เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 5 ความเจ็บปวดของการเติบโต

ตอนที่ 5 ความเจ็บปวดของการเติบโต

ตอนที่ 5 ความเจ็บปวดของการเติบโต


หลายปีถัดมาไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับลิธเลย

ในที่สุดเขาก็ได้รับอนุญาตให้ถามคำถามมากมาย เติมเต็มช่องโหว่ในคลังคำศัพท์ของตน และเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับครอบครัวกับโลกใหม่เสียที

เขาได้รู้ว่าพวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านลูเทีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นลัสเทรีย และแคว้นนี้ก็อยู่ใต้ปกครองของอาณาจักรกริฟฟอน

พ่อแม่ของเขารู้จักชื่อประเทศรอบข้างเพียงผิวเผินเท่านั้น พวกเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกภายนอกหมู่บ้านเลย และก็ไม่ได้สนใจที่จะรู้ด้วย

สำหรับพวกเขา กษัตริย์ก็เป็นแค่สิ่งมีชีวิตในตำนาน ส่วนความหวังและความวิตกทั้งหมดกลับตกอยู่ที่เคานต์ลาร์ค ผู้ปกครองแคว้นที่ไม่เพียงทำหน้าที่เก็บภาษีและตัดสินความเท่านั้น แต่ยังมาร่วมงานเทศกาลฤดูใบไม้ผลิของลูเทียเป็นประจำในฐานะแขกผู้มีเกียรติ

พ่อแม่ของเขาไม่เคยพูดถึงเวทมนตร์ สงคราม หรือประวัติศาสตร์ใดๆ กับลูกเลย สิ่งเดียวที่พวกเขาเล่าก็มีแค่เรื่องนิทาน ที่แม้แต่ในโลกใหม่นี้ก็ยังฟังดูเหมือนนิทานก่อนนอนทั่วไป

ทุกเรื่องที่เล่าเต็มไปด้วยเจ้าหญิงแสนสวย วีรบุรุษผู้กล้า และทรราชผู้ชั่วร้าย

ลิธรู้สึกผิดหวังอย่างแรงกับข้อมูลอันน้อยนิด เขาอยากรู้ชื่อของดาวดวงนี้ และมนุษยชาติในโลกนี้พัฒนาไปถึงระดับใดในทางวิทยาศาสตร์

เขาอยากรู้เรื่องประวัติศาสตร์ของเวทมนตร์ ความเชื่อ ตำนาน หรืออะไรก็ได้ที่พอจะให้เบาะแสเกี่ยวกับชีวิตใหม่ที่เขาต้องเผชิญต่อจากนี้

แต่น่าเศร้าที่ดูเหมือนพวกเขาจะรู้มากกว่าข่าวลือทั่วไปเพียงนิดเดียว และที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ ลิธไม่สามารถถามในสิ่งที่เขาไม่ควรแม้แต่จะคิดถึงได้เลยด้วยซ้ำ

อย่างน้อยลำดับเครือญาติของครอบครัวนี้ก็เข้าใจง่าย เอลินาและราซแต่งงานกันตั้งแต่อายุยังไม่ถึงสิบหก ซึ่งถือว่าเร็วมาก แม้ตามมาตรฐานชาวบ้านเองก็ตาม

ราซเป็นลูกคนเดียว จึงสืบทอดฟาร์มของพ่อมา ซึ่งก็คือที่ที่พวกเขาอาศัยอยู่ในปัจจุบัน เอลินาตั้งครรภ์ไม่นานหลังแต่งงาน และคลอดฝาแฝดเรน่ากับโอร์พัลออกมา

หลังจากนั้นเธอก็ตั้งครรภ์ทุกสองปี นั่นหมายความว่าตอนนี้ราซกับเอลินาอายุ 25 ปี เรน่ากับโอร์พัลอายุ 8 ปี ไทรออน 6 ปี ทิสตา 4 ปี และสุดท้ายลิธอายุ 2 ขวบ

จริงๆ แล้ว ข้อมูลเหล่านี้ส่วนใหญ่เขาได้มาจากคำถามของพี่น้องเสียมากกว่า ลิธเองทำได้แค่ถามแนว นี่คืออะไร? หรือ ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? เท่านั้น

เมื่อเขาใช้เวลาร่วมกับครอบครัวมากขึ้น เขาก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมทั้งๆ ที่พ่อของเขามีฟาร์มใหญ่พร้อมโรงนาและเล้าไก่ พวกเขากลับยังมีปัญหาเรื่องอาหารอยู่ตลอด

ทิสตาเกิดมาพร้อมภาวะผิดปกติแต่กำเนิดที่ทำให้ไม่สามารถใช้แรงได้มาก และยังป่วยง่ายอีกด้วย

