- หน้าแรก
- Supreme Magus
- อารัมภบท 1
อารัมภบท 1
อารัมภบท 1
ไม่ว่าคุณจะเป็นคนมองโลกในแง่ดีหรือร้าย ชีวิตของดีเร็ก แม็คคอย ก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าดีหรือเลว มันก็แค่การดำรงอยู่ที่จืดชืด และไร้ความหมาย
พ่อของเขาเป็นโรคไบโพลาร์ ในช่วงที่จมอยู่กับภาวะซึมเศร้า เขาจะปิดประตูขังตัวเองในห้องหลายวัน จะออกมาก็เพียงเพื่อกิน เข้าห้องน้ำ หรือระเบิดอารมณ์ใส่ลูก ๆ ของเขา ด้วยท่าทีราวกับจะพูดว่า ‘ฉันจะทำให้ชีวิตแกเหมือนตกนรกทั้งเป็น’
ในช่วงที่เข้าสู่ภาวะอารมณ์ดี เขาก็จะทำงานจนแทบไม่หลับไม่นอน แต่เพราะไม่มีหัวด้านธุรกิจหรือสังคม เขาจึงไม่เคยประสบความสำเร็จ ไม่เคยสร้างอะไรไว้ให้ใครจำได้เลย
ส่วนตอนที่ยอมกินยา เขาก็เป็นแค่ซากมนุษย์ที่นั่งแหมะอยู่บนโซฟาทั้งวัน ลากตัวเองไปทำงานก็เพียงเพื่อไม่ให้เพื่อนบ้านดูถูก
จะอยู่ในภาวะไหน เขาก็ยังเป็นพ่อที่ชอบใช้ความรุนแรงอยู่ดี
ในสายตาของเขา ลูกชายทั้งสองคนคือความอับอายที่ต้องทนอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน
พวกเขาไม่เคยเรียนดีพอ ไม่เคยเชื่อฟังมากพอ และไม่เคยให้ความเคารพอย่างที่เขาคิดว่าตัวเองสมควรได้รับ
เขาคิดว่ามันคือหน้าที่ของพ่อที่จะต้องตอกย้ำให้พวกเขารู้ว่า พฤติกรรมแบบนั้นไม่มีที่ยืนในบ้านหลังนี้
เขาจะตะโกนใส่พวกเขาทันทีแม้จะเป็นความผิดเพียงเล็กน้อย พร้อมกับพูดซ้ำ ๆ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยว่าพวกเขาเป็นแค่ปรสิตไร้ค่า ที่คอยดูดกลืนหยาดเหงื่อและแรงกายของเขาเพื่อเอาตัวรอด
และเมื่อคำพูดไม่พอ หรือผลการเรียนไม่เป็นไปตามที่เขาต้องการ เข็มขัดหนังก็กลายเป็นครูคนโปรด
ด้วยเหตุนี้ เดเร็กกับคาร์ลจึงต้องเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอดด้วยตัวเองตั้งแต่ยังเล็ก แม่ของพวกเขาซึ่งจิตใจล่องลอยเหมือนไม่เคยอยู่ตรงนี้ ลืมไปตั้งแต่วันคลอดว่าเคยมีลูก เธอเอาเวลาไปใช้กับการหลีกหนีสามี ยอมทำทุกอย่างเพียงเพื่อจะได้อยู่อย่างเงียบ ๆ โดยไม่ต้องทนฟังเสียงกรีดร้องของใครทั้งนั้น
เดเร็กอายุมากกว่าคาร์ลสองปี และเขาก็พยายามดูแลน้องชายในทุกทางที่เด็กคนหนึ่งจะพอทำได้ แต่มันก็ไม่เคยช่วยอะไรได้เลย
พวกเขาโตมากับนิทานของฮีโร่ที่ปกป้องคนอ่อนแอและยืนหยัดเพื่อความยุติธรรม แต่ไม่มีฮีโร่คนไหนเคยปรากฏตัวมาช่วยพวกเขาแม้แต่ครั้งเดียว
ทุกสัปดาห์ พวกเขาจะถูกลากไปโบสถ์ เพื่อสวดภาวนาให้พระเจ้าผู้ใจดีที่ไร้ชื่อ และบุตรของพระองค์ซึ่งเป็นผู้ไถ่บาปให้แก่มวลมนุษย์ แต่ไม่ว่าจะสวดภาวนาอย่างตั้งใจเพียงใด หรือพยายามเป็นเด็กดีแค่ไหน ปาฏิหาริย์ก็ไม่เคยเกิดขึ้นเลยสักครั้ง
