เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

อารัมภบท 3

อารัมภบท 3

อารัมภบท 3


เย็นวันศุกร์ เดเร็กกำลังแต่งตัวเพื่อไปทำงานตามปกติ

เขายังทำงานอยู่ในแผนกควบคุมคุณภาพเพราะเงินดี ถึงคาร์ลจะพูดอยู่เสมอว่าอยากจัดงานแต่งเล็ก ๆ แต่เดเร็กรู้ดีว่าจำนวนเงินที่น้องชายตั้งไว้มันจะบานปลายแน่นอน

มันคืองานแต่ง พอถึงจุดหนึ่งค่าอะไรต่อมิอะไรก็บานปลาย ก็เพราะแบบนั้นแหละ... มันถึงเรียกว่า “งานแต่ง”

ขณะกำลังจัดปกเสื้อ เดเร็กก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เป็นทำนอง ‘Night on Bald Mountain’ ริงโทนที่เขาตั้งไว้สำหรับสายจากหมายเลขที่ไม่รู้จัก

“เดเร็ก แม็คคอยครับ... ไม่ทราบว่าใครโทรมา?”

“คุณแม็คคอย นี่โรงพยาบาลเซนต์โจเซฟค่ะ” น้ำเสียงของผู้หญิงปลายสายฟังดูร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด และแค่คำว่า ‘โรงพยาบาล’ ก็มากพอจะทำให้สันหลังของเดเร็กเย็นวาบทันที

“คาร์ล แม็คคอย เป็นน้องชายคุณใช่ไหมคะ?” เดเร็กแทบจะได้ยินเสียงเธอกัดเล็บ สะท้อนความประหม่าและความลังเลที่ไม่อาจปิดบังได้

“ใช่ครับ... เกิดอะไรขึ้น?”

“เขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ อาการสาหัสมากค่ะ คุณควรรีบมาที่นี่โดยเร็วที่สุด แพทย์ต้องการคุณในฐานะผู้ตัดสินใจเรื่องการรักษา เนื่องจากตอนนี้คนไข้อยู่ในภาวะหมดสติ”

“อุบัติเหตุรถชนเหรอ?” เดเร็กตะโกนลั่น เขารีบวิ่งออกจากห้องทันที พลางกวาดตามองหารถแท็กซี่อย่างร้อนรน

“พวกเราไม่มีรถด้วยซ้ำ! แล้วมันเกิดบ้าอะไรขึ้นกันแน่!?”

“ขอโทษค่ะ ดิฉันไม่มีสิทธิ์เปิดเผยข้อมูล ทางแพทย์จะเป็นผู้…” เดเร็กวางสายทันที เขาไม่มีเวลามาฟังคำพูดไร้สาระ ตอนนี้เวลาของเขามีไว้สำหรับตามหาแท็กซี่สักคันเท่านั้น

ทุกวินาทีที่ติดอยู่บนถนนคือความทรมาน เขานั่งอยู่บนเบาะหลังด้วยหัวใจที่เหมือนจะระเบิด และเมื่อเขาไปถึงที่หมาย... มันก็สายเกินไปเสียแล้ว

หมอกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งกับเขาว่า คาร์ลถูกรถชนโดยคนขับที่อยู่ในอาการมึนเมา คนขับหลบหนีจากที่เกิดเหตุ และจนถึงตอนนี้ ตำรวจก็ยังตามตัวไม่พบ

มีพลเมืองดีโทรแจ้ง 911 ทันทีที่เห็นเหตุการณ์ แต่เพราะอุบัติเหตุทำให้การจราจรติดขัดอย่างหนัก รถพยาบาลจึงใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะไปถึงที่เกิดเหตุ

ตอนที่คาร์ลมาถึงโรงพยาบาล อาการของเขาก็เข้าขั้นวิกฤตแล้ว เขามีกระดูกหักหลายจุด ม้ามฉีก และมีเลือดออกภายใน ต้องเข้าผ่าตัดทันที

เดเร็กได้รับสายในขณะที่คาร์ลกำลังถูกเข็นเข้าสู่ห้องผ่าตัด

พวกเขาพยายามเต็มที่แล้ว แต่คาร์ลเสียเลือดมากเกินไป ไม่มีอะไรที่พอจะทำได้อีกต่อไป พวกเขากล่าวคำแสดงความเสียใจกับเดเร็ก แต่สิ่งเดียวที่เขาได้ยิน... คือเสียงอื้ออึงในหัว ราวกับโลกทั้งใบหยุดนิ่ง และทุกเสียงดับหายไปในพริบตา

