เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 3 มุ่งมั่นฝึกฝน

ตอนที่ 3 มุ่งมั่นฝึกฝน

ตอนที่ 3 มุ่งมั่นฝึกฝน


ในช่วงหลายสัปดาห์ถัดมา วันของลิธดำเนินไปตามตารางอันเข้มงวด

ในตอนกลางวัน เมื่อตัวเขาถูกห่อตัวแน่นอยู่ในผ้า เขาจะใช้เวลาทั้งหมดฝึกฝนเทคนิคการหายใจ และพยายามเรียนรู้เกี่ยวกับครอบครัวรวมถึงภาษาของพวกเขาให้ได้มากที่สุด

ส่วนตอนกลางคืน เขาจะฝึกเวทมนตร์จนหมดแรงและหลับไป แล้วทันทีที่ตื่นก็จะเริ่มฝึกต่อ จนกว่าเอลินาจะตื่นขึ้นมาในตอนเช้า

เขาเคยพยายามหยุดพักอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยทำได้นาน การใช้ชีวิตเป็นทารกไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ตรงกันข้าม มันเต็มไปด้วยความเครียด

เขาไม่สามารถพูดคำที่เข้าใจแล้วออกมาได้ด้วยซ้ำ เพราะกลัวจะทำให้ครอบครัวตกใจ เขาขยับตัวก็แทบไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือมอง นอน กิน และขับถ่าย

เขาไม่ชินกับการไร้ทางช่วยเหลือตัวเอง และต้องพึ่งพาคนอื่นในทุกสิ่งแม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อย เขานั้นมีเวลาว่างมากเกินไปจนแทบทำให้เขาเสียสติ

ดังนั้นเขาจึงฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า พยายามปรับตัวให้เข้ากับชีวิตใหม่ โดยไม่ปล่อยให้ตัวเองหลุดไปกับความคิดที่ว่าทั้งหมดนี้ช่างไร้สาระเพียงใด

เมื่อพลังเวทของลิธเพิ่มขึ้น การควบคุมก็พัฒนาตามไปด้วย หลังจากผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ เขาก็มั่นใจพอจะลองใช้เวทดินกับเวทน้ำดูบ้าง

เขาระมัดระวังอยู่เสมอ ไม่เคยเสกน้ำออกมามากเกินสองสามหยด หรือควบคุมดินเกินหนึ่งกำมือ เขาพบว่าตนเองสามารถทำให้องค์ประกอบธาตุลอยอยู่กลางอากาศได้ และยังสามารถเปลี่ยนรูปร่างหรือขนาดของมันได้ด้วยการส่งมานาอย่างต่อเนื่อง

หลังจากนั้น เขาก็ปรับการฝึกในช่วงกลางคืนให้เน้นที่สมาธิและการควบคุมมากกว่าพลัง เพราะมานาของเขามีจำกัด เขาจึงเลือกทำให้เวทมนตร์สมบูรณ์แบบ ดีกว่าใช้พลังมากเกินไปแล้วเสี่ยงต่อการถูกจับได้

แม้เวทมนตร์จะเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในโลกนี้ ลิธก็ไม่คิดเลยว่าทารกที่ฝึกเวทมนตร์จะถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ อย่างน้อยก็คงน่าตกใจ หรือไม่ก็น่าสะพรึงกลัว

ลิธหวาดกลัวว่าจะถูกครอบครัวทอดทิ้ง หรืออย่างแย่ที่สุด… ถูกฆ่าทิ้ง

ความกลัวความตายหวนกลับมาอีกครั้ง เพราะตอนนี้เขามีสิ่งที่ไม่อยากเสียมากเกินไป โอกาสที่จะได้เกิดใหม่ในโลกที่มีเวทมนตร์ และในครอบครัวที่อบอุ่นแบบนี้ มันจะมีซ้ำอีกได้สักแค่ไหน?

ศูนย์ ไม่มีเลย ไม่มีแม้เศษเสี้ยว ไม่เหลืออะไรทั้งสิ้น

เขาจึงต้องวางหมากให้รอบคอบที่สุด และเก็บไพ่ทุกใบไว้อย่างระมัดระวัง ก่อนจะเปิดเผยแม้แต่เศษเสี้ยวของพรสวรรค์ เขาต้องรู้ให้ได้เสียก่อนว่ามาตรฐานของโลกนี้คืออะไร

ต้องเก่งแค่ไหนถึงเรียกว่ามีพรสวรรค์? ต้องแค่ไหนถึงจะกลายเป็นอัจฉริยะ... หรือกลายเป็นสัตว์ประหลาด?

จิตใจเขาเต็มไปด้วยความกังวลตลอดเวลา และมีเพียงการฝึกฝนเท่านั้นที่ช่วยบรรเทาความรู้สึกนั้นได้

หลังจากผ่านไปสามเดือน เขาก็ชำนาญเวทมนตร์แบบไร้เสียงพอจะลองเวทไฟกับเตาผิงดูบ้าง

ไฟในเตาผิงถูกจุดไว้แล้ว และเมื่อทุกคนมัวสนใจกับการพูดคุยและการทานอาหารเช้า เขาก็ลองบังคับให้เปลวไฟเต้นตามใจนึก ผลก็คือ... ล้มเหลว เพราะไฟนั้นแรงเกินไป และระยะทางก็ไกลเกินกว่ามานาของเขาจะส่งผลใดๆ ได้

แต่อย่างไรเขาก็ยังคงฝึกต่อ เพราะยังสามารถสัมผัสได้ถึงกระแสเวทที่ไหลจากตัวเขาไปยังเตาผิง ซึ่งถือเป็นการฝึกชั้นดีในการขยายสัมผัสมานาและรัศมีควบคุมของตน

ข้อเสียอย่างเดียวของการฝึกฝนทั้งหมดนั่นคือ ลิธจะรู้สึกหิวเร็วขึ้น โชคดีที่เขาไม่ใช่เด็กตะกละคนแรกของเอลินา และน้ำนมของเธอก็มีเหลือเฟือ

ผ่านไปอีกหนึ่งเดือน เอลินาก็เริ่มหย่านมเขา

เหตุการณ์นี้มีความหมายอยู่สองประการ อย่างแรกคือ ลิธสังเกตได้ว่าอาหารในบ้านนี้ไม่ได้มีมากนัก แม้เขาจะยังพูดได้น้อย แต่ก็พออ่านสีหน้ากังวลของพ่อแม่ได้ทุกครั้งที่เขาร้องขอกินอาหาร

แม้แก่นแท้ในใจเขายังเป็นคนเย็นชา ขี้ระแวง และเกลียดมนุษย์อยู่ไม่น้อย แต่ลิธก็อดรู้สึกผิดกับเรื่องนี้ไม่ได้

พวกเขารักเขาเหมือนลูกแท้ๆ แต่เขากลับมองพวกเขาเป็นแค่ ‘เจ้าบ้าน’ ที่ตัวเองอาศัยอยู่ราวกับปรสิต คนเดียวที่เป็นข้อยกเว้นคือเอลินา กับเรน่า พี่สาวคนโต ที่เป็นอีกหนึ่งคนที่คอยดูแลเขานอกจากแม่

ด้วยความรัก ความเอาใจใส่ และความห่วงใยที่ไม่มีวันขาด พวกเขาค่อยๆ เจาะผ่านกำแพงหัวใจของลิธทีละน้อย ยิ่งลิธใช้เวลากับพวกเขามากเท่าไร ลิธก็ยิ่งรู้สึกว่าพวกเขาคือ “ครอบครัวจริงๆ” มากกว่าจะเป็นแค่คนที่เขาหลอกใช้

ลิธเริ่มจำกัดการฝึกฝนของตนไม่ให้เกินปริมาณอาหารที่ครอบครัวสามารถหาได้

แต่แม้กระทั่งเรื่องนั้นก็ต้องลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง เพราะถ้ากินน้อยเกินไปก็ทำให้คนในบ้านเป็นห่วงไม่ต่างกัน

เหตุผลที่สอง คือการค้นพบสิ่งที่จะเปลี่ยนโลกของเขาไปตลอดกาล

เมื่อถูกบังคับให้ลดการฝึกเวทมนตร์ ลิธจึงมีเวลาว่างมากขึ้น และเขาก็ใช้เวลานั้นไปกับการฝึกเทคนิคการหายใจที่เขาตั้งชื่อให้ว่า ‘การสั่งสม’

ด้วยวิธีนี้ พลังภายในของเขา หรือที่ลิธตั้งชื่อไว้แต่แรกว่า 'แก่นมานา' จึงเติบโตเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนไปติดคอขวด

ดูเหมือนว่าร่างกายของเขายังไม่ใหญ่หรือแข็งแรงพอ หรืออาจเป็นทั้งสองอย่าง ที่จะรองรับมานาได้ไม่จำกัด ก่อนหน้านี้ลิธไม่เคยสังเกตเรื่องนี้เลย เพราะร่างทารกของเขาเติบโตอย่างรวดเร็ว และเวลาที่ใช้ขยายแก่นมานาก็ยังมีอยู่อย่างจำกัด

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ร่างกายกับแก่นมานาของเขาได้เติบโตไปพร้อมกันตลอดมาโดยที่เขาไม่ทันรู้ตัว

แต่ตอนนี้สมดุลนั้นพังทลายลงแล้ว การฝึกเทคนิคการสั่งสม ทำให้ทุกเส้นใยในร่างเขาเจ็บระบม จนต้องหยุดฝึกอย่างเลี่ยงไม่ได้

โชคดีที่เขายังได้รับอาหารเพียงพอ และเติบโตอย่างรวดเร็ว แม้จะไม่ได้ออกกำลังกายใดๆ เลย แต่คอขวดนั้นก็คงอยู่ไม่นานนัก

การค้นพบครั้งที่สองเกิดจากการที่เขาจำใจต้องหยุดฝึกเวทมนตร์และการสั่งสม

ขณะที่เขากำลังศึกษาสภาพติดคอขวดของตน เขาก็ค้นพบว่าหากตัดขั้นตอนกลั้นหายใจออกจากเทคนิคการหายใจ จะทำให้พลังงานของโลกสามารถไหลเข้าออกผ่านร่างกายเขาได้อย่างอิสระ มีผลลัพธ์คล้ายกับการได้นอนหลับเต็มอิ่ม

ลิธตั้งชื่อเทคนิคใหม่นี้ว่า “การฟื้นพลัง”

หลังจากลองฝึกหลายครั้ง เขาก็พบว่ามานาของโลกนี้สามารถทำให้เขาตื่นได้นานหลายวัน แต่ไม่ใช่ตลอดไป

ทุกครั้งที่เขาใช้ “การฟื้นพลัง” ผลของมันจะค่อยๆ สั้นลง และมีเพียงการนอนหลับเท่านั้นที่จะรีเซตประสิทธิภาพกลับมาใหม่ได้

แต่การค้นพบที่สำคัญที่สุด เช่นเดียวกับหลายครั้งในชีวิต ที่มักจะเกิดขึ้นโดยบังเอิญ

หลังจากที่ลิธปรับการกินของตนให้เหมาะกับปริมาณฝึกฝน ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาก็คือความหิว ไม่ใช่ความหิวแบบพอทนได้ที่แก้ด้วยขนม หรือหิวเพราะเช้าที่เร่งรีบ

มันคือความหิวชนิดที่ไม่เคยหายขาด แอบซ่อนอยู่ตลอดเวลา แม้จะเพิ่งกินจนอิ่ม ถึงเขาจะไม่ได้ถึงขั้นหิวโหย แต่ก็เป็นประสบการณ์ใหม่ที่เขาไม่เคยเจอมาก่อน

ในบรรดาความโชคร้ายทั้งหลายของชีวิตก่อน อาหารไม่เคยเป็นปัญหาสำหรับเขา เขากินอย่างเต็มที่ได้เสมอ แถมยังเลือกกินได้ตามใจอีกด้วย

แต่ตอนนี้ เขาหิวจนต้องกินทุกมื้อหมดเกลี้ยง และถ้าร่างกายเขาเอื้ออำนวยพอ เขาคงไม่ลังเลที่จะเลียจานให้สะอาดหมดจดด้วยซ้ำ

ในวันที่ดี ที่อาหารเยอะหน่อย ความหิวนั้นก็เหมือนเสียงรบกวนจาง ๆ คอยกวนใจแต่ยังพอทนได้ แต่ในวันที่เลวร้าย ไม่ว่าจะเพราะได้ส่วนแบ่งอาหารน้อยลง หรือเพราะเขาหลงอยู่กับการฝึกเวทจนใช้มานาเกินขีดจำกัด ความหิวนั้นก็เหมือนหนามแหลมที่ปักคาอยู่ในหัว

เขาจะหิวจนปวดหัวทั้งวัน รู้สึกเวียนหัวและไม่สามารถตั้งสมาธิได้เลย อาหารกลายเป็นสิ่งเดียวที่เขาคิดถึง... หรือแม้แต่ฝันถึง

แน่นอนว่าเขาไม่ใช่คนเดียวในครอบครัวที่หิว นอกจากเอลินาแล้ว คนที่คอยป้อนอาหารเขาก็มีเพียงพี่น้องอย่างโอร์พัลและเรน่า

เรน่าเป็นเด็กใจดี พยายามจะเป็นเหมือนแม่ของเธอ ส่วนโอร์พัลกลับขี้หงุดหงิดและหิวมากขึ้นทุกวัน เขามักจะนั่งเหม่อลอยคิดถึงวันที่เขากับฝาแฝดเป็นเด็กสองคนเดียวในบ้าน

ตอนนี้ เขาไม่เพียงต้องแย่งความสนใจจากพ่อแม่ในแต่ละวัน แต่ยังต้องแย่งทั้งอาหารและเสื้อผ้าอีกด้วย

แต่ก่อนเขาเคยมีห้องเป็นของตัวเอง ทว่าตอนนี้ต้องแบ่งใช้ร่วมกับไทรออน และมันก็เป็นแค่เรื่องของเวลาก่อนที่ลิธจะเข้ามาแย่งพื้นที่ส่วนตัวเล็กๆ ที่ยังเหลืออยู่ไปอีกคน

โอร์พัลไม่เข้าใจเลยว่าทำไมครอบครัวยากจนแบบนี้ถึงยังคิดมีลูกเพิ่มอยู่ได้

ตอนนี้เป็นฤดูหนาว งานในไร่นาแทบไม่มี โอกาสจะหาอาหารเติมคลังยิ่งน้อยลงไปอีก สิ่งที่มีอยู่ต้องเก็บไว้ให้พอจนกว่าจะถึงฤดูใบไม้ผลิ

ฤดูนี้เป็นช่วงที่ยากลำบากที่สุดของปีสำหรับครอบครัวชาวไร่ชาวนา เพราะอาหารที่มีไม่ใช่แค่ไว้ให้คนกินเท่านั้น แต่ยังต้องเผื่อสัตว์เลี้ยงด้วย

โอร์พัลเบื่อหน่ายเต็มทีที่เห็นลิธกินจุไม่หยุด จนถึงขั้นตั้งฉายาให้เขาว่า ‘ปลิง’ (TL: Lith = ลิธ, Leech = ปลิง)

เพราะงั้น ทุกครั้งที่ถึงตาเขาต้องป้อนอาหารเจ้าตัวจิ๋ว เขาก็จะแอบตักเข้าปากตัวเองบ้าง แต่ลิธก็ไม่ใช่คนที่จะแกล้งได้ง่ายๆ

ทันทีที่ลิธสังเกตเห็นว่าช้อนหันไปทางอื่น เขาก็จะร้องไห้จ้าแบบไม่ยั้ง และเอลินาก็จะรีบวิ่งมาหา ทำให้แผนของโอร์พัลล้มไม่เป็นท่า

ลิธไม่เคยร้องไห้ถ้าไม่ใช่เพราะหิวหรือต้องเปลี่ยนผ้าอ้อม นั่นทำให้พ่อแม่ทั้งดีใจและหวาดระแวงไปพร้อมกัน เพราะเมื่อเขาร้องทีไร มันคือเรื่องจริงเสมอ และทุกเสียงร้องจึงถูกให้ความสำคัญอย่างที่สุด