เมื่อการอ้อนวอนสวรรค์กลายเป็นแค่เสียงสะท้อนในความว่างเปล่าครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเขาก็เลิกหลอกตัวเองด้วยนิทานของฮีโร่ และหันไปก้มหน้าอ่านหนังสือ แทนที่จะฝากความหวังไว้กับบทสวดที่ไม่มีวันได้รับคำตอบ
โรงเรียนเคยเป็นเหมือนโอเอซิสในชีวิตของพวกเขา แต่ความชุ่มชื่นนั้นก็อยู่ได้เพียงถึงแค่ชั้นป.6 เท่านั้น
ยังไม่ทันหมดเดือนแรกของมัธยมต้น การกลั่นแกล้งก็เริ่มขึ้น
เสื้อผ้าราคาถูกและแววตาหม่นของพวกเขา ทำให้พวกเขากลายเป็นเป้าโจมตีได้โดยแทบไม่ต้องใช้เหตุผล พวกเขาชินเสียจนเลิกแม้แต่จะพยายามสู้กลับ
สำหรับเดเร็ก มันคือช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตอันไร้ค่าของเขา แต่หลังจากผ่านไปหนึ่งเดือน เขาก็รู้แล้วว่าเขาทนอีกไม่ได้ เขาต้องทำอะไรสักอย่างให้มันเปลี่ยนไป
เขาส่งอีเมลไม่ระบุตัวตนร้องเรียนเรื่องที่พ่อทำร้ายร่างกายไปยังหน่วยงานสังคมสงเคราะห์ แต่เจ้าหน้าที่ที่ทั้งล้าและงานล้นก็แค่แวะมาตรวจดู ‘ตามหน้าที่’ แล้วหายไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เขาพยายามจะยุติการกลั่นแกล้งด้วยการแจ้งครู แต่ครูกลับส่งเรื่องต่อให้ผู้อำนวยการ ซึ่งก็โยนทิ้งอีกที เพราะมองว่ามันเป็นแค่ ‘เรื่องเด็กหยอกกัน’
ผู้อำนวยการโทรหาแม่กับพ่อของเดเร็ก หวังว่าพวกเขาจะปล่อยผ่าน ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น ส่วนเดเร็ก... เขาโดนซ้อมหนักกว่าเดิม โทษฐานที่ไม่เป็นลูกผู้ชายพอจะจัดการปัญหาของตัวเอง
“แกนี่มันโง่เสียจริง ไม่เคยเรียนรู้อะไรจากฉันเลยสินะ อย่าฝากความหวังไว้กับใคร ถ้าอยากได้อะไร ก็ลงมือทำเอง”
คืนนั้น เดเร็กร้องไห้จนหมดแรง ก่อนจะหลับไปทั้งอย่างนั้น และนั่นก็คือฟางเส้นสุดท้าย
เช้าวันถัดมา เขาตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ สมองปลอดโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มันไม่ใช่เวลาสำหรับความสิ้นหวังอีกแล้ว ถึงเวลาแล้วที่เขาต้องมีแผน
หลายปีผ่านไป เขาจึงค่อยตระหนัก ว่าบางสิ่งในตัวเขาได้ตายไปแล้ว
เขาไม่อาจไว้ใจ ไม่อาจคาดหวัง ไม่อาจรู้สึกถึงคำว่า ‘ครอบครัว’ หรือ ‘สายสัมพันธ์’ ได้อีกต่อไป โลกของเขาเต็มไปด้วยศัตรู และถ้าอยากอยู่รอด เขาต้องเรียนรู้ที่จะสู้กลับ
ดังนั้น เดเร็กจึงเอ่ยปากขอพ่อให้ส่งเขาไปเรียนศิลปะการต่อสู้ และน่าประหลาดใจที่เขาไม่ต้องอ้อนวอน ไม่ต้องพูดซ้ำแม้แต่คำเดียว
