมาขอความช่วยเหลือถึงหน้าประตูบ้าน แล้วบังคับให้เขายอมรับข้อตกลงแบบปล้นกลางวันแสกๆ แถมยังหัวเราะเยาะความพยายามของเขาอีก คนที่มีท่าทีแย่คือผมเนี่ยนะ?” ลิธตอนนี้โกรธจนแม้แต่ความคิดเรื่องแบ่งเนื้อให้เท่ากันที่บ้านก็ไม่ดูเลวร้ายอีกต่อไป
เซเลียหัวเราะลั่น
“เด็กน้อย เธอนี่ตลกใช้ได้เลยนะ อย่างแรกเลย เวลาจะขอความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้า สิ่งที่หวังได้มากที่สุดก็คือโดนไล่กลับบ้านแบบสุภาพนั่นแหละ”
“ถ้าฉันต้องตอบรับคำขอของพวกเพี้ยนทุกคน ฉันคงหมดตัวไปนานแล้ว แล้วอีกอย่าง เธอกล้าปิดประตูใส่หน้าฉัน แล้วกลับมาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แบบนี้ไม่เรียกว่าแย่ แล้วจะเรียกว่าอะไร”
เมื่อมองจากมุมของเธอ ลิธก็อดเห็นด้วยไม่ได้ ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา เขาอยู่แต่ในบ้าน พูดคุยแค่กับสมาชิกในครอบครัวเท่านั้น เขาเคยชินกับการได้รับคำว่า “ได้” มากเกินไป จนลืมกฎพื้นฐานของสังคม และแม้แต่สามัญสำนึกก็เริ่มเลือนหาย
ความหิวก็ไม่ได้ช่วยอะไร มันทำให้เขาคิดอยู่เพียงเรื่องเดียว และโมโหง่าย ลิธเริ่มตระหนักว่าเซเลียพูดถูก สิ่งที่เขาทำเมื่อเช้านี้มันก็แค่การระเบิดอารมณ์ของเด็กเอาแต่ใจเท่านั้นเอง
“ผมขอโทษจริง ๆ ครับ” เขากล่าวอย่างจริงใจพลางสบตาเธอ “ผมไม่มีข้อแก้ตัวสำหรับพฤติกรรมของตัวเองเลย ถ้าคุณอยากจะยกเลิกข้อตกลง ผมก็เข้าใจครับ”
เซเลียหัวเราะหนักยิ่งกว่าเดิม
“ใจเย็นหน่อย เด็กน้อย ฉันบอกว่าเธอบ้ากับหยาบคายก็จริง แต่ฉันชอบแบบนั้นนะ อย่างที่เธอพูดไว้อย่างน่ารัก ฉันเองก็เป็นพวกจอมแสบเหมือนกัน หมาไม่กัดหมาด้วยกันหรอก ข้อตกลงของเรายังเหมือนเดิม”
เธอยื่นมีดเล่มเล็กที่มีด้ามไม้ให้เขา
“กฎข้อแรก รีดเลือดสัตว์ทันทีหลังล่าได้ ถ้าเลือดจับตัวเป็นก้อนเมื่อไหร่ เนื้อก็จะเสีย บาดลึกๆ ที่ลำคอ แล้วแขวนพวกมันกลับหัวไว้ เพื่อให้เลือดไหลออกมาให้หมด” เธอชี้ไปที่ราวตากผ้า
“ถ้าไม่ได้จะใช้ขนของมัน ก็แค่ตัดหัวออกไปเลย จะได้เร็วขึ้น”
ลิธวางมีดลง แล้วร่ายน้ำขึ้นมาหุ้มทั้งมือ จากนั้นเขาแช่แข็งมันจนกลายเป็นใบมีดคมกริบ แล้วใช้ตัดหัวนกออก ส่วนกระรอกเขาใช้มีดธรรมดา
เซเลียผิวปากแสดงความชื่นชม
“ลูกเล่นใช้ได้นี่ ไม่กลัวเลือดเลยสินะ?”