“ขอผม… ดูหน้าน้องชายหน่อยครับ” เขาเอ่ยเสียงเบา

ร่างของคาร์ลถูกคลุมไว้ด้วยผ้าสีขาว เหลือเพียงศีรษะที่ยังโผล่พ้นออกมา เดเร็กยังมองเห็นรอยเลือดที่เปื้อนอยู่บนใบหน้านั้นเลย

เดเร็กฝากเบอร์โทรศัพท์ไว้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้ติดต่อกลับมาเมื่อมีความคืบหน้าเกี่ยวกับคดี จากนั้นเขาก็เดินกลับบ้านอย่างเงียบ ๆ

คนที่ขับรถชนคาร์ล... กลับเป็นแค่เด็กวัยรุ่นอายุเพียงสิบเจ็ดปี เขาขโมยรถพ่อออกมาขับเล่น และตอนที่ถูกจับ ยังอยู่ในอาการมึนเมาหนัก แถมยังตรวจพบสารเสพติดในร่างกายอีกด้วย

หลายเดือนก่อนถึงวันขึ้นศาล เดเร็กใช้ชีวิตอยู่กับความทุกข์ทรมานทุกลมหายใจ อัยการตัดสินใจฟ้องเด็กคนนั้นในฐานะผู้เยาว์ และผู้พิพากษาก็เมตตาพอจะให้เขาแค่กักตัวอยู่ในบ้าน ในขณะที่คาร์ล น้องชายของเขา ได้จากไปตลอดกาล

“พวกมันทำแบบนี้ได้ยังไง!?” เดเร็กตะโกนลั่น พร้อมพรั่งพรูคำพูดใส่ใครก็ตามที่ยังยอมเปิดใจฟังเขา

“ทำไมถึงมัวแต่พูดเรื่องสิทธิ์กับอนาคตของไอ้เด็กเวรนั่น? แล้วสิทธิ์ของคาร์ลล่ะ!? แล้วอนาคตของเขาล่ะ!? เขาไม่มีอะไรเหลือแล้ว เพราะมันฆ่าเขา! นี่น่ะเหรอที่เรียกว่า ‘ความยุติธรรม’?”

เดเร็กไปที่สำนักงานอัยการหลายครั้ง แสดงความไม่พอใจอย่างเปิดเผย และเรียกร้องให้ลงโทษหนักที่สุด พวกเขาตอบรับด้วยรอยยิ้มสุภาพ รับฟังอย่างเข้าใจ และให้คำมั่นว่าจะมอบ ‘ความยุติธรรม’ ให้กับคาร์ลอย่างที่ควรจะเป็น

แล้ววันที่เขารอคอยก็มาถึง แต่แทนที่จะได้เห็นความยุติธรรม โลกของเดเร็กกลับพังทลายลงอีกครั้ง

อัยการกับทนายฝ่ายจำเลยตกลงกันได้เรียบร้อย ทุกอย่างจบลงด้วย ‘ข้อตกลง’ ที่ไม่มีใครถามเขา

เพราะคริส เวนไรท์ ‘ฆาตกร’ ยังเป็นผู้เยาว์ และนี่ก็เป็นความผิดครั้งแรกของเขา เขาจึงถูกส่งตัวไปเข้ารับการบำบัด และรับโทษด้วยการทำงานบริการสังคมหกร้อยชั่วโมง

ถ้าคริสบำบัดสำเร็จ และไม่ก่อเรื่องอะไรอีกภายในสามปี เขาก็จะกลายเป็น ‘พลเมืองดี’ ที่ไม่มีประวัติอาชญากรรมติดตัวแม้แต่นิดเดียว ราวกับไม่เคยฆ่าใครเลย

เดเร็กช็อกจนไม่เหลือแม้แต่แรงจะโกรธ พอการพิจารณาคดีสิ้นสุดลง เขาก็เพียงแค่เดินไปหาอัยการ แล้วถามคำถามหนึ่งด้วยเสียงแผ่วเบา

“ทำไม?”

