เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 400 คนที่ยืนอยู่บนกระแสลม และความอิจฉาคือยาชั้นดี

ตอนที่ 400 คนที่ยืนอยู่บนกระแสลม และความอิจฉาคือยาชั้นดี

ตอนที่ 400 คนที่ยืนอยู่บนกระแสลม และความอิจฉาคือยาชั้นดี


หลังข่าวต่าง ๆ ถูกเผยแพร่ออกไป เสียงตอบรับของสื่อมวลชนที่มีต่อลิงก์ก็มีทั้งด้านบวกและลบ

โดยเสียงชื่นชมมีมากกว่าชัดเจน

คนพากันยกย่องว่าเขาหนุ่มแน่น ร่ำรวย หน้าตาดี มีพรสวรรค์ในการกำกับระดับสุดยอด

และนอกจากเรื่องความรักที่ไม่ค่อยจะมั่นคงแล้ว ก็แทบไม่มีเรื่องเสียหายให้จับผิดได้เลย

จากกระแสนี้ Rush Hour ก็ได้อานิสงส์เต็ม ๆ ยอดคนดูในโรงพุ่งขึ้นทันตา

รวมถึง Batman Forever, The Net และ The Sixth Sense ที่ยังไม่ลาโรงก็ล้วนทำรายได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

“หึ! โฆษณาอีกแล้ว! ถ้าไม่มีพวกข่าวปั่นกระแส คิดเหรอว่าหมอนี่จะทำให้หนังตัวเองดังได้?”

ในออฟฟิศ ฮาร์วีย์ ไวน์สตีนปิดทีวีด้วยสีหน้าไม่พอใจ

หลังจากลิงก์กลายเป็นผู้กำกับที่ทำรายได้สูงที่สุดในโลก สื่อแทบทุกเจ้าก็เทคะแนนชื่นชมให้แบบล้นหลาม ทั้งบอกว่าเขามีพรสวรรค์เปล่งประกาย เป็นคลื่นลูกใหม่ของวงการ ชุบชีวิตให้หนังร่วมสมัย และกำลังนำพาหนังเข้าสู่ยุคใหม่

ฮาร์วีย์เบือนหน้าหนีจากบทชมเหล่านั้น

ถึงแม้มันจะเป็นความจริง แต่เขาก็ไม่ยอมรับว่าไอ้หมอนั่นเก่งอะไรขนาดนั้น

ในสายตาเขา ความสำเร็จของลิงก์มันก็แค่โชคดีที่เกิดมาอยู่ในจังหวะเหมาะ

ถ้าไม่ใช่เพราะอเมริกาเฟื่องฟูหลังสงครามเย็น คนมีเงินมีเวลาว่างมาดูหนังกันเยอะ

ตลาดฮอลลีวูดก็จะไม่โตขนาดนี้ และหนังของลิงก์ก็คงขายไม่ได้ขนาดนี้เหมือนกัน

คนที่ “บินตามกระแสลม” อย่างลิงก์… วันหนึ่งเมื่อกระแสจางไป ก็จะตกลงมาอย่างน่าอนาถ

และฮาร์วีย์ก็รอวันนั้นอยู่

กริ๊งงงง...

เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะดังขึ้น พร้อมกับทำให้แมลงวันตัวหนึ่งที่เกาะอยู่สะดุ้งบินหนีขึ้นฟ้า

ฮาร์วีย์หยิบสายขึ้นมา คนที่โทรมาคือไมเคิล โอวิตซ์

โอวิตซ์ถามว่าหลังจาก Fight Club เสร็จสิ้นการถ่ายทำแล้ว

Miramax กับ Guess Who ยังมีโปรเจกต์อื่นที่ร่วมมือกันต่อหรือไม่

ตั้งแต่ Batman Forever, The Fifth Element ไปจนถึง The Mask of Zorro เข้าฉาย

สตูดิโอยักษ์ทั้งหลายต่างก็เริ่มหันมาหาลิงก์หรือ Guess Who เพื่อจับมือร่วมงานกันมากขึ้น

โดยเฉพาะช่วงนี้ ที่ลิงก์กลายเป็น “Mr. Billion Box Office” และผู้กำกับทำเงินสูงสุดในโลก

ทุกค่ายยิ่งกระตือรือร้นจะร่วมงาน

โอวิตซ์อยากให้ฮาร์วีย์รีบเดินเกมให้ไว เพื่อจับมือกับ Guess Who ให้แน่นกว่าเดิม

ในฐานะหัวหน้าฝ่ายภาพยนตร์ของดิสนีย์ โอวิตซ์ไม่ได้ดูแลแค่หนังจากดิสนีย์ แต่รวมถึงบริษัทลูกอย่าง Miramax, Touchstone และ Hollywood Pictures ด้วย

เขารู้ดีว่า ถ้าเขาทำให้รายได้รวมจากทุกบริษัทในเครือเพิ่มขึ้นได้ เขาก็จะได้แต้มในบอร์ดบริหารเพิ่มตามไปด้วย