“ผมเคยบอกไปแล้วว่า ผมหิว หิวจนไม่สนตาแวววาว หรือขนที่นุ่มๆ พวกนี้ ผมเห็นพวกมันเป็นแค่อาหารเท่านั้น”
“นั่นแหละทัศนคติที่นักล่าควรมี!” เซเลียชูนิ้วโป้งให้เขา
เธอหยิบสัตว์ที่กำลังรีดเลือดแล้วแขวนให้เขา เพราะคิดว่าราวแขวนสูงเกินไปสำหรับลิธ ส่วนลิธเองก็ไม่คิดจะแก้ไขความเข้าใจผิดนั้น
“ในเมื่อเรากำลังจะสร้างความสัมพันธ์แบบอาจารย์กับศิษย์กันแล้ว อธิบายให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าทำไมถึงมาหาฉันแทนที่จะให้พ่อแม่สอนล่ะ?”
“ฉันไม่รู้จักครอบครัวเธอก็จริง แต่เรื่องแบบนี้ชาวนาเขาทำกันเป็นทุกคนแหละ ถ้าให้คนอื่นมาชำแหละสัตว์ในฟาร์มให้ คงเปลืองเงินน่าดู”
“จริงด้วยครับ” ลิธตอบพลางคิดว่าจะอธิบายยังไงดี เขามองตาเธอตรง ๆ ก่อนจะพูดต่อ
“แค่ระหว่างเราสองคน แบบลับเฉพาะศิษย์อาจารย์อะไรทำนองนั้นน่ะ?”
เซเลียพยักหน้าอย่างแปลกใจ ที่คราวนี้ได้รับคำตอบจริงจังแทนที่จะเป็นคำกวนๆ
“เท่าที่ผมจำได้ ผมกับพี่ไม่เคยมีความสัมพันธ์ที่ดีเลย โดยเฉพาะกับพี่ชายคนโต ทุกอย่างมันแย่มาก”
ลิธตัดสินใจว่าควรระบายความอัดอั้นในใจออกมาบ้าง การคุยกับคนแปลกหน้าเป็นทางออกที่ดีในการลดความเครียด แถมยังทำลายชื่อเสียงของโอร์พัลได้อีกด้วย ความซื่อสัตย์จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้
“ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเวทมนตร์หรือเปล่า แต่ผมกินเก่งมาก ซึ่งก็คงไม่เป็นปัญหา ถ้าผมไม่มีพี่น้องตั้งสี่คน แถมหนึ่งในนั้นยังมีโรคประจำตัวอีก ค่ารักษาของเธอแพงมาก และนั่นยังแทบไม่พอแค่ให้เธอมีชีวิตอยู่ต่อไปได้”
“ขอบคุณพระเจ้าที่ฉันเป็นลูกคนเดียว แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพี่ชายเธอล่ะ?” ลิธแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินคำถามนั้น
“ก็หมายความว่าแม้พ่อแม่ผมจะทำงานหนัก แต่เราก็ยังมีอาหารไม่พอกินอยู่ดี” ลิธชี้ไปที่แขนผอมบางของตัวเองเพื่อให้เธอรู้สึกผิด “แล้วพี่ชายผมก็กำลังโตด้วย เขาเลยอยากกินเยอะกว่าที่ได้รับ”
“บางครั้ง โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาว เขาจะมีอาการคลั่ง โมโหร้าย แล้วก็โทษผมว่าเป็นต้นเหตุของเรื่องแย่ ๆ ทุกอย่างในชีวิตเขา แล้วเขาชอบพูดแบบนี้บ่อย ๆ ว่า…”
“ทำไมถึงมีลูกกันเยอะแยะ ถ้าเลี้ยงไม่ไหว? ทำไมไอ้ลิธถึงได้กินเกือบเท่าฉัน ทั้งที่มันไม่ทำอะไรเลย ในขณะที่ฉันต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำในไร่ตลอดปี!”