แค่เดินเร็วหน่อยก็ทำให้เธอเหนื่อยหอบแล้ว เธอมักจะไออยู่เนืองๆ และเมื่ออาการแย่ลง การไอของเธอก็จะรุนแรงขึ้นจนฟังแล้วน่าหวั่นใจ

เมื่อถึงตอนนั้น พ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งก็จะต้องรีบวิ่งไปที่หมู่บ้านเพื่อเรียกหมอตำแยมาช่วยรักษา ซึ่งจริงๆ แล้วเธอไม่ได้รักษาให้หายขาด แค่บรรเทาอาการให้กลับสู่สภาพเดิมเท่านั้น

การตรวจไม่ใช่เรื่องแพง แต่ค่ารักษาต่างหากที่หนักหนา แม้ราซจะเป็นคนไปเชิญหมอตำแยมาเองแล้วพากลับบ้าน ก็ยังต้องจ่ายเพิ่มอยู่ดี

เพราะการไปกลับหนึ่งเที่ยวทำให้หมอตำแยเสียโอกาสทำงานอย่างอื่น เธอจึงเรียกค่าชดเชยเพิ่มเติมเป็นธรรมดา

ความจำเป็นต้องเรียกหมอมารักษาอยู่เรื่อยๆ นี่แหละ ที่เป็นภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว

ลิธรู้สึกสงสารเธออย่างมาก แม้เขาจะไม่ได้ใช้เวลากับทิสตามากนัก แต่เธอเป็นคนสำคัญของทั้งเอลินาและเรน่า และแค่นั้นก็เพียงพอให้เธอกลายเป็นคนสำคัญสำหรับเขาเช่นกัน

เขารู้สึกไร้พลังและโกรธตัวเองที่ยังไม่สามารถฝึกเวทแสงหรือเวทมืดได้ เวทแสงต้องใช้คนไข้ในการฝึก และจนกว่าเขาจะเข้าใจกลไกมันอย่างลึกซึ้ง รวมถึงเข้าใจสรีรวิทยาของมนุษย์ในโลกนี้ เขาก็ไม่กล้าเสี่ยงใช้เวทมนตร์กับใครทั้งนั้น

ส่วนเวทมืดก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ลิธเคยเห็นมันแค่ครั้งเดียว และไม่มีใครในครอบครัวเขาเคยใช้ เวลาที่เขาเห็นมันทำงานนั้น เขารับรู้ได้ชัดเจนถึงพลังทำลายล้างอันรุนแรงที่มันครอบครอง

เขายังมีอคติกับเวทมืดอยู่มาก เพราะในโลกเดิม เวทมืดมักจะเกี่ยวพันกับศาสตร์มืดหรือการคืนชีพ จึงไม่มีความอยากแม้แต่น้อยที่จะไปยุ่งกับสิ่งที่น่ากลัวขนาดนั้น

สิ่งเดียวที่ลิธทำได้คือมีชีวิตต่อไป พร้อมความหวังว่าซักวันจะได้ฝึกเวทจริงจัง และอดทนต่อชีวิตครอบครัวที่ชวนคลุ้มคลั่งนี้ ซึ่งเขาก็เริ่มชินกับมันเสียแล้ว

เขาต้องมีชีวิตชีวาแต่อย่าเกินไป ต้องอยากรู้อยากเห็นแต่อย่ามากเกิน ต้องวิ่งเล่นบ้างแต่อย่าหวังว่าจะได้ออกนอกประตู

พ่อแม่ของเขาไม่เคยพอใจอะไรเลย ถ้าเขานั่งสมาธิอยู่เงียบๆ พวกเขาจะกังวลว่าเขาขี้เกียจหรือเป็นอะไรไป แต่ถ้าเขาขยับตัวหรือพยายามช่วย ก็จะโดนดุว่าเกะกะอยู่ดี

พวกเขาไม่ยอมสอนเวทใช้ในบ้านให้เขาเลย (เวทเล็กๆ ที่พวกเขาใช้ในชีวิตประจำวัน) แถมยังห้ามไม่ให้เขาเรียนรู้มันอีกด้วย

ลิธออกนอกบ้านไม่ได้หากไม่มีคนไปด้วย เข้าใกล้เตาผิงก็ไม่ได้ และก็ถามคำถามมากเกินไปไม่ได้

ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนถูกห้าม จนกว่าเขาจะโตพอ

ลิธเคยอยากตะโกนออกมาหลายครั้งว่า ‘ถึงร่างกายของฉันจะเป็นเด็ก แต่จิตใจของฉันนี่แก่สุดในบ้านเลยนะโว้ย!’ แต่เขาก็ทำได้แค่กัดฟันแล้วเชื่อฟังต่อไป