พ่อของเดเร็กถึงกับยิ้มออก ไอ้ลูกชายขี้แพ้ ผอมแห้ง และไร้ค่าคนนี้ ในที่สุดก็เริ่มอยาก ‘เป็นลูกผู้ชาย’ เสียที เงื่อนไขเดียวของเขาคือ เดเร็กต้องไม่เลิกกลางคันภายในหนึ่งปี มิฉะนั้น… เขาจะทำให้เดเร็กเข้าใจถึงคุณค่าของเงินทุกบาทที่เขาเสียไป
เดเร็กไม่เพียงฝึกยิวยิตสูแทบทุกวัน แต่ยังตื่นเช้ากว่าปกติสองชั่วโมง เพื่อวิดพื้น สควอช ซิทอัพ และวิ่งจนแทบขาดใจ
ไม่กี่เดือนให้หลัง เขาสามารถวิดพื้น ซิทอัพ และสควอชได้อย่างละ 100 ครั้ง วิ่งได้วันละไม่ต่ำกว่า 10 กิโลเมตร ทั้งหมดนี้ก่อนถึงเวลาไปโรงเรียน
ยิวยิตสูกลายเป็นทางเลือกที่เหมาะสมอย่างยิ่งกับสถานการณ์ของเขา เพราะในระดับพื้นฐาน แม้มันจะเน้นที่การป้องกันตัวเป็นหลัก แต่ก็เปิดโอกาสให้สวนกลับ และใช้ลูกเล่นสกปรกได้พอสมควร
การฝึกศิลปะการต่อสู้ทำให้เดเร็กค้นพบเป็นครั้งแรกว่ามีบางอย่างที่เขาทำได้ดี เขาไม่ได้ว่องไว ไม่ได้เรียนรู้อะไรได้เร็ว และการประสานระหว่างมือกับตาก็ยังอยู่ในระดับธรรมดา
พรสวรรค์ของเขาอยู่ที่การจับจังหวะ เพื่อโจมตีจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ในช่วงที่อีกฝ่ายกำลังป้องกันหรือเตรียมตอบโต้
แม้แต่ตอนที่เซ็นเซย์สอนวิชาดาบหรือมีดสั้น เดเร็กก็มักจะจับท่าสังหารได้ตั้งแต่ลองครั้งแรก บางครั้งเขายังเข้าใจจังหวะโจมตีนั้นได้ก่อนที่เซ็นเซย์จะสาธิตจบเสียอีก
มันเป็นการค้นพบที่ทั้งน่าตื่นเต้นและน่าผิดหวังในเวลาเดียวกัน เพราะพรสวรรค์เดียวที่เขามี กลับไม่สามารถใช้ได้จริงในการแข่งขัน ถึงแม้ยิวยิตสูจะเป็นกีฬาที่มีเวทีให้ลงสนาม แต่การโจมตีที่ไปยังลูกอัณฑะ ดวงตา หรือหลอดลมนั้นถูกห้ามอย่างเด็ดขาดทุกกรณี
หลายเดือนผ่านไป เดเร็กยังคงฝึกอย่างหนัก ส่วนที่โรงเรียน เขาทำตัวเงียบ ไม่ให้ใครสังเกต พร้อมกับวางแผนก้าวต่อไปอย่างสุขุม
เมื่อสิ้นเทอมแรก เดเร็กเลิกหลบหน้าพวกนักเลงที่เคยรังแกเขา เขาเริ่มตอบโต้ทุกคำด่าด้วยประโยคเสียดสีและเจ็บแสบที่เก็บสะสมมาจากอินเทอร์เน็ต
เดเร็กระวังตัวทุกย่างก้าว เขาไม่ยอมเข้าห้องน้ำคนเดียว ไม่อยู่ลำพังนานเกินไป และจะไม่ห่างจากระยะสายตาของผู้ใหญ่ที่อาจเป็นพยานได้ ยังไม่ทันหมดวัน พวกศัตรูก็เริ่มหมายหัวเขาอีกครั้ง
จนกระทั่งตอนที่พวกมันเริ่มเดือดดาล เส้นเลือดที่คอปูดจนเห็นชัด เดเร็กก็โยนเหยื่อล่อออกไป
“ฉันทนพวกแกมามากพอแล้ว ไอ้สวะ อีกหนึ่งชั่วโมง ไปเจอกันหลังร้านของชำระหว่างถนนลินคอล์นกับซอยสาม หรือพวกแกขี้ขลาดเกินกว่าจะมา?”
