- หน้าแรก
- ตาซ้ายหยินหยาง
- บทที่ 12 เพื่อนร่วมรุ่น
บทที่ 12 เพื่อนร่วมรุ่น
บทที่ 12 เพื่อนร่วมรุ่น
บทที่ 12
เมื่อไป๋อู๋ฉางลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าเป็นช่วงเที่ยงของวันถัดมาแล้ว เขาค่อย ๆ ลืมตา เห็นเพดานไม้ที่คุ้นเคย...กำลังจะลุกขึ้น แต่จู่ ๆ ก็รู้สึกเจ็บจี๊