- หน้าแรก
- แฟรี่เทล: ฉันไม่อยากเป็นกิลด์มาสเตอร์เลย
- บทที่ 17: ราชินีแห่งแฟรี่
บทที่ 17: ราชินีแห่งแฟรี่
บทที่ 17: ราชินีแห่งแฟรี่
บ่ายวันนั้น โรงเตี๊ยมของกิลด์ยิ่งโกลาหลกว่าวันก่อนเสียอีก
สาเหตุหลัก? เพราะนัตสึเพิ่งกลับมาจากภารกิจ… แถมเกรย์ก็ยังอยู่ที่กิลด์
สองคนนั้นยืนกันอยู่คนละฝั่งของกิลด์ ห่างกันราวสิบเมตร
แต่พอแค่สายตาประสานกันเท่านั้นแหละ ก็เริ่มด่ากันไฟแลบโดยไม่มีเหตุผล
“ตาเฉี่ยวเฟร้ย!” นัตสึตะโกนขึ้นก่อน
“ไอ้มนุษย์น้ำแข็ง!”
เกรย์สวนกลับทันควัน “ตาเหี่ยวเฟร้ย!”
“ไอ้บ้าไฟ!”
ใช้เวลาไม่ถึงสิบวินาที ทั้งคู่ก็เอาหน้าผากชนกันดังปั้ก
และแล้วก็เริ่มชกต่อยกันทันที
ต่างจากมากาโอ้กับวาคาบะที่พอจะยั้งมือกันบ้าง สองคนนี้ไม่รู้จักคำว่าหยุดเลยจริง ๆ
ภายในไม่กี่อึดใจ ขาเก้าอี้อันหนึ่งก็ปลิวว่อน… พุ่งไปกระแทกหลังเอลฟ์แมนเต็มแรง
“นั่นแหละถึงจะเรียกว่าลูกผู้ชาย!!” เอลฟ์แมนคำราม ก่อนจะกระโจนเข้าร่วมวงด้วยหมัดกำแน่น…
แต่กลับโดนนัตสึกับเกรย์ผลักกระเด็นพร้อมกัน
ร่างของเขาลอยไปกระแทกโต๊ะของคาน่า ทำเอาเหล้าในถังของเธอหกหมด
แน่นอนว่าคาน่าไม่พอใจเอามาก ๆ
เธอคว้าขวดเหล้าที่เพิ่งหมดไปแล้วปาออกไปโดยไม่ลังเล
เป้าหมาย? ไม่ทราบแน่ชัด
แต่เหยื่อที่โดน? คือชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ พร้อมสาวสองคนในอ้อมแขน
ขวดฟาดหัวเขาเต็ม ๆ
ทว่าแทนที่จะโมโห ชายคนนั้นกลับปล่อยสองสาวออกจากอ้อมแขนอย่างสง่างาม ปรับปกเสื้อให้เรียบ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงสุขุม
“ขออภัยสักครู่นะครับ คุณผู้หญิง ผมขอไปร่วมวงหน่อย”
เขาส่งวิ้งค์หล่อ ๆ ให้สองสาวอย่างแพรวพราว ก่อนจะก้าวออกไป
สองสาวถึงกับหน้าแดงกรี๊ดกร๊าด เชียร์เขาสุดใจ
แล้วในพริบตา โรงเตี๊ยมก็กลายเป็นสนามรบเต็มรูปแบบ
คนแล้วคนเล่าถูกลากเข้าไปร่วมวง ไม่เว้นแม้แต่รีดัสที่กำลังวาดภาพอย่างสงบ หรือแน็บที่กำลังยืนอ่านบอร์ดประกาศภารกิจ หรือแม้แต่ทีมเลวี่ทั้งทีมก็ไม่รอด
ส่วนมิร่า…ก็ยังยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ ยิ้มอย่างสงบเสมือนเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่
ลากิ… ลงไปตีกับเขาด้วยเรียบร้อย แน่นอนอยู่แล้ว เด็กคนนั้นไม่มีวันอยู่เฉย
ส่วนโร้ดส์… ตัดสินใจอย่างฉลาดมากที่ทิ้งจานอาหารที่กำลังจะเอาไปเสิร์ฟ แล้วหันไปประจำการอยู่ข้าง ๆ กิลด์มาสเตอร์ผู้เมามาย
ยิ่งอยู่ใกล้มาการอฟ เขาก็ยิ่งรู้สึกปลอดภัย
โร้ดส์ไม่ได้ดูเหตุการณ์เพื่อความบันเทิง แต่จับตาทุกอย่างด้วยความระแวดระวัง—พร้อมหลบสิ่งของปลิวว่อนที่อาจลอยมาทุกเมื่อ
ในฐานะ “สมาชิกเก่าของแฟรี่เทลที่อยู่มาแล้วสองวันเต็ม ๆ” โร้ดส์รู้ดีว่า ที่นี่…อยู่รอดได้ ต้องไวเท่านั้น
สถานการณ์เริ่มบานปลายเร็วมาก อีกไม่นานคงกลายเป็นสงครามเวทมนตร์เต็มรูปแบบ
ถึงตอนนี้ โร้ดส์ก็คิดว่า… ถึงเวลาต้องไปปลุกกิลด์มาสเตอร์ให้มาห้ามศึกแล้วละมั้ง
รู้สึกเหมือนกลายเป็นพิธีประจำวันไปแล้ว
แต่ก่อนที่เขาจะได้ขยับตัว—
ปัง!!!