ความบาดหมางระหว่างเขากับโอร์พัลไม่เคยจางหาย และลิธก็รู้สึกได้ชัดถึงความเป็นปฏิปักษ์จากไทรออนที่มีต่อเขา ดูเหมือนว่าโอร์พัลจะเป็นแบบอย่างของไทรออน เหมือนที่เรน่าเป็นแบบอย่างของลิธ

ต่างจากโอร์พัล ในเวลาที่พ่อแม่ไม่อยู่อยู่ไทรออนไม่ได้เมินเฉยเขาเสียทีเดียวแต่ลิธก็มองออกชัดเจนว่า ทุกครั้งที่อีกฝ่ายช่วยเขา มันเป็นแค่เพราะความสุภาพ ไม่มีความเมตตาอยู่เลย

ลิธจึงเริ่มเมินเขากลับโดยไม่ลังเล

‘ชีวิตเก่าฉันเสียเวลาไปครึ่งชีวิตกับการเป็นทุกข์เพราะคนในครอบครัวที่มีปัญหาแบบนี้มาแล้ว ฉันผ่านมันมาแล้วแล้วครั้งหนึ่ง ไม่ขอเอาอีกแล้วล่ะ ถ้าเจ้านั่นจะทำตัวงี่เง่า ก็เชิญเลย ฉันไม่สนใจอยู่แล้ว’ นั่นคือสิ่งที่เขาคิดและปล่อยให้ความขัดแย้งค้างคาอยู่แบบนั้น

พอเขาอายุสามขวบ เขาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ความเบื่อหน่ายจากฤดูหนาวที่ยาวนาน ซึ่งทำให้ต้องติดอยู่ในบ้านทั้งวันทั้งคืน รวมเข้ากับความหิวตลอดเวลา มันกำลังจะทำให้เขาเสียสติ

วันนั้นเป็นบ่ายวันหนึ่งที่มีพายุ ครอบครัวนั่งรวมกันรอบเตาผิง เอลินากำลังสอนลูกสาวเย็บผ้า ราซก็สอนโอร์พัลแกะสลักไม้ ส่วนไทรออนกับลิธได้แค่นั่งดู เพราะยังเด็กเกินไปจะจับของมีคม แม้แต่การเย็บผ้าก็ยังไม่ถูกอนุญาต

ลิธเคยขอลองแล้ว ทำเอาพ่อมึนงงแต่แม่ยิ้มปลื้ม “ลูกยังเล็กเกินไป มือก็ยังไม่คล่องเลย” เธอตอบอย่างอ่อนโยน

ซึ่งเอลินาก็พูดถูก ร่างของลิธรู้สึกเก้งก้างกว่าร่างเดิมของเขาตอนก่อนเริ่มฝึกศิลปะการต่อสู้อีก แค่คิดถึงความสามารถทางกายภาพที่หายไปก็ทำให้เขาอยากร้องไห้แล้ว

เขาจึงรออย่างอดทนจนราซสอนโอร์พัลเสร็จ แล้วจึงรวบรวมความกล้าทั้งหมด ขอให้พ่อสอนอ่าน เขียน และนับเลขให้เขา

ราซถึงกับอึ้ง “ลูกยังเล็กเกินไปนะ! เด็กทั่วไปเขารอจนหกขวบก่อนถึงจะไปเรียนที่โรงเรียนกัน ลูกไม่คิดว่ามันน่าเบื่อเหรอ?” นั่นคือหลักคิดที่ผู้ชายทุกคนในตระกูลเขายึดถือกันมา

“น่าเบื่อเหรอ? แล้วมีอะไรจะน่าเบื่อไปกว่านั่งเฉย ๆ โดยไม่ได้ทำอะไรเลยบ้างล่ะ? เหมือนเมื่อวาน เหมือนวันก่อน แล้วก็คงเหมือนพรุ่งนี้อีก! พ่อครับ ลองสอนผมดูเถอะนะ ผมขอร้องล่ะ พลีสสส~!”

ราซไม่รู้จะปฏิเสธยังไง เพราะลิธไม่เคยขออะไรเพื่อตัวเองมาก่อนเลย

‘แม้แต่ตอนที่ลิธยังหิวอยู่ ถ้าเขาเห็นว่าอาหารหมดแล้ว เขาก็ไม่เคยขอเพิ่มเลย’ ราซคิด ‘ไม่เหมือนโอร์พัลเลยสักนิด ไม่รู้ว่าลิธเป็นเด็กดีเกินไป หรือเรากันแน่ที่ตามใจโอร์พัลมากเกิน’

เขาอยากหาข้ออ้างมาปฏิเสธใจจะขาด แต่เอลินาก็มองเขาอยู่ มือของเธอก็ยังเย็บต่อไปไม่หยุด ปากก็ยังสอนลูกสาวไปเรื่อย ๆ แต่สายตานั้นกลับจ้องมาที่เขาเต็ม ๆ