ผู้ช่วยอัยการตอบเขาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและถ้อยคำที่เหมือนถอดออกมาจากตำรา พวกเขาบอกว่า คริสเป็นแค่เด็ก เขามาจากครอบครัวที่ดี ที่ทำพลาดพลั้งไปครั้งหนึ่งเท่านั้น

คริสมีอนาคตสดใสรออยู่ เขาสอบติดที่ Cal Tech แล้ว นี่เป็นความผิดครั้งแรก และพ่อแม่ของเขาก็จ้างทนายมือดีมาช่วย ผู้พิพากษาเองก็คงไม่อยากทำลายชีวิตของ ‘เด็กดี’ คนหนึ่ง เพียงเพราะคดีเดียว

ขัดกับที่ทุกคนเตรียมใจไว้ เดเร็กไม่ได้โวยวาย ไฟในตัวเขาดับมอด เหลือเพียงความว่างเปล่า น้ำตาก็เหือดแห้งไปนานแล้ว

หลายเดือนต่อมา เดเร็กใช้ชีวิตไปอย่างคนไร้ชีวิต เขาทำทุกอย่างตามกิจวัตรเดิม ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในหัวเขายังปฏิเสธความจริง ยังไม่ยอมรับว่าสิ่งเหล่านั้นได้เกิดขึ้นจริง เขาแค่อยากลืม ลืมทุกอย่างที่เกิดขึ้นในครึ่งปีที่ผ่านมา ให้เหมือนกับมันไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

สิ่งเดียวที่ยังทำให้เขารู้สึกว่าตัวเอง ‘มีชีวิต’ อยู่ คืออาการปวดหัวเรื้อรังที่เริ่มขึ้นไม่นานหลังคาร์ลเสีย หมอบอกว่ามันเป็นอาการจากความเครียดสะสม นั่นทำให้เดเร็กกินแอสไพรินกับพาราเซตามอลเหมือนมันเป็นลูกกวาด

อาการปวดไม่เคยหาย มีแต่ยิ่งแย่ลง เดเร็กตัดสินใจไปตรวจร่างกายอย่างจริงจัง และเหมือนเช่นเคย ข่าวร้ายก็รอเขาอยู่

จากผลสแกนทั้งร่างกายและการตรวจชิ้นเนื้อ ยืนยันตรงกันว่าเขาเป็นมะเร็งปอดระยะที่สอง

“แต่ผมไม่เคยสูบบุหรี่เลยนะ!” เดเร็กหลุดพูดออกมา ไม่ใช่เพราะกลัว... แต่เพราะมันน่าขำเกินกว่าจะเชื่อว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเขา

“มันก็น่าสงสัยจริง ๆ นั่นแหละค่ะ” ด็อกเตอร์มอนโร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งของเขาเอ่ยขึ้น พลางขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด

เธอเป็นหญิงสาวเชื้อสายละติน หน้าตาดี อายุคงมากกว่าเขาสักห้าปี ถ้าอยู่ในสถานการณ์อื่น เดเร็กอาจจะลองจีบเธอดูด้วยซ้ำ

“คุณเคยบอกว่าทำงานอยู่ที่บริษัทเคมีใช่ไหมคะ?” เดเร็กพยักหน้าเบา ๆ แทนคำตอบ

“มะเร็งแบบนี้มันรุนแรงเกินกว่าจะเกิดขึ้นโดยบังเอิญค่ะ ฉันสงสัยว่าระบบระบายอากาศในที่ทำงานของคุณอาจมีปัญหา คงมีแค่คุณกับพระเจ้าเท่านั้นแหละ... ที่จะรู้ว่ามีกี่คนที่สูดสารพิษเข้าไปทุกวัน โดยไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ”

“แต่พวกเราสวมหน้ากากตลอดเวลาทำงานนะครับ ผมนี่ยิ่งแล้วเลย ทำตามระเบียบเป๊ะทุกข้อ จนเพื่อนล้อเอาเป็นประจำ” เดเร็กยังคงไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

“งั้นก็อาจเป็นเพราะหน้ากากห่วย ๆ ที่พวกเขาแจกมา หรือไม่ก็ห้องแล็บกับโกดังที่รั่ว หรือทั้งสองอย่าง บริษัทพวกนี้ไม่เคยสนหรอกว่าคนจะเป็นยังไง สิ่งเดียวที่พวกเขาแคร์คือ ‘กำไร’ แค่นั้น”

“ถ้าพวกมันตัดงบความปลอดภัย เพื่อเอาเงินไปปันผลเข้ากระเป๋าตัวเอง ฉันก็ไม่แปลกใจแม้แต่นิดเดียว”