“ไหน ๆ แกก็อยากเจ็บตัวนัก งั้นฉันจะจัดให้สมใจ ไอ้ตุ๊ดเอ๊ย แค่แกกับพวกฉันสามคน แค่นั้น... โอเคไหม?”
เดเร็กพยักหน้า ทั้งที่ไม่ได้เชื่อแม้แต่นิดเดียว และเขาคิดถูก
พวกมันเดินเข้ามาในซอยหลังร้าน พร้อมพาเพื่อนติดมาด้วยอีกสองคน
เดเร็กยืนรออยู่ก่อนแล้ว เขาเอนหลังพิงกำแพงตรงปลายซอยตัน
“มาจนได้นะ นึกว่าจะเบี้ยวนัดซะแล้วสิ” เดเร็กเอ่ย
“โทษทีว่ะ มาช้าไปหน่อย หวังว่าแกจะไม่ว่าอะไรนะที่เราชวนเพื่อนมาร่วมปาร์ตี้ด้วยน่ะ” พวกมันพูดพลางหัวเราะ
เดเร็กยักไหล่ แล้วยิ้มกว้างจนแทบถึงใบหู
“ไม่เป็นไรหรอก จะมากี่คนก็ช่าง ขยะก็คือขยะอยู่ดี ฉันเลือกซอยนี้เพราะมันมีถังขยะพอสำหรับเพื่อนแกทุกคน”
ประโยคสุดท้ายนั้นแทงใจดำพวกมันเต็ม ๆ จนพุ่งเข้าใส่เขาโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง
“ลุยมันเลยพวกเรา! อย่าให้มันหนีไปได้! จัดให้มันรู้ซะว่าใครกันแน่ที่เป็นขยะตัวจริง!”
และแล้วพวกมันก็หลงกลจนได้ เดเร็กเตรียมพื้นที่ไว้ตั้งแต่แรก หลังจากเลือกจุดที่เหมาะที่สุดสำหรับการสู้ ซอยตันที่มีทางเข้าออกเพียงทางเดียว พวกมันกรูกันเข้าไปจนเกือบถึงสุดทาง และแสงสลัวก็พรางสายตาไว้ได้ดีพอ จนไม่มีใครทันเห็นลวดที่เขาขึงไว้
สองคนแรกสะดุดลวดล้มกระแทกพื้นปูนอย่างแรง ส่วนพวกที่ตามมาก็มัวแต่ตกใจกลัวจะเหยียบเพื่อน จนไม่ทันเห็นท่อเหล็กที่กำลังฟาดเข้ามา
พวกมันอาจมากันเป็นฝูง แต่เดเร็กมาพร้อมอาวุธ เขาใช้ท่อนเหล็กราวกับไม้กระบอง ฟาดเป้าหมายอย่างแม่นยำ เริ่มจากศีรษะ ต่อด้วยหัวเข่าด้านข้าง แล้วปิดท้ายที่หว่างขา หลังจากนั้น เขาจึงหันไปจัดการอีกสองคนที่กำลังพยายามลุกขึ้น
ในขณะที่พวกมันนอนครวญครางอยู่กับพื้น เดเร็กใช้มีดเล่มเล็กตัดลวดเพื่อให้เขาเคลื่อนไหวได้ถนัด จากนั้นเขาก็กลับไปลงมือซ้ำอีกครั้ง โดยเฉพาะตรงจุดที่พวกมันจะไม่มีวันลืม
ลึก ๆ เขารู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นผิด แต่เขาไม่สน ถ้าโลกใบนี้เต็มไปด้วยความอยุติธรรม งั้นหนทางเดียวที่เขามี ก็คือหันมาใช้มันให้เป็นประโยชน์
ว่าแล้ว เขาก็ควักปืนไฟฟ้าที่ ‘ยืม’ จากพ่อออกมา แล้วช็อตพวกมันทีละคน จนหมดสติแน่นิ่งอยู่กลางแอ่งปัสสาวะของตัวเอง จากนั้น เขาก็จับพวกมันแก้ผ้าจนล่อนจ้อน แล้วถ่ายภาพไว้หลายใบ