บานประตูหนักของกิลด์ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง กระแทกผนังดังสนั่น
แสงแดดยามเที่ยงสาดเข้ามาในห้อง ทอดเงายาวเพรียวเข้ามาท่ามกลางความโกลาหลของโรงเตี๊ยม
ความเงียบเริ่มแผ่ปกคลุมห้องทีละน้อย
มีใครบางคนมาถึง
ขณะที่สายตาโร้ดส์ค่อย ๆ ปรับเข้ากับแสง เขาก็เห็นร่างนั้นก้าวเข้ามาด้วยก้าวที่มั่นคง เต็มไปด้วยความมั่นใจ
เจ้าของเรือนผมสีแดงเพลิงยาวสลวยที่ไหลลงไปกลางหลัง ใบหน้าสวยคมชัด แต่ไร้อารมณ์ เหมือนไม่มีใครสามารถอ่านความคิดได้
รองเท้าบูทสีดำกับกระโปรงสั้นสีน้ำเงินขับให้เรียวขาดูยาวและแข็งแรง
ที่เด่นสุดคือเกราะโลหะมันวับที่สวมท่อนบน ทั้งแผ่นบ่า สนับแขน และเกราะข้อมือครบชุด
ถ้าเธอถือดาบ กับใส่เกราะครอบกระโปรงเพิ่มอีกหน่อย เธอคงดูเหมือนอัศวินเต็มยศไม่มีผิด
แต่สิ่งที่เธอถือไว้กลับเป็นเชือกเส้นหนายาวสามเมตร
แล้วปลายอีกด้านของเชือกคือ…?
รถเข็นพื้นเรียบคันใหญ่ ที่ซ้อนกระเป๋าเดินทางสูงเป็นภูเขา
โร้ดส์อึ้งกับภาพตรงหน้า กระเป๋าเดินทางสูงท่วมหัวเธอราวกับภูเขาลูกเล็ก ๆ
ความคิดแรกที่แล่นเข้ามาในหัวของเขาคือ—
ผู้หญิงคนนี้… ต้องแข็งแรงมากแน่ ๆ
แล้วพอเขาสังเกตสีผมสีแดงสดก็ทำให้เขานึกขึ้นได้ทันที
เมื่อวานมิร่าพูดถึงเธอ… ต้องเป็นเอลซ่านี่เอง!
ทันทีที่เออร์ซาก้าวเข้ามาในกิลด์ ที่เคยเต็มไปด้วยเสียงโหวกเหวกเมื่อครู่… ก็เงียบกริบ
เหมือนมีใครกดปุ่ม “หยุด”
คนที่เพิ่งจับคอกัน หรือกำลังปล่อยหมัดใส่กันอยู่หยุดนิ่งกันหมดราวกับถูกสาป
มิร่าไม่สะทกสะท้านกับบรรยากาศตึงเครียด ยิ้มต้อนรับสดใส
“ยินดีต้อนรับกลับนะ เอลซ่า!”
“อา ฉันกลับมาแล้ว” เอลซ่าตอบเสียงเรียบ พลางพยักหน้าให้มิร่า จากนั้นเธอกวาดตามองไปทั่วกิลด์
และทันใดนั้น สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นทันตา
ความเงียบยิ่งหนาหนัก
มีไม่กี่คนที่กล้าทำลายความเงียบ
“เอลซ่า… คะ คุณเอลซ่า ภารกิจคราวนี้เป็นยังไงบ้างครับ?”
แถมวิธีเรียกชื่อเธอยังเปลี่ยนไป—เต็มไปด้วยคำลงท้ายแบบให้เกียรติสุด ๆ
แต่เอลซ่าไม่หลงกล
“อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง ฉันได้ยินแล้วนะ ว่าพวกแกก่อเรื่องกันอีกแล้วใช่มั้ย”
เสียงสะดุ้งดังระงมไปทั้งห้อง
แต่เอลซ่ายังไม่หยุด
“มาเริ่มกันที่เรื่องที่เห็นได้ชัดก่อนเลย วิจีเตอร์ ลงจากโต๊ะซะ!”