แต่ฝั่งฮาร์วีย์กลับนิ่งเกินไป ทำให้เขาต้องโทรมาจี้อยู่เรื่อย ๆ

ฮาร์วีย์ถอนใจแล้วพูดว่า

“ไมเคิล ผมคุยกับแดนนี เดอวีโต เรื่องความร่วมมือแล้วครับ แต่มันยังไม่คืบหน้า”

“ทำไมล่ะ? พวกเขาเรียกเงินสูงไปเหรอ? ถ้ามากหน่อยก็ไม่เป็นไร ตอนนี้มีหลายค่ายอยากร่วมงานกับ Guess Who พวกเขามีสิทธิ์จะตั้งราคาสูง ขอแค่อย่าเกินเหตุ เราก็ยอมรับได้หมด”

โอวิตซ์ถามกลับ

“ไม่ใช่เรื่องเงินครับ แต่ยังไม่มีโปรเจกต์ที่ลงตัว”

ฮาร์วีย์อธิบายว่า ตอนนี้ Guess Who กำลังเตรียมหนังหลายเรื่อง

แต่หนังทุนต่ำจะไม่รับเงินจากคนนอก ส่วนหนังทุนสูงก็มีความเสี่ยงมากตามขนาด

เขาวางแผนว่าจะรอดูผลตอบรับของ Fight Club ก่อน

แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะสานต่อความร่วมมือหรือไม่

โอวิตซ์รีบบอก

“ฮาร์วีย์ อย่าคิดเยอะ ถ้า Guess Who กล้าทุ่มทุนสูง ก็แสดงว่าเขามั่นใจว่าจะทำกำไรได้

โคลัมเบียเองก็ร่วมงานกับพวกเขามาตั้งแต่ปี 93 แล้วนะ ทำหนังด้วยกัน 7 เรื่อง แม้จะมี 2 เรื่องรายได้น้อย แต่ไม่มีสักเรื่องที่ขาดทุนเลย”

“แปลว่า Guess Who มีจมูกดีในการเลือกหนัง อย่ากลัวความเสี่ยงไปหน่อยเลย ลุยต่อเถอะ”

ฮาร์วีย์กัดฟันยอม

“ก็ได้ ผมจะติดต่อลิงก์อีกที”

โอวิตซ์ทิ้งท้ายแบบแทงใจ

“ผมรู้นะว่าคุณอิจฉา Guess Who ที่ทำรายได้ดี ผมก็อิจฉาเหมือนกัน แต่ลิงก์เขาเก่งจริง บริษัทเขาก็แข็งแกร่ง นี่คือความจริง เราต้องยอมรับมันให้ได้ก่อน ถึงจะหาทางเกาะกระแสได้”

ฮาร์วีย์วางสายไปด้วยใบหน้าเคร่งเครียด

เขานั่งนิ่งอยู่พักใหญ่เหมือนรูปปั้นไร้ศิลป์

จนกระทั่งแมลงวันบินกลับมาเกาะจมูก เขาถึงได้ฟื้นจากภวังค์

สบถด่ามันลั่นห้องอย่างหัวเสีย

ก๊อก ก๊อก

ผู้ช่วยไซมอนส์ถือแฟ้มรายงานเข้ามา

“บอสครับ รายงานบ็อกซ์ออฟฟิศสัปดาห์ที่แล้วออกแล้ว”

ฮาร์วีย์เก็บอารมณ์ แล้วถาม

“หนังของเราทำเงินแค่ไหน?”

“ก็…พอใช้ได้ครับ”

ฮาร์วีย์รับแฟ้มมาเปิดดู แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนทันที

เขามองผู้ช่วยด้วยแววตาขุ่นขวาง

“แบบนี้เรียกว่าพอใช้ได้งั้นเหรอ?”

“คือ…อย่างน้อยก็ไม่ขาดทุนครับ ช่วงนี้หนังชนกันหนัก

ถ้าแค่ไม่ขาดทุนก็ถือว่าดีแล้วครับ…”

ไซมอนส์พูดด้วยเสียงเบาที่สุด

ฮาร์วีย์แค่นเสียง

ก็ใช่—Miramax ไม่ได้ขาดทุน แต่พอเอาไปเทียบกับ Rush Hour แล้ว...ต่างกันราวฟ้ากับเหว

Rush Hour ครองแชมป์บ็อกซ์ออฟฟิศต่ออีกสัปดาห์ เก็บเพิ่มได้อีก 37.19 ล้านเหรียญจากโรงหนัง 2,810 แห่ง เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 12% ยอดรวมตอนนี้อยู่ที่ 70.43 ล้าน

สูงเกินที่เขาคาดไว้มาก

เพราะหนังเรื่องนี้นำแสดงโดยเฉินหลงกับคริส ทักเกอร์ ซึ่งไม่ใช่ดาราแม่เหล็กในอเมริกา