ด็อกเตอร์มอนโรแสดงอาการไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้เดเร็กจะเหมือนซากมนุษย์ที่แทบจะไม่มีชีวิตจิตใจ เขาก็ยังรู้ได้ว่า สิ่งที่เธอพูดออกมา... ยังไม่ใช่ทั้งหมด

“หมอ... คุณกำลังปิดบังอะไรผมอยู่ใช่ไหม?” เขาถามเธอตรง ๆ พลางมองสบตาเธอเป็นครั้งแรก

เธอเม้มปากอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมตอบในที่สุด

“จริง ๆ แล้ว... คุณไม่ใช่เคสแรกที่ฉันเจอจากบริษัทนี้ ฉันแจ้งกระทรวงสาธารณสุขกับรัฐบาลกลางไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าฉันเป็นคุณ ฉันจะรีบหาทนายดี ๆ แล้วฟ้องให้มันเจ๊งไปเลย เพราะคุณจะต้องใช้เงินเยอะมากในการรักษา”

“ผมเห็นด้วยเรื่องทนายนะ แต่ผมจะไม่รักษาอะไรทั้งนั้น ขอแค่ช่วยบรรเทาอาการก็พอแล้วครับ”

ด็อกเตอร์มอนโรถึงกับลุกพรวดจากเก้าอี้

“คุณรู้ไหมว่า ถ้าไม่เข้ารับการรักษาอย่างจริงจัง คุณอาจมีเวลาอยู่ได้อีกแค่หกเดือน หรือดีที่สุดก็ไม่เกินหนึ่งปี มะเร็งของคุณมันรุนแรงมาก และอย่างที่ฉันบอกไป ถ้าเราจะสู้... เราต้องเริ่มตั้งแต่ตอนนี้เลย!”

มันควรจะเป็นช่วงเวลาที่หนักหนา แต่สำหรับเดเร็ก คำว่า ‘เรา’ ที่หมอพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฟังดูเหมือนเรื่องตลกมากกว่าจะปลุกใจ เขาหลุดหัวเราะเบา ๆ อย่างห้ามไม่อยู่

“เราแทบไม่มีอะไรผูกพันกันเลยนะครับ คุณหมอ เพราะงั้น... ต่างคนต่างไปเถอะ” เดเร็กพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ

“ผมจะอยู่ต่อไปเพื่ออะไร? ไม่มีครอบครัว ไม่มีใครให้รัก เหลือแค่เถ้ากระดูกของน้องชายไว้เป็นเพื่อน ต่อให้ผมต้องตายพรุ่งนี้... ผมก็ไม่มีอะไรให้ต้องเสียดาย”

พวกเขาจากกันแบบไม่ดีนัก แต่เธอก็ยังยื่นเบอร์ให้ เผื่อเขาเปลี่ยนใจ... หรือแค่รู้สึกอยากคุยกับใครสักคน เดเร็กโทรหาทนายคนเก่าของเขา แล้วเล่าทุกอย่างให้ฟัง

แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี พวกเขาก็ยังส่งการ์ดคริสต์มาสให้กันอยู่เสมอ

เดเร็กพยายามรักษาความสัมพันธ์กับเขาไว้เสมอมา ไม่ปล่อยให้ขาดหายไป เผื่อว่าวันหนึ่งเขาอาจต้องขอความช่วยเหลือจากทนายคนนี้อีกครั้ง แม้เจ้าตัวจะผมหงอกขึ้นไปไม่น้อย... แต่ฝีมือยังคมกริบไม่เปลี่ยน

เดเร็กเลิกทำงาน แล้วเริ่มใช้เงินแบบไม่คิดมาก เขาตระเวนชิมร้านหรูที่เคยได้แค่มองเมนู ซื้อสูทที่เคยแค่มองผ่านกระจก แล้วก็ใช้ชีวิตแต่ละวันด้วยอาหารจานโปรด ทั้งเช้า กลางวัน เย็น

เขาใช้เวลาทั้งวันเล่นเกมบนคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ แล้วก็กลับไปยังสถานที่เดิม ๆ ที่เคยมีความหมายระหว่างเขากับคาร์ล

วันที่ยี่สิบสี่หลังจากรู้ผลตรวจ เดเร็กก็นึกอะไรขึ้นมาได้

จบบทที่ อารัมภบท 3

คัดลอกลิงก์แล้ว