ชายหนุ่มที่กำลังเต้นอยู่บนโต๊ะรีบกระโดดลงมาอย่างรวดเร็ว หน้าตาสลดสุด ๆ
“แน็บ อย่ายืนเอ้อระเหยอยู่หน้าบอร์ดภารกิจนัก ไปเลือกงานซะ!”
ชายคนนั้นกลืนน้ำลายเอื๊อก แล้วทำท่าตั้งใจเลือกภารกิจสุดชีวิต
“วาคาบะ ระวังขี้เถ้าบุหรี่ของแกด้วย!”
วาคาบะรีบปัดขี้เถ้าที่ปลิวอยู่บนโต๊ะออกแทบไม่ทัน
“แล้วก็คาน่า…”
คาน่าที่กำลังยกถังเหล้าจิบไปพลาง ชำเลืองตามองมาเล็กน้อย “อะไร?”
“ดื่มให้น้อยกว่านี้หน่อย”
คาน่าพ่นลมหายใจดังฟึด แต่ก็ไม่ได้เถียงอะไร
ทีละคน ๆ เอลซ่าตะโกนเรียกชื่อคนก่อเรื่องแทบทั้งหมดในกิลด์ ไล่สั่งสอนเรื่องที่แต่ละคนทำพังไว้ในวันนี้
ไม่มีใคร… ไม่มีแม้แต่คนเดียว… กล้าตอบโต้
แต่ภาพที่ตลกที่สุดคือ—
นัตสึกับเกรย์ ที่เมื่อครู่ยังซัดกันอยู่ไม่ยั้ง ตอนนี้กลับยืนกอดคอกัน หน้าบานเป็นจานดาวเทียม เหมือนเพื่อนรักตายแทนกันได้
เอลซ่าพยักหน้าอย่างพอใจ “ดีแล้วที่พวกแกกลับมาสนิทกัน… แต่เกรย์ เสื้อผ้านายล่ะ?”
“หือ?” เกรย์ก้มลงดูตัวเอง ก่อนจะพบว่าตัวเองอยู่ในกางเกงในอีกแล้ว “เฮ้ย! ไปถอดตอนไหนเนี่ย!?” รีบคว้ากางเกงมาใส่แทบไม่ทัน
แต่เอลซ่ายังไม่จบ เธอหันไปทางกิลด์มาสเตอร์ พูดเสียงเข้ม
“มาสเตอร์ พวกเขาดื่มกันกลางวันแสก ๆ แบบนี้อีกแล้ว ท่านไม่คิดจะทำอะไรสักหน่อยเหรอ?”
มาการอฟนั่งเอกเขนกอยู่บนเคาน์เตอร์ โบกมือปัดแบบไม่ใส่ใจ “เอ๊~ จะไปสนทำไมเล่า…” พูดจบก็ผายลมเบา ๆ อีกต่างหาก
โร้ดส์ที่ยืนสังเกตเหตุการณ์อยู่ เผลอเห็นสิ่งแปลก ๆ
โรงเตี๊ยมกลับสู่สภาพปกติอีกครั้ง เหมือนไม่เคยมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่นาทีก่อน
จากที่เมื่อครู่โต๊ะแตก เก้าอี้ปลิว ตอนนี้กลับกลายเป็นเสียงหัวเราะ ดื่มกินกันตามปกติ
นัตสึกับเกรย์ที่เพิ่งซัดกันจนน่วม ตอนนี้นั่งตรงข้ามกัน ชนแก้วด้วยรอยยิ้มฝืน ๆ พอเอลซ่าหันมามองปุ๊บ ทั้งคู่ก็รีบแสดงละครตบตาทันที
“ฮะๆ! แกนี่เพื่อนรักของฉันจริง ๆ นะ เกรย์!”
“ใช่เลย นัตสึ! แกก็เหมือนกัน!”
โร้ดส์มองเหตุการณ์ด้วยความทึ่ง นึกในใจ เธอนี่มันเหมือนสารวัตรวินัยของกิลด์ชัด ๆ
แล้วทันใดนั้น—
สายตาคมกริบของเอลซ่าก็หันมาทางเขา
โร้ดส์รู้สึกหนาววาบ แต่ก็สังเกตได้ว่า สายตาของเธอไม่ได้มีท่าทีเป็นศัตรู
“หน้าใหม่สินะ” เอลซ่าพูดขึ้น “นายเป็นสมาชิกใหม่ของกิลด์ หรือเป็นชาวเมืองแมกโนเลีย?”