เขาจัดท่าทางให้ร่างพวกมันดูเหมือนกำลังกอดกันแนบแน่น แล้วถ่ายวิดีโอสั้น ๆ ไว้อีกชุด เมื่อเสร็จเรียบร้อย เขาก็สาดน้ำเย็นใส่ร่างพวกมันเพื่อปิดฉาก “ผลงาน” ของตัวเอง
“ขอโทษที่ต้องรบกวนโมเมนต์ซึ้ง ๆ ของพวกแกนะ แต่ฉันมีเรื่องอยากให้ฟังนิดหน่อย”
พวกมันเริ่มรู้สึกตัว แต่ความเจ็บปวดก็ถาโถมเสียจนแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังนอนกอดกันอยู่ในสภาพเปลือย ไม่มีใครกล้าพูดอะไรทั้งนั้น ขณะที่เดเร็กยังถือท่อเหล็กอยู่ พวกมันทำได้แค่เงียบ แล้วฟัง
“ฉันทำอัลบั้มของพวกแกไว้ครบหมดแล้ว แถมยังมีคลิปสั้นอีกด้วย ไฟล์ทั้งหมดอัปโหลดไว้ทั้งในคอมกับบนคลาวด์เรียบร้อย ถ้าวันหนึ่งมีใครบางคน... อย่างเช่นฉัน เผลอเอาไฟล์พวกนี้ไปปล่อยบนเว็บแชร์ภาพใหญ่ ๆ มันคงแย่น่าดู ก็รู้นี่ อินเทอร์เน็ตน่ะ ไม่มีวันลืม”
พวกมันเริ่มร้องไห้ และอ้อนวอนขอความเมตตาอย่างไร้ศักดิ์ศรี
“ลองนึกดูสิว่ามันจะแย่ขนาดไหน วันไหนที่ใครเสิร์ชชื่อพวกแกใน Boogle ไม่ว่าจะเป็นยาย แฟน หรือแม้แต่มหาลัยที่พวกแกจะสมัคร สิ่งแรกที่โผล่ขึ้นมา... ก็คือรูปพวกนั้น!”
“เฮ้ย อย่านะ!” “ขอร้องล่ะ ฉันไม่รู้จักนายด้วยซ้ำ แค่มาช่วยเพื่อนเฉย ๆ!” “มันก็แค่การล้อเล่น ยกโทษให้ฉันเถอะนะ!”
เสียงร้องขอชีวิตดังระงมราวกับขับร้องประสานเสียง ทำเอาเดเร็กขนลุกซู่ เขาแทบอาเจียนออกมากับความเสแสร้งของพวกมัน
“ฉันไม่สนข้อแก้ตัวน่าสมเพชของพวกแก! จากนี้ไป ห้ามยุ่งกับฉันอีก แล้วก็ภาวนาไว้เถอะว่าอย่าให้ฉันเป็นอะไรไป เพราะระบบคลาวด์ถูกตั้งค่าไว้เรียบร้อยแล้ว ว่าถ้าฉันไม่ได้ใส่รหัสทุกวัน มันจะปล่อยทุกอย่างขึ้นอินเทอร์เน็ตหมด”
โดยไม่รอฟังคำพูดจากใคร เขาหันหลังเดินจากไปโดยไม่เหลียวแล
“อ้อ เกือบลืมไป ฉันโยนเสื้อผ้าพวกแกลงถังขยะมั่ว ๆ ไปหมดแล้ว จำไม่ได้หรอกว่าอะไรอยู่ที่ไหน ถ้าไม่อยากกลับบ้านแบบชุดวันเกิด ก็รีบเริ่มคุ้ยซะ ลาก่อนไอ้พวกขี้แพ้!”
เดเร็กกลับถึงบ้านอย่างอารมณ์ดีจนแทบฮัมเพลง เขาไม่เคยรู้สึกภูมิใจในตัวเองขนาดนี้มาก่อน และในใจ เขาก็เชื่อมั่นเต็มที่ แม้จะไม่มีเหตุผลเลยสักนิด ว่าเขาจะไม่มีวันต้องนึกถึงไอ้พวกเวรนั่นอีกเลยตลอดชีวิต