- หน้าแรก
- ผู้กำกับฮอลลีวูดในปี 1992
- ตอนที่ 80 โดนฟ้องซะแล้ว
ตอนที่ 80 โดนฟ้องซะแล้ว
ตอนที่ 80 โดนฟ้องซะแล้ว
Paranormal Activity เข้าฉายสัปดาห์ที่ห้า
รายได้อยู่ที่ 30.28 ล้านดอลลาร์จากโรงฉาย 2,102 แห่งทั่วอเมริกา
ทำให้รายได้รวมในอเมริกาเหนือทะลุ 145 ล้านดอลลาร์
เมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่สามและสี่ ตัวเลขถือว่าร่วงลงชัดเจน
สาเหตุหลัก ๆ มีสองด้าน หนึ่งคือกระแสข่าวลบที่เริ่มถาโถม สองคือความร้อนแรงของหนังที่เริ่มแผ่ว ใครที่อยากดูก็ดูไปแล้ว ส่วนที่ไม่สนใจก็ไม่คิดจะดูอยู่ดี ยอดรายได้ที่เริ่มตกจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
Film Variety วิเคราะห์ว่า หนังน่าจะปิดยอดในอเมริกาเหนือที่ประมาณ 180 ล้านดอลลาร์ ไม่น่าจะทะลุ 200 ล้าน
หากทะลุ 200 ล้านขึ้นไป ก็อาจกลายเป็นหนึ่งใน 3 อันดับแรกของหนังทำเงินสูงสุดแห่งปี 1992 หรือกระทั่งอันดับ 1
และถ้า Paranormal Activity กลายเป็นหนังที่ครองอันดับ 1 ประจำปีได้จริง แซงหน้าทั้งบล็อกบัสเตอร์และหนังอาร์ตชั้นดี เหล่าผู้กำกับและนักแสดงใหญ่ ๆ แห่งฮอลลีวูดคงถึงกับกระอักเลือดกันเป็นแถว
“ฮ่า ๆๆ คีเฟอร์ จิมมี่ ดูนี่สิ ดูยอดรายได้ของ Paranormal Activity สัปดาห์นี้สิ!”
ในออฟฟิศ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ โบกหนังสือพิมพ์ในมืออย่างสะใจ
“ตามการวิเคราะห์ของ Film Variety รายได้สัปดาห์นี้ตกเกินกว่าค่าเฉลี่ยมาก ถ้าลดตามแนวโนมปกติ หนังควรทำได้ระหว่าง 36 ถึง 42 ล้าน แต่เพราะเรา ‘ช่วยกันหนุน’ หนังมันเลยขาดรายได้ไปเป็นสิบล้าน ฮ่า ๆ จิมมี่ ไหนตอนแรกบอกว่าเรื่องนี้ไร้ประโยชน์ ตอนนี้ยังคิดเหมือนเดิมมั้ย?”
“…ไม่ล่ะ นายพูดถูก ทำไปก็มีผลจริง ๆ”
จิมมี่ ริชชี่ฝืนยิ้มแห้ง
เพื่อจะเล่นงาน Paranormal Activity โรเบิร์ต ดาวนีย์ ลงทุนไปกว่า 1 ล้านเหรียญ สาดเงินใส่สื่อให้ปั่นข่าวเสียหายใส่ลิงก์รัว ๆ
และมันก็ได้ผลจริง รายได้ของหนังร่วงลงแรง
แต่มันก็ทำให้เขาต้องเปลืองทั้งเงิน เวลา และแรงไปมหาศาล
เรียกว่าตีศัตรูด้วยวิธีที่ตัวเองก็เลือดไหล
จิมมี่ไม่คิดว่านี่คือชัยชนะเลยแม้แต่น้อย
“โรเบิร์ต เมื่อวานตอนงานโปรโมต A Few Good Men ทอม ครูซบอกว่านายทำดีมาก แล้วก็ชวนไปร่วมงานเลี้ยงฉลองที่หนังทำรายได้เกินร้อยล้านด้วย”
คีเฟอร์ยิ้ม
“ฮ่า ๆๆ จิมมี่ ได้ยินมั้ย? ตอนนี้ทอม ครูซยังเป็นฝ่ายชวนฉันเอง นายยังจะคิดว่าไม่มีประโยชน์อยู่อีกไหม?”
“ครับ ๆ มีประโยชน์ครับ”
จิมมี่พยักหน้าให้ตามน้ำ
ถึงโรเบิร์ต ดาวนีย์จะถือว่าเป็นนักแสดงระดับแถวหน้าก็จริง
แต่เทียบกับ “ซูเปอร์สตาร์” อย่างทอม ครูซแล้ว ยังไงก็ยังห่างชั้น
ถ้าการตบตีกับลิงก์ทำให้ได้มิตรภาพกับทอม ครูซมา ก็นับเป็นของแถมที่ไม่เลวเลย
กริ๊งงง!
เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะดังขึ้น
จิมมี่ไปรับสาย พูดคุยอยู่สักพัก สีหน้าเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
“มีอะไรน่ะ?” คีเฟอร์ถาม
“ข่าวใหญ่เลยล่ะ”
จิมมี่รีบหยิบ Los Angeles Times ฉบับเช้านั้นมา หน้าหนึ่งลงพาดหัวตัวโตว่า
‘Paranormal Activity โดนกล่าวหาละเมิดลิขสิทธิ์’
พาดหัวรองว่า ‘ผู้ต้องหาคดีฆ่าสามีในเมืองมูเรียตตา
ฟ้องผู้กำกับลิงก์ฐานขโมยเรื่องจริงไปทำหนัง’
“เรื่องจริงเหรอ!?”