“มันไม่ใช่น้องชายฉัน มันคือปลิงที่ดูดชีวิตฉันไปต่างหาก! ฉันอยากให้แกตายไปตั้งแต่วันนั้นซะยังดีกว่า!” ลิธเลียนแบบโอร์พัลให้ได้มากที่สุด
“เธอแต่งเรื่องพวกนี้ขึ้นมาเพื่อให้ฉันรู้สึกผิดเหรอ เด็กน้อย? เพราะถ้าใช่ล่ะก็ นั่นมันป่วยมากเลยนะ” เซเลียขมวดคิ้ว เธอไม่อยากเชื่อว่าจะมีใครพูดแบบนี้กับน้องชายตัวเองได้
ลิธส่ายหัวพร้อมถอนหายใจ
“ผมก็อยากให้มันเป็นเรื่องแต่งเหมือนกันครับ”
“แล้วพ่อของเธอไม่จัดการเขาสักหน่อยเหรอ? บางทีมันอาจช่วยให้เขาสำนึกขึ้นมาบ้างก็ได้”
ลิธส่ายหัวอีกครั้ง
“ไม่เลย เรื่องนี้มันเริ่มตั้งแต่ผมยังเด็กมาก แล้วถึงแม้พ่อจะพยายามคุยกับเขา พอไม่ได้ผลพ่อก็หันไปตีเขา แต่มันกลับยิ่งทำให้แย่ลง จนถึงขนาดที่ผมต้องย้ายไปนอนห้องของพี่สาว”
“เร็วไปหน่อยนะ” เซเลียกัดริมฝีปากตัวเอง เพื่อไม่ให้หลุดมุกลามกออกมา
“อะไรเร็วไปหรอครับ?”
“เปล่า ไม่มีอะไร ต่อเถอะ”
“มันก็เป็นแบบนั้นจนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว ตอนที่ผมเริ่มฝึกเวทมนตร์ แล้วก็เก่งพอจะทำงานบ้านแทบทั้งหมดได้เอง บางครั้งก็ช่วยดูแลสัตว์ในฟาร์มด้วย”
“ผมถึงขั้นบรรเทาอาการของพี่สาวได้ด้วยซ้ำ” ลิธสูดหายใจลึก ก่อนจะรวบรวมความกล้าเติมว่า “ส่วนใหญ่จะบรรเทาได้”
“งั้นตอนนี้ทุกอย่างน่าจะดีแล้วสิ?” เซเลียถาม
“ไม่ใช่เลย บ้านก็ต้องซ่อม โรงนาเองก็ด้วย เครื่องมือในฟาร์มส่วนใหญ่ก็พัง ถ้าเธอนับรวมโชคร้ายที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัวแล้วก็ต้องรีบจัดการก่อนอย่างอื่น ผมไม่เห็นเลยว่าสถานการณ์ของที่บ้านจะดีขึ้นเมื่อไหร่ พี่ชายผมก็คิดเหมือนกัน”
“ตอนนี้เขาโทษผมไม่ได้แล้ว เลยไปลงกับพี่สาวที่ป่วยอยู่ของผมแทน พูดบางอย่างที่ผมไม่อยากจะพูดซ้ำให้เปลืองปาก” ลิธถ่มน้ำลายลงพื้น แสดงออกถึงความรังเกียจในความทรงจำนั้น
“ถึงขั้นพูดว่า มันคงจะดีกว่าสำหรับเธอถ้าเธอ…” ลิธชี้ไปที่ซากสัตว์ที่แขวนอยู่
“ให้ฆ่าทิ้งเหมือนสัตว์อย่างนั้นเหรอ? เด็กน้อย ถึงพวกเราจะนิสัยเสีย แต่พี่นายมันบ้าชัดๆ”
ลิธกัดฟันแน่น เมื่อความทรงจำเกี่ยวกับคำพูดของโอร์พัลผุดขึ้นมาในหัวอย่างชัดเจน
‘มันจะดีกว่าสำหรับเธอเอง ดีกว่าสำหรับพวกเราทุกคน! เธอวิ่งไม่ได้ ทำงานก็ไม่ได้ ทิสตาไม่มีวันจะมีเพื่อน ตกหลุมรัก หรือมีลูกเป็นของตัวเอง’
‘เธอมีแต่จะเป็นภาระของครอบครัว แล้วถ้าพวกแกไม่อยู่แล้วล่ะ? ใครจะดูแลเธอ? เรนา? หรือว่าเจ้าตัวดูดเลือดจอมอัจฉริยะนั่น?’