โร้ดส์รีบยืดตัวตรง ตอบอย่างสุภาพ “สวัสดีครับ ผมชื่อโร้ดส์ เพิ่งเข้ากิลด์ได้สองวัน
ได้ยินมิร่าพูดถึงเรื่องร้าย ๆ ของคุณเมื่อวาน—ดังไม่เบาเลยครับ”
ทั้งกิลด์เงียบสนิท
เอลซ่าชะงัก
เป็นครั้งแรกที่สีหน้าเธอสั่นไหวตั้งแต่ก้าวเข้ามาในกิลด์ เธอหันขวับไปมองมิร่าด้วยสีหน้าตกใจ
“ร… เรื่องร้าย ๆ เหรอ!?”
สำหรับคนที่ภูมิใจและเข้มงวดอย่างเอลซ่า การได้ยินว่าตัวเองมี “เรื่องร้าย ๆ” เป็นเรื่องที่ทำร้ายจิตใจอย่างรุนแรง
มิร่าที่ยืนเช็ดแก้วอยู่หลังเคาน์เตอร์ ถอนหายใจเฮือก “ไม่ใช่แบบนั้นหรอก เอลซ่า… โร้ดส์เขายังพูดภาษากลางได้ไม่คล่องน่ะ”
เธอรีบอธิบายให้เอลซ่าฟัง พร้อมเคลียร์ชื่อเสียงตัวเองอย่างเต็มที่
“สรุปคือ โร้ดส์ยังเรียนเวทกับภาษากลางของฟิออเรไม่จบ ช่วงนี้เลยมาช่วยงานเสิร์ฟในโรงเตี๊ยมไปพลาง ๆ ก่อน”
เอลซ่าที่เพิ่งเข้าใจเรื่องราว สีหน้าก็อ่อนลงเล็กน้อย
“อย่างนั้นเอง ฉันชื่อเอลซ่า” เธอกอดอก พยักหน้าให้โร้ดส์ด้วยท่าทางให้เกียรติ “ในเมื่อเป็นสมาชิกกิลด์แล้ว ก็ถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน ถ้ามีปัญหาอะไรก็มาหาฉันได้เลย”
เธอกำหมัดแน่น พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง เรือนผมสีแดงสะบัดไปมาเล็กน้อยตามแรง
“เอลซ่าน่ะ เคยจัดการพวกอาชญากรทีเดียวหลายสิบคนคนเดียวเลยนะ~” มิร่าพูดด้วยน้ำเสียงขำ ๆ พรางเท้าคาง “ว่าไงล่ะ ‘ราชินีแห่งแฟรี่’ ของพวกเราน่ะ เจ๋งใช่มั้ย?”
โร้ดส์พยักหน้า “ใช่… โคตรเจ๋งเลย”
พูดจริง ๆ เอลซ่าแข็งแกร่งมาก แถมนิสัยก็ดูเอาจริงเอาจังสุด ๆ เธอดูเป็นคนที่ “มีความรับผิดชอบจริงจัง” ที่สุดในกิลด์เท่าที่โร้ดส์เคยเจอ
เรื่องรูปร่างหน้าตาน่ะ? ไม่ต้องพูดถึง เธอสวยพอ ๆ กับมิร่า โร้ดส์มั่นใจว่าเอลซ่าต้องเป็นคนที่ใครหลายคนแอบปลื้ม
แต่… เขาไม่กล้าคิดอะไรในเชิงชู้สาวหรอก
เพราะมิร่าเคยเล่าเรื่องราววีรกรรมสุดโหดของเอลซ่าให้ฟังแล้ว—
นัตสึที่เคยท้าสู้กับเธอ โดนอัดจนแฮปปี้จำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร
เกรย์ที่เดินโป๊ไปโป๊มาเกือบโดนเอลซ่าฝังทั้งเป็น
ส่วนโลกที่เคยจีบเธอ? โดนซัดจนน่วมแทบปางตาย
อยู่ดี ๆ โร้ดส์ก็รู้สึกว่า ที่เขาพูดไปว่าเอลซ่า “ทำเรื่องร้าย ๆ” ก็คงไม่ใช่เรื่องผิดนัก…
แล้วตอนนั้นเอง มิร่าก็สังเกตเห็นบางอย่าง
“ลากิ? นั่นอะไรน่ะ?”
เธอเห็นลากิเดินกลับเข้ามาหลังจากส่งเอลซ่าออกไป แต่คราวนี้ ในมือของลากิมีกล่องของขวัญใบโต—สูงเกือบเมตร
“เป็นของฝากที่เอลซ่าเอามาให้ฉันน่ะ!”
ลากิพูดเสียงใส พลางวางกล่องสีแดงสดตู้มลงบนพื้น
จากเสียงกระแทก… มันคงหนักใช่เล่นเลยทีเดียว