‘บ้าเอ้ย จะบอกว่ายังไงดี? ก็การเรียนไม่ต้องใช้ของมีคมนี่น่า…เดี๋ยวสิ! ของใช้! ใช่เลย! ทำไมฉันโง่ได้ขนาดนี้เนี่ย’

ราซมองตาลูกที่อ้อนวอนเหมือนลูกหมาน้อย หัวใจเขาราวกับถูกบีบ แต่เขาก็ยังพูดออกไปว่า “ขอโทษนะลูก แต่บ้านเราไม่มีอะไรให้เขียนเลย พ่อสอนไม่ได้หรอก”

ลิธคิดเผื่อไว้หมดแล้วก่อนจะถาม เขาจึงเตรียมคำตอบไว้ในใจ เขาหยิบถาดที่ใหญ่ที่สุดในบ้าน แล้วเอาขี้เถ้าที่อยู่ในถังข้างเตาผิงมาเทลงไป

“ตอนนี้เรามีแล้ว! เขียนได้เท่าที่อยากเขียนเลย!” ราซถึงกับทึ่งในไหวพริบของลูก เอลินาก็เช่นกัน เขากำลังจะอ้าปากค้านอีกครั้ง แต่ก็เห็นว่าสายตานั้นเปลี่ยนเป็นคิ้วขมวดไปแล้ว

มือของเอลินาเย็บผ้าเร็วขึ้นเรื่อย ๆ และนั่นย่อมหมายถึง เรื่องยุ่งยากกำลังมาเยือนเขา

ด้านนอกมีพายุ แต่เขาหนีจากพายุอีกลูกที่ก่อตัวอยู่ภายในบ้านไม่ได้ เขาจำต้องยอมแพ้และถอยให้

“แล้วอยากเริ่มตรงไหนล่ะ?” ราซได้แต่หวังว่าลิธจะเบื่อเร็ว ๆ จะได้ปล่อยเขากลับไปพักผ่อนตามเดิม

“นับเลข!” ลิธตอบทันควัน ราซจึงนั่งลงข้างลูกแล้วเริ่มขีดเส้นบนขี้เถ้า ลิธตื่นเต้นสุด ๆ

ตัวเลขที่พวกเขาใช้มีรูปร่างต่างจากเลขอารบิก แต่การใช้งานกลับเหมือนกันแทบทุกอย่าง แม้แต่รูปแบบการคำนวณก็ยังเหมือนกัน

เขาจึงจดจำรูปร่างของเลขชุดใหม่ไว้ในแถวบน แล้วเริ่มฝึกท่องสูตรคูณ จริง ๆ เขาทำเลขง่าย ๆ แบบนี้ในหัวได้อยู่แล้ว แต่เขาอยากให้ตัวเลขใหม่ฝังลึกทั้งในใจและร่างกาย

พอลิธฝึกเสร็จ เขาก็เริ่มรับคำถามจากผู้ชม และเมื่อโอร์พัลถามประชดว่า “124 คูณ 11 ได้เท่าไรล่ะ?” ลิธก็ตอบทันทีว่า “1364” จนทุกคนเงียบไปหมด

เอลินาทนไม่ไหว ลุกขึ้นแล้วอุ้มลิธขึ้นมากอดแน่น

“อัจฉริยะตัวน้อยของแม่! แม่ภูมิใจในตัวลูกที่สุดเลย!” ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง ลิธก็ทำสิ่งที่คนอื่นใช้เวลาทั้งปีได้สำเร็จ เรน่ากับทิสตาจึงรีบมาร่วมกอดยินดีกับน้องชาย ขณะที่ฝ่ายชายในบ้านยังยืนอึ้งพูดไม่ออก

ในชนบทแบบนี้ คนเรียนเลขก็แค่เพื่อไม่ให้โดนโกงเวลาแลกเปลี่ยนของ พวกเขาจำได้แค่บวกกับลบ พอเป็นคูณกับหารก็ลืมกันหมด เพราะมองว่าไร้ประโยชน์

การอ่านและเขียนต้องใช้เวลามากกว่า แต่ก็ง่ายพอ ๆ กัน ลิธรู้คำศัพท์ส่วนใหญ่กับการสะกดอยู่แล้ว เขาแค่ต้องเรียนรู้ตัวอักษรและจำให้ขึ้นใจก็จะอ่านเขียนได้

ครอบครัวของเขาถึงกับตะลึงอีกครั้ง และคนเดียวที่ไม่ร่วมยินดีก็คือโอร์พัล ที่นั่งอยู่คนเดียวกับความอิจฉาและดูแคลนในใจ

จบบทที่ ตอนที่ 5 ความเจ็บปวดของการเติบโต

คัดลอกลิงก์แล้ว