โรเบิร์ต ดาวนีย์ร้องออกมาอย่างตื่นเต้น
ข่าวเล่าถึงสองเหตุการณ์ควบกัน
เรื่องแรกคือคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อสองเดือนก่อนที่เมืองมูเรียตตา แคลิฟอร์เนียตอนใต้
ทีน่า วอสเตอร์ตัน ถูกสามีทำร้าย และในคืนวันเกิดเหตุ
เธอยิงสามีไปเจ็ดนัดขณะเขานอนหลับจนเสียชีวิต
เธอถูกจับและถูกตั้งข้อหาฆ่าคนโดยเจตนา
แต่ในการพิจารณาคดีครั้งแรก ทีน่าอ้างว่าไม่ได้ตั้งใจฆ่า เป็นการกระทำโดยไม่รู้ตัว
เพราะเธออยู่ในภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น และลุกขึ้นมายิงสามีโดยไม่รู้สึกตัว
ฝ่ายทนายอ้างว่า ทีน่าเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและวิตกกังวลอย่างรุนแรงจากการไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ หลังพยายามทำเด็กหลอดแก้วสองครั้งแต่ล้มเหลว
เธอต้องใช้ยาแรงและมีประวัติว่ามีภาวะหลอนและละเมอในระหว่างรักษา
และเมื่อรวมกับความเครียดจากการถูกทำร้ายร่างกายโดยสามี ก็ทำให้สภาพจิตยิ่งทรุดหนัก
ทนายบอกว่า ในสภาวะเช่นนี้ การเดินละเมอแล้วยิงสามีโดยไม่รู้ตัว จึงไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้
คดีนี้มีประเด็นอ่อนไหวทั้งเรื่อง “ความรุนแรงในครอบครัว”, “โรคจิตเวช”, “ฆาตกรรมกลางดึก”, “ผู้หญิงฆ่าสามี”, “การละเมอ” ฯลฯ จึงกลายเป็นข่าวดังบนชายฝั่งตะวันตกตั้งแต่รอบพิจารณาครั้งแรก
หลายสื่อหยิบประเด็นนี้มาถกกันอย่างจริงจัง
จะเชื่อทีน่าดีไหม?
เธอฆ่าโดยเจตนาหรือไม่รู้ตัวจริง?
ละเมอฆ่าคน ฟังขึ้นไหม?
ควรลงโทษแค่ไหน?
ฝั่งผู้อ่านผู้หญิงมีแนวโน้มเชื่อทีน่าและเรียกร้องให้ยกฟ้อง
ฝั่งผู้ชายกลับอยากให้ตรวจสอบอาการจิตอย่างเข้มงวด
ถ้าป่วยจริงก็อาจลดโทษและส่งไปบำบัด
แต่ถ้าโกหกเพื่อหนีโทษ ก็ต้องจัดหนัก เพราะถ้าคดีนี้หลุด จะกลายเป็น “ต้นแบบ” ให้ผู้หญิงใช้หลีกเลี่ยงโทษทางอาญาได้ในอนาคต
ถึงตอนนั้น ผู้ชายคงต้องใส่เสื้อเกราะนอนกันเป็นแถบ
ประเด็นเหล่านี้ทำให้สังคมให้ความสนใจคดีนี้อย่างมาก
จนมาถึงการพิจารณาคดีรอบสอง สื่อหลายเจ้าไปเกาะทำข่าวกันถึงศาล
แล้วในวันนั้นเอง ทนายของทีน่าก็เปิดหลักฐานใหม่—เทปวิดีโอ
วิดีโอดังกล่าวเป็นการบันทึกภาพในห้องนอนของทีน่า
ซึ่งเธออัดไว้ตามคำแนะนำของจิตแพทย์ เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมขณะหลับ
และในวันเดียวกันนั้น ทนายของทีน่ายื่นฟ้อง Guess Who Production และผู้กำกับลิงก์ ฐานขโมย “เทปส่วนตัว” ไปตัดต่อเป็นหนัง Paranormal Activity
หลังหนังฉาย เธอพยายามติดต่อขอค่าลิขสิทธิ์ แต่ถูกปฏิเสธ
ทนายเลยเรียกร้องค่าชดเชย 100 ล้านดอลลาร์กลางศาล!
ตอนทนายพูดจบ นักข่าวที่นั่งฟังในศาลแทบจะกระโดดดีใจ
ใคร ๆ ก็รู้ว่า Paranormal Activity คือหนังที่ดังที่สุดในอเมริกาตอนนี้
ข่าวทุกชิ้นเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้มีโอกาสขึ้นหน้าหนึ่งทุกฉบับ
และตอนนี้มันกลายเป็นคดีฟ้องร้องซ้อนคดีฆาตกรรม
เรื่องราวพัวพันทั้ง “ดารา”, “เงิน”, “การละเมิด”, “เทปหลุด”, “สิทธิ์ส่วนบุคคล”, “ฆาตกรรม” กลายเป็นมหากาพย์ปั่นกระแสเต็มรูปแบบ
มูลค่าข่าวเรื่องนี้ มหาศาลอย่างแท้จริง