ลิธยังจำภาพแม่ที่ร้องไห้เพราะคำพูดโหดร้ายนั้นได้อย่างชัดเจน รวมถึงภาพเรนากับทิสตาวิ่งเข้ามากอดแม่ และราซที่ตบโอร์พัลจนเดินไม่ได้อยู่หลายวัน
“แน่นอน” เขาตอบเซเลียด้วยเสียงต่ำเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธ “นั่นคือเหตุผลที่ผมรังเกียจเขา ไม่อยากให้เขาได้แตะเนื้อที่ผมล่ามาได้เองกับมือแม้แต่น้อย”
“เข้าใจเลย แม้ฉันจะยังไม่ได้รู้จักเขา แต่ฉันก็เกลียดหมอนั่นเข้าไส้แล้ว”
“ไม่ครับ ผมไม่ได้เกลียดเขา” ลิธแก้ “ความเกลียดน่ะ เหมือนกับความรัก เป็นอารมณ์ที่ไร้เหตุผล ส่วนความรังเกียจที่ผมมีต่อเขาน่ะ มันมีหลักฐานรองรับชัดเจน”
“ว้าว! ความคิดลึกซึ้งอะไรแบบนี้ ทั้งที่ยังเป็นเด็กตัวกะเปี๊ยก สมกับเป็นว่าที่นายพรานจริงๆ!”
“เอาล่ะ เลิกพูดคุยไร้สาระได้แล้ว ได้เวลาลงมือทำงานแล้ว”
เซเลียหยิบกระรอกลงมา แล้วยื่นตัวหนึ่งให้ลิธ
“เราจะเริ่มจากตัวเล็ก ๆ ก่อนนะ มันตัวเล็กแล้วก็ฝึกง่าย ถึงทำพังไปก็ไม่เป็นไร เนื้อมีอยู่ไม่กี่คำเอง”
เธอวางกระรอกตัวหนึ่งบนเขียง แล้วเตรียมอีกตัวให้ลิธ
“ที่ฉันจะสอนต่อไปนี้ ใช้ได้กับสัตว์ฟันแทะส่วนใหญ่ แต่เผื่อไว้ก่อนว่าถ้าเจ้าไปเจอกระต่ายขนขาวล้วนก่อนเข้าฤดูใบไม้ผลิ เอามาให้ฉันด้วยนะ ขนมันจะมีค่าแค่ตอนยังไม่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลรับฤดูใบไม้ผลิ ถ้าทำพลาดนิดเดียวก็จะทำให้ราคาตกทันที”
“ถ้าอยากให้ฉันสอนให้ดี ๆ ก็ทำตามวิธีฉัน ใช้มีดทำตามที่ฉันทำ แล้วก็ฟังที่ฉันบอก” เซเลียยื่นมีดสั้นให้เขาอีกครั้ง
ลิธพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย
“ตรงหลังของกระรอก จับหนังมันแล้วกรีดใกล้โคนคอให้แหวกออกมาครึ่งหนึ่ง จากนั้นใช้นิ้วชี้กับกลางของทั้งสองมือ แหย่เข้าไปแล้วเกี่ยวหนัง มือหนึ่งดึงไปทางหาง อีกมือดึงไปทางหัว…”
ระหว่างที่ทำ ลิธสังเกตว่าการลอกหนังกระรอกนอกจากจะน่าขยะแขยงแล้ว ยังคล้ายกับการถอดถุงมือเปียกเหนียว ๆ ออกเลย
หลังจากนั้น เซเลียก็สอนวิธีตัดหัว ขา แล้วก็หางออก
“ฉันรู้ว่ามันน่าเสียดาย แต่หางฟู ๆ นั่นมันไม่ใช่ขนดี ๆ หรอก มันก็แค่ขนบนตัวโง่ ๆ นั่นแหละ แต่ก็ยังพอเอาไปยัดไส้ทำของได้ มันยังอุ่นและนุ่มดี ทีนี้ก็มาถึงส่วนยากแล้ว”
“เวลาแล่ไส้ออก ต้องระวังให้ดีตอนกรีด ถ้าเจ้าเผลอทำกระเพาะปัสสาวะหรือไส้แตก เนื้อจะเสียทันทีเพราะน้ำดีหรือลำไส้ ไม่มีทางแก้ได้ เรื่องนี้ใช้ได้กับสัตว์ทุกชนิด จำไว้ให้ดีล่ะ ไอ้หนู”
