- หน้าแรก
- Supreme Magus
- อารัมภบท 2
อารัมภบท 2
อารัมภบท 2
การกลั่นแกล้งสิ้นสุดลงแล้ว ทว่าชีวิตในสังคมของเดเร็กยังคงน่าเวทนาไม่ต่างจากเดิม จะมีใครที่อยากเป็นเพื่อนกับคนที่ต้องปิดบังชีวิตครอบครัวอันน่าอับอายแบบนั้น?
เขาต้องใส่เสื้อแขนยาวอยู่ตลอดเพื่อปกปิดรอยฟกช้ำ และก็หมดมุกจะอ้างถึงที่มาของขอบตาช้ำมาหลายเดือนแล้ว เพื่อนร่วมชั้นกับอาจารย์ต่างก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ส่วนเดเร็กก็แค่แกล้งทำเป็นเชื่อว่าตัวเองโกหกเก่งพอจะหลอกใครได้จริง ๆ
แม้มันจะเจ็บปวด แต่ก็ยังพอทนไหว อย่างน้อยเดเร็กก็ยังมีคาร์ลให้ร่วมแบกรับความเจ็บปวดนั้นด้วย คาร์ลคือทุกสิ่งที่เขามี เขาเป็นทั้งครอบครัว เพื่อน และคนที่เขาเชื่อใจที่สุด เขาคือโลกทั้งใบของเดเร็ก
แต่เมื่อคาร์ลโตขึ้น เขาก็เริ่มมีความรักกับเด็กผู้หญิงในโรงเรียน และความรู้สึกแบบนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะหักห้ามกันได้ง่าย ๆ เป็นอีกครั้งที่เดเร็กรู้สึกไร้หนทาง
เขาไม่มีใครให้ปรึกษา และก็ไม่อาจปล่อยให้ใครก้าวเข้ามาในโลกของเขาได้มากเกินไป เพราะนั่นจะนำไปสู่คำถามว่าทำไมเขาถึงพาเพื่อนไปที่บ้านไม่ได้? แล้วถ้าเป็นผู้หญิงที่เขาชอบล่ะ แบบนั้นเขายิ่งไม่กล้าเสี่ยงเข้าไปใหญ่
เดเร็กถูกหลอกหลอนด้วยความคิดโหดร้าย เขามักเงยหน้าถามฟ้า ทำไมสิ่งที่คนอื่นมีได้โดยไม่ต้องร้องขอ ถึงกลายเป็นฝันที่ไกลเกินเอื้อมสำหรับเขา
ยิ่งฮอร์โมนในวัยรุ่นพลุ่งพล่าน ความโกรธในใจเดเร็กก็ยิ่งทวีคูณ เขานอนไม่หลับบ่อยครั้ง เพราะมัวแต่คิดถึงพวกคู่รักที่สวีทหวานกันอยู่ข้างนอกนั้น
เดเร็กรู้ดีว่าเขาไม่เหมือนคนอื่น จุดบกพร่องของเขาไม่ใช่ความขี้อาย หรือสิวตามประสาวัยรุ่น มันลึกกว่านั้นมาก และไม่มีหมอคนไหนรักษาได้ เพราะต้นตอของมันมีทั้งชื่อและนามสกุล ‘เอซิโอ แม็คคอย’ พ่อเฮงซวยของเขาเอง
เดเร็กเริ่มวางแผนสารพัดวิธีเพื่อกำจัดพ่อออกไปจากชีวิต แม้แต่ความคิดเรื่องการฆ่าก็ผุดขึ้นมาโดยไม่ลังเล ยามค่ำคืน เขาเฝ้าคิดวางแผนอย่างพิถีพิถัน ซับซ้อน ละเอียดราวกับลงมือจริง และบ่อยครั้งก็เต็มไปด้วยฉากทรมานยืดยาวที่เขาจินตนาการอย่างเย็นชา
ความตายมันสบายเกินไป เดเร็กต้องการให้เอซิโอเจ็บ เจ็บให้เหมือนที่เขาเคยต้องทนทรมานมาตลอดหลายปี
แต่พอรุ่งเช้ามาถึง เขาก็ได้แต่ยอมรับทุกครั้งว่า สิ่งที่คิดไว้เมื่อคืนมันไม่ใช่แผนอะไรหรอก แค่ความเพ้อฝันของคนที่สิ้นหวังจนไม่เหลือทางไปเท่านั้นเอง
เดเร็กไม่มีทั้งเครื่องมือและความโหดเหี้ยมพอจะจัดการกับเอซิโอ ต่อให้เขาเกลียดอีกฝ่ายมากแค่ไหน สุดท้ายเอซิโอก็ยังเป็นพ่อของเขาอยู่ดี ส่วนตัวเขา... ก็เป็นแค่เด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยความโกรธ และไร้อำนาจจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้
จะฆ่าเอซิโอเหรอ? เอาสิ แล้วไงต่อ? ใช้ชีวิตที่เหลือในฐานะฆาตกร หนีหัวซุกหัวซุนจนกว่าจะโดนจับ?