ในสายตาเขา รายได้คงจะป้วนเปี้ยนแค่ 60 ล้าน

แต่พอผ่านแค่ 2 สัปดาห์ หนังทะลุ 70 ล้าน

ถ้าทุกอย่างยังดีอยู่แบบนี้ ก็มีลุ้นแตะ 100 ล้านแน่นอน

ทั้งที่ทุนสร้างแค่ 30 ล้านเท่านั้น

“ลิงก์มันโชคดีเกินไปแล้ว!” ฮาร์วีย์กัดฟันพูด

หาก Rush Hour ทะลุ 100 ล้าน ก็จะกลายเป็นหนังของ Guess Who เรื่องที่สองในปีนี้ที่ทะลุร้อยล้านต่อจาก The Net

ทั้งที่ก่อนหน้านี้สื่อเพิ่งล้อว่า Guess Who กำลังตกต่ำ แต่ยังไม่ถึงเดือนดี ก็มีหนังมาแก้มือซะแล้ว

ฮาร์วีย์ต้องยอมรับว่า โอวิตซ์พูดถูก

Guess Who เลือกหนังเก่งจริง

เขาไล่ดูรายงานต่อ

สัปดาห์นี้ Miramax มีหนังฉายอยู่ 3 เรื่อง

อันดับ 13 – Supercop

ฉายใน 1,134 โรง รายได้ 1.12 ล้าน ยอดรวม 9.16 ล้าน

ทุนสร้าง 8.5 ล้าน นับรวมรายได้ทั่วโลกแล้ว น่าจะพอเท่าทุน

เรื่องที่สอง – Emma

สัปดาห์ที่ 2 ฉายใน 235 โรง รายได้ 2.6 ล้าน

รวมแล้ว 5.62 ล้าน รายได้เฉลี่ยต่อโรงอยู่ที่ 13,000 เหรียญ ถือว่าไม่เลว

แต่แนวหนังแบบนี้เพดานรายได้ก็ไม่สูง

เรื่องที่สาม – Basquiat

เป็นหนังชีวประวัติ เพิ่งเปิดตัวเมื่อสัปดาห์ก่อนใน 18 โรง ทำรายได้แค่ 8.6 หมื่น

เฉลี่ยน้อยกว่า 5,000 ต่อโรง ต่ำกว่าที่หวังไว้มาก

รวมสามเรื่อง ยังไม่ถึงครึ่งของรายได้ Rush Hour

ฮาร์วีย์จุดบุหรี่ขึ้นมาสูบ แล้วหยิบโทรศัพท์โทรหาเลขาของลิงก์—เลวินสกี

เขาถามตรง ๆ ว่าลิงก์ว่างวันไหน อยากคุยเรื่องงาน

แต่เลวินสกีก็ตอบว่า ตั้งแต่ต้นปี ลิงก์ไม่จัดการเรื่องสายโปรดักชันเองแล้ว

ถ้าอยากคุยเรื่องร่วมมือ ให้ไปติดต่อ แดเนียล เดอวีโต หรือ เจมส์ แชมมัส แทน

ตอนนี้พวกเขาดูแลงานฝั่งนั้นทั้งหมด

ฮาร์วีย์ยังพยายามรักษามารยาท ถามว่าเลวินสกีเคยร่วมพิธีทางศาสนาในชุมชนไหม ถ้ามีโอกาสจะชวนไปด้วยกัน

แต่เธอปฏิเสธทันที บอกว่าเลิกนับถือศาสนาตั้งแต่เข้ามหาลัย แล้วก็วางสายไปเลย

“ยัยนี่มัน...!”

ฮาร์วีย์กัดฟันกรอด

เขาแอบสืบมาว่าเลวินสกีก็เป็น “เผ่าพันธุ์เดียวกัน” หวังจะตีสนิทแล้วหาเรื่องป่วนลิงก์จากวงใน

ตอนนี้โดนปฏิเสธโต้ง ๆ ทุกแผนที่วางไว้ก็พังไม่เป็นท่า

แต่เขายังไม่ยอมแพ้

ในสายตาเขา—ไม่มีผู้หญิงคนไหนไม่มีจุดอ่อน

เขาเชื่อว่า...เลวินสกีเองก็ต้องมีอะไรให้เขาเล่นงานได้เหมือนกัน

---

เหลืออีก 96 ตอนจะจบ เราจะแปลฟรีให้จบเลยนะคะ เพราะยอดต่อตอนมันน้อย ตอนฟรีคนอ่านเยอะ เราก็อยากไปแปลเรื่องอื่นแล้วเหมือนกัน T^T เดี๋ยวหาเวลามาต่อให้ค่ะ

จบบทที่ ตอนที่ 400 คนที่ยืนอยู่บนกระแสลม และความอิจฉาคือยาชั้นดี

คัดลอกลิงก์แล้ว