การควักไส้กระรอกมันทั้งเปื้อนเลือดแล้วก็น่าขยะแขยง แต่ลิธก็ได้กลิ่นเนื้อที่รออยู่ตอนท้ายแล้ว เลยแทบไม่รู้สึกขยะแขยงเลย
พอทำเสร็จ เซเลียก็เอากระรอกทั้งสองเสียบไม้ไปย่างในเตาผิงในบ้าน
“ระหว่างรอของว่างมื้อนี้ ฉันจะสอนเจ้าลวกนกเพื่อถอนขน เหมือนกับชื่อวิธีของมัน การลวงนั้นน้ำต้องไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป”
“แค่พอให้เอานิ้วจุ่มได้โดยไม่ลวก แต่ก็ทนจุ่มไว้นานเกินวินาทีไม่ได้ แบบนั้นแหละอุณหภูมิที่เหมาะ”
เซเลียยกหม้อใบใหญ่ไปตั้งบนกองไฟกลางแจ้งที่เธอเตรียมไว้ที่หลังบ้าน
“งานพวกนี้มันเลอะเทอะ ถ้าทำข้างนอกได้ก็ควรทำ”
กลิ่นเนื้อที่กำลังย่างอยู่ในบ้านทำให้ลิธน้ำลายสอ เขาไม่อยากเสี่ยงให้มันไหม้
“โจรุน!” เมื่อเขาออกคำสั่ง หม้อก็เต็มไปด้วยน้ำทันที
จากนั้นลิธก็เอามือลงไปในน้ำพร้อมร่าย “อินฟีโร!” ทำให้น้ำเริ่มมีไอระเหยขึ้นมา
เซเลียผิวปากอีกครั้งอย่างพอใจ
“รวดเร็วแล้วก็มีประสิทธิภาพดีนะ เริ่มรู้สึกว่าไม่ค่อยเสียดายเรื่องการเป็นอาจารย์แล้วสิ ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมยายแก่เนเรียถึงรีบจองตัวเจ้าไว้ก่อน เราน่าจะเริ่มได้แล้ว แต่ก่อนอื่น…”
เซเลียเดินเข้าไปในบ้านแล้วกลับออกมาพร้อมจานเล็ก ๆ สองจาน ที่มีเนื้อกระรอกย่างวางอยู่
ก่อนที่เธอจะยื่นจานให้ ลิธก็ฉวยเนื้อไปแล้ว เขากินอย่างตะกละตะกลามเหมือนพรุ่งนี้จะไม่มีอะไรให้กินอีก เขาดูดและแทะจนเหลือแต่กระดูก
หลังจากเลียทุกนิ้วจนสะอาด ลิธก็กลับสู่ท่าทีสุขุมเยือกเย็นดังเดิม
“พระเจ้า… ช่างเป็นสุภาพบุรุษอะไรขนาดนั้น” เสียงเซเลียเต็มไปด้วยการประชด “อยากได้อีกไหม? เพราะเมื่อกี้มันน่าขนลุกมาก ทั้งที่ฉันก็เจอเรื่องแปลกๆ มามาก…”
คำเหน็บแนมของเธอเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ลิธมองเห็นแต่เพียงกระรอกจานที่สองที่กำลังขยับเข้ามาใกล้ ทันทีที่เซเลียแกล้งยื่นให้ มือของเขาก็พุ่งไปแล้ว
หลังจากจัดการกระรอกตัวสุดท้ายเรียบร้อย ลิธก็สังเกตว่าเซเลียยืนตัวแข็งอยู่กับที่
ปากของเธออ้าค้าง แต่ไม่มีคำพูดหลุดออกมา และจานใบนั้นก็ยังค้างอยู่ใกล้หน้าเขา
เขาวางกระดูกลงบนจานอย่างเบามือ
“ไม่จำเป็นต้องถือจานให้ผมหรอก แต่ก็ขอบคุณนะ คุณใจดีจริง ๆ”