ถ้าเขาฆ่าเอซิโอ นั่นก็เท่ากับต้องทิ้งคาร์ลไปตลอดกาล และทำลายอนาคตที่เขาอาจมีโอกาสได้สัมผัสความสุขในชีวิต
เดเร็กก็กลืนแผนบ้า ๆ ลงไปพร้อมกับโจ๊กในทุกเช้า แล้วฝืนเดินหน้าต่อไป เป้าหมายเดียวที่เขายังพอเอื้อมถึงได้ ก็คืออ่านหนังสือให้หนัก คว้าทุนมาให้ได้ แล้วหนีออกจากนรกนั่นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
เวลาเหมือนผ่านไปในพริบตา ฤดูร้อนสุดท้ายก่อนเดเร็กจะก้าวเข้าสู่มัธยมปลายก็มาถึง แม้อากาศจะร้อนระอุเพียงใด แต่หัวใจของเขากลับเย็นชาราวกับน้ำแข็ง
รูปร่างที่สูงพรวดขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับกล้ามเนื้อที่ได้จากการฝึกศิลปะการต่อสู้ ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาดูแข็งกร้าวและน่าเกรงขามขึ้นในสายตาคนทั่วไป
เอซิโอก็ตระหนักถึงเรื่องนั้นเป็นอย่างดี และเพราะเขาขี้ขลาดเกินกว่าจะกล้าลงมือกับเดเร็ก เขาจึงหันไปใช้ความรุนแรงกับคาร์ลแทน
เดเร็กเคยพยายามลุกขึ้นมาปกป้องน้องชาย แต่สิ่งที่เขาได้รับตอบแทน คือกระบองตำรวจจากร้านขายอุปกรณ์ทหารมือสอง ที่เอซิโอซื้อมาด้วยตัวเอง เพื่อใช้ทุบตีเขา แทนการลงมือด้วยหมัดเปล่าอย่างที่เคยทำ
เขาช่วยคาร์ลให้รอดพ้นจากชะตาเดียวกันได้ด้วยการร้องไห้และอ้อนวอนสุดเสียง และที่มันได้ผล ก็เพียงเพราะเสียงเอะอะนั้นดังพอจะปลุกเพื่อนบ้านให้หันมาสนใจ
ทุกครั้งที่เอซิโอลงมือ เดเร็กทำได้แค่ยืนมองน้องชายถูกซ้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่อาจทำอะไรได้เลย
เช้าวันหนึ่ง เอซิโอได้งานใหญ่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เขาสวมสูทที่ดีที่สุดที่มี แม้อากาศจะร้อนอบอ้าวเพียงใด และสั่งให้เดเร็กจัดกระเป๋าเอกสารกับแล็ปท็อปให้เรียบร้อย
เอซิโอกำลังรีบสุดชีวิต คู่แข่งต่างจ้องจะงาบลูกค้ารายใหญ่นี้อยู่ และงานนี้อาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะกอบกู้ชีวิตการทำงานของเขาก็ได้
เดเร็กรีบวิ่งไปที่หน้าประตู ซึ่งเอซิโอยืนรออยู่ก่อนแล้ว จากนั้นจึงช่วยเขาจัดสายกระเป๋าแล็ปท็อปให้เข้าที่
เอซิโอวิ่งไปกดลิฟต์รัว ๆ อย่างคนสติแตก แต่ไฟก็ยังแดงค้างอยู่เหมือนเดิม
เขาสบถด่าทั้งคอนโด ทั้งผู้จัดการอาคาร และโชคชะตาอันแสนเฮงซวย ก่อนจะหันขวับแล้วพุ่งตรงไปทางบันไดด้วยความหัวเสีย