วันนั้นเป็นวันที่แย่จริงๆ สำหรับลิธ เขาหิวจนแทบขาดใจเพราะร่างกายกำลังขยายตัว และดันเป็นวันของโอร์พัลที่ต้องดูแลเขา

พ่อแม่ทั้งสองคนไม่อยู่บ้าน วัวตัวหนึ่งมีอาการคล้ายถูกหิมะกัดจนต้องออกไปดู

โอร์พัลหยิบจานซุปครีมที่เตรียมไว้ให้เด็ก แล้วตักกินเต็มคำโดยไม่ลังเล

ลิธเริ่มร้องไห้ทันที แต่ไม่มีใครอยู่ให้ได้ยิน

“ร้องไปเถอะ ไอ้ตัวปลิง” ลิธตอนนี้ฟังออกแล้วเกือบหมด โดยเฉพาะคำเหยียดหยามของโอร์พัล “วันนี้มีแค่ฉันกับแก ไม่มีแม่สวมเกราะวิ่งมาช่วยหรอกนะ” พูดจบเขาก็ตักเข้าปากอีกคำ

ลิธรู้สึกเหมือนกำลังจะเป็นบ้า เป็นอีกครั้งที่เขาทำอะไรไม่ได้เลย เวทมนตร์ที่เขาอวดนักอวดหนาก็ไร้ความหมายในยามคับขัน เขาจะทำอะไรได้ล่ะ? ยกเว้นแต่จะยอมเปิดเผยตัวตน

เป่าลมใส่? ราดน้ำ? เวทไฟก็อันตรายเกินไป แค่มื้อเดียวไม่คุ้มกับการเผาบ้านทิ้งแน่

ความหิวกำลังกัดกินเขา และยิ่งกระตุ้นโทสะให้ทะลุขีดที่เขาไม่เคยคิดว่าจะไปถึงได้มาก่อน

‘ไอ้เวรเอ๊ย!’ เขากรีดร้องในใจ ‘คิดว่าเท่หรือไงที่มาขโมยของจากเด็กแบบนี้?’

แล้วเขาก็เห็นช้อนที่สามกำลังจะเข้าสู่ปากโอร์พัล ใบหน้าอวดดีนั้นทำให้มื้ออาหารครึ่งหนึ่งของเขาเหมือนกำลังจะหายไปอย่างไร้ค่า

ความโกรธของลิธพุ่งถึงขีดสุด ความเกลียดแผดเผาในอกราวกับเปลวเพลิง

‘แกมันไม่ใช่พี่ของฉัน!’ เขาตะโกนในใจ ‘แกมันก็แค่ขโมยสกปรก ไอ้พวกเศษเดน!’

และแทนที่จะรู้สึกถูกกระตุ้น เขากลับรู้สึกเหมือนมีบางอย่างพังทลายลงข้างในตัวเขา ราวกับเขื่อนที่ต้านทานน้ำเชี่ยวไม่ไหวจนแตกกระจาย

‘ฉันขอให้แกจะติดคอตายเพราะช้อนนั่น ไอ้เวรเอ๊ย!’ ลิธปัดแขนออกไปสุดแรงเป็นการขัดขืนครั้งสุดท้าย แล้วมันก็เกิดขึ้นจริง

ลิธสัมผัสได้ถึงมานาที่พุ่งออกจากร่าง กวาดผ่านอากาศตรงเข้าสู่ช้อนในปากโอร์พัล แล้วกดมันลงไปอย่างแรง

โอร์พัลสำลักแทบขาดใจ พอเขาควักช้อนออกจากคอได้ ก็อาเจียนออกมาหมดกระเพาะ

ลิธตกตะลึงจนเกือบลืมทั้งความโกรธและความหิวไปหมดสิ้น

เขาค้นพบสิ่งมหัศจรรย์ พลังที่ไม่มีใครในครอบครัวเขาเคยแสดงออกมาก่อน

ลิธค้นพบ “เวทจิตวิญญาณ”!

จบบทที่ ตอนที่ 3 มุ่งมั่นฝึกฝน

คัดลอกลิงก์แล้ว