ขณะหันตามพ่อไป เดเร็กก็สังเกตเห็นว่าแสงแดดจากด้านนอกสะท้อนบนพื้นทางเดินแรงผิดปกติ ราวกับมีบางอย่างไม่เข้าที่เข้าทาง
เอซิโอเพิ่งเดินผ่านหน้าเขาไป และในจังหวะนั้นเอง เดเร็กก็สังเกตเห็นว่า พนักงานทำความสะอาดเพิ่งถูพื้น แต่ลืมวางป้ายเตือนพื้นเปียกไว้ตรงทางลง
ทุกอย่างเกิดขึ้นในชั่วพริบตา เอซิโอก้าวลงบันไดอย่างเร่งรีบ น้ำหนักทั้งร่างเทไปที่ขาหน้า แล้วเท้าของเขาก็ลื่น
เดเร็กมีเวลาพอจะตะโกนเตือน หรือจะยื่นมือไปคว้าไว้ก็ยังทัน แต่เขากลับเลือกที่จะยืนเฉย ไม่ทำอะไรเลย
เอซิโอกลิ้งตกจากบันได ร่างกระแทกเข้ากับมุมผนังแล้วกระเด็นต่อไปอีก เขาร่วงลงไปกองแน่นิ่งกับพื้น แขนขางอผิดรูปร่างทั้งร่างบิดเบี้ยว ราวกับของเล่นที่ถูกหักจนแหลกไม่มีชิ้นดี
เหมือนวัยรุ่นทั่วไป เดเร็กมีมือถือติดตัวไว้เสมอ เขาหยิบมันขึ้นมาอย่างใจเย็น แล้วกดถ่ายภาพไว้หลายมุม เพื่อใช้เป็นหลักฐานว่าพื้นยังเปียก และไม่มีแม้แต่ป้ายเตือนสักแผ่น
เขาเริ่มวางแผนในหัวทันที จะหาทนายสายโหด พวกที่กัดไม่ปล่อย แล้วฟ้องให้บริษัทบริหารอาคารเจ๊งไม่เป็นท่า
จากนั้นเขาค่อย ๆ เดินลงบันไดเพื่อดูให้แน่ใจว่าเอซิโอตายแล้ว แต่เปล่าเลย เขายังหายใจอยู่ แค่ไม่มีแรงแม้แต่จะส่งเสียง ดวงตาคู่นั้นจับจ้องเขาแน่นิ่ง วิงวอนขอความเมตตา
เดเร็กยิ้มเย็นให้เขา แล้วพูดว่า “แกคิดว่าฉันโง่ขนาดไม่เคยเรียนรู้อะไรจากแกเลยหรือไง? ก็แกสอนฉันเองไม่ใช่เหรอ อย่าฝากงานไว้กับใคร ถ้าอยากให้มันออกมาดี ก็ต้องทำเอง มือถือของแกอยู่นั่นไง ล้วงมันออกมา แล้วโทรหา 911 ด้วยตัวเองสิ”
“ฉันมันก็แค่ลูกชายที่ล้มเหลวคนหนึ่ง ไม่อยากทำให้เรื่องของพ่อพังไปมากกว่านี้หรอก”
ดวงตาของเอซิโอฉายแววตกใจและเกลียดชังจนสุดขีด แต่แค่ชั่ววูบเดียวเท่านั้น ก่อนที่ศีรษะของเขาจะห้อยลงอย่างไร้แรง เหลือไว้เพียงดวงตาที่ว่างเปล่า
เดเร็กแทบจะกลั้นหัวเราะไม่ไหว แต่ก็ยังฝืนไว้ได้ จากนั้นเขาก็เริ่มตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ พร้อมทำสีหน้าตื่นตระหนกแบบลูกชายผู้หวาดกลัวได้อย่างแนบเนียน
ตั้งแต่เอซิโอจากไป แม่ของเดเร็กก็ยังหมกมุ่นอยู่กับความทุกข์ของตัวเองเหมือนเช่นเคย ไม่มีแรงจะลุกขึ้นไปหาทนาย หรือจัดการอะไรให้เป็นเรื่องเป็นราว ทุกอย่างจึงกลายเป็นหน้าที่ของเดเร็กโดยปริยาย
หลังจากศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ เดเร็กก็ติดต่อทนายสายล่าเงินที่ดีที่สุดเท่าที่พวกเขาจะจ่ายไหว และเขาก็จัดการทุกอย่างไว้เรียบร้อย ให้ตัวเองเป็นลูกความ ไม่ใช่แม่
เดเร็กเล่าทุกอย่างให้ทนายฟัง ทั้งเรื่องที่พ่อตกบันได ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในบ้าน และเงื่อนไขที่เขาต้องการให้ยืนยันชัดเจนว่า เงินทั้งหมดต้องแบ่งเป็นสามส่วนเท่า ๆ กัน ระหว่างแม่ และลูกชายทั้งสอง
ทั้งเดเร็กและคาร์ลยืนยันหนักแน่นในจุดนั้น พวกเขาต้องการให้ทนายเริ่มดำเนินเรื่องเพื่อขอแยกตัวออกมาเป็นอิสระโดยสมบูรณ์ ด้วยเงินชดเชยและมรดกที่ได้รับ พวกเขามีมากพอจะพึ่งพาตัวเองได้ อย่างน้อยก็จนกว่าเดเร็กจะสามารถเลี้ยงดูทั้งคู่ได้อย่างเต็มที่
สิ่งที่ตามมาคือช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิตของพวกเขา พวกเขาได้รับมรดก และไม่นานหลังจากนั้นก็ได้รับการปลดปล่อยทางกฎหมาย ในที่สุด พวกเขาก็สามารถย้ายออกจากบ้านของแม่ได้
ไม่ถึงเดือน พวกเขาก็ได้รับข้อยุติที่งดงามจากฝ่ายบริหารอาคาร พวกเขานำเงินนั้นมาใช้ปูทางสู่ชีวิตใหม่ วางแผนอนาคตด้วยตัวเองอย่างจริงจัง
หลายปีหลังจากนั้น พวกนักเลงก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เดเร็กกับคาร์ลกลายเป็นนักศิลปะการต่อสู้เต็มตัว และต่างคอยหนุนหลังกันไม่เคยห่าง เมื่อฝันร้ายในบ้านจบลง พวกเขาก็ได้สัมผัสกับสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือคำว่า ‘เพื่อน’ และ ‘แฟน’ แบบที่เด็กคนอื่นเขามีกัน
ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ต้องเจอกับความผิดหวังอยู่ไม่น้อย เพราะหลายคนที่เรียกตัวเองว่า ‘เพื่อน’ ก็แค่ต้องการใช้ห้องที่ไม่มีผู้ปกครองของพวกเขาเป็นแหล่งจัดปาร์ตี้
พวกเขาเองก็ยังสับสนว่า ‘การเป็นวัยรุ่นธรรมดา’ มันควรเป็นยังไง ขณะที่เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันเอาแต่เที่ยวเล่น โดดเรียน และใช้ชีวิตแบบไม่คิดมาก พวกเขากลับทุ่มเทให้กับการเรียน และพยายามเก็บออมทุกบาททุกสตางค์เท่าที่จะทำได้
เดเร็กกับคาร์ลใช้วันหยุดและช่วงปิดเทอมไปกับการทำงานพาร์ตไทม์ เพื่อต่อชีวิตตัวเลขในบัญชีให้ได้นานที่สุด พวกเขาไม่ได้ขัดสน แต่ก็ไม่เคยอยู่ในจุดที่เหลือกินเหลือใช้
พวกเขารู้ดีว่าต้องเก็บออมให้มากที่สุด ลมพายุอาจย้อนกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่โดยรวมแล้ว พวกเขาก็มีชีวิตที่ดี
เดเร็กคว้าทุนการศึกษามาได้ และจบปริญญาตรีด้านเคมี จากนั้นก็เดินหน้าต่อจนสำเร็จปริญญาโทด้านชีวเคมี ส่วนคาร์ลเองก็ไม่แพ้กัน เขาเรียนจบวิศวกรรมศาสตร์ กำลังจะเริ่มต้นเรียนต่อในระดับปริญญาโท และตอนนี้ก็มีความสัมพันธ์ที่มั่นคงเป็นของตัวเองแล้ว
แม้จะยินดีกับคาร์ลจากใจจริง แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเจ็บลึก ๆ เดเร็กไม่เคยเก่งเรื่องคน ไม่เคยเข้าใจความสัมพันธ์ และแม้แต่ช่วงเวลาที่ควรจะเปิดกว้างที่สุดในชีวิต อย่างช่วงมหาวิทยาลัย เขาก็ยังพลาดมันไป
เขาไม่ใช่คนขี้อาย ไม่ได้กลัวการพูดคุย แต่เขาเลือกมาก และไม่เคยเปิดใจไว้พอจะให้ใครเข้ามา เขาเคยมีคนที่แอบชอบ แต่ไม่เคย ‘รัก’ ใครเลย
แรก ๆ เขาโยนความผิดให้โชคชะตา ว่าทำไมถึงได้เจอแต่ผู้หญิงที่ไม่เอาไหน แต่เมื่อได้เจอคนดีจริง ๆ เขาก็รู้ว่าปัญหาไม่ใช่พวกเธอเลย แต่มันคืออดีตของเขาเอง ที่ทำให้ไม่กล้าไว้ใจใครอีก
พอเห็นคาร์ลมีความสัมพันธ์ที่มั่นคง เดเร็กก็โทษใครไม่ได้นอกจากตัวเอง ทั้งที่คาร์ลก็ผ่านเรื่องเลวร้ายมาแทบไม่ต่างกัน แต่กลับก้าวข้ามมันมาได้อย่างเข้มแข็งกว่ามาก
เดเร็กกลัวว่าจะต้องเจ็บอีกครั้ง เขาจึงไม่เคยปล่อยให้ความสัมพันธ์ไหนเติบโตเกินจุดที่เขาควบคุมได้ และศัตรูเช่นนั้น ไม่มีหมัดไหนสู้มันได้
เขารับงานแรกที่พอมีรายได้มั่นคง โดยไม่เรื่องมาก มันเป็นงานกะดึกในแผนกควบคุมคุณภาพของบริษัทเคมีขนาดใหญ่
คาร์ลเล่าให้เขาฟังว่า ตั้งใจจะขอแฟนแต่งงานทันทีที่เรียนจบปริญญาโท เดเร็กจึงต้องเร่งเก็บเงินให้มากพอภายในสองปี เพื่อจัดงานแต่งให้น้องชายอย่างดีที่สุด โดยที่ไม่มีอะไรขาดตกบกพร่อง
เดเร็กไม่ได้ชอบงานที่ทำอยู่ตอนนี้ แต่มันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับเส้นทางอาชีพ และช่วยเพิ่มน้ำหนักให้โปรไฟล์ของเขาดูน่าสนใจยิ่งขึ้น ที่สำคัญ มันให้รายได้ที่พอจะเลี้ยงตัวเองได้ และยังทำให้เขาเข้าถึงสิทธิ์ประกันสุขภาพของบริษัท ซึ่งเขาตั้งใจจะใช้เพื่อเข้ารับการบำบัดจิตใจ
เขารู้ดีว่าตัวเองมีปัญหา และตั้งใจจะแก้ไขมันให้ได้ เดเร็กปรึกษาหมออยู่หลายคน จนในที่สุดก็เจอคนที่เขาพอจะเปิดใจให้ได้ หลายเดือนผ่านไป เขาเริ่มรู้สึกว่า บางที... ความเปลี่ยนแปลงก็อาจกำลังเกิดขึ้นทีละน้อย
แต่น่าเสียดาย ความสุขแบบนั้น ไม่เคยอยู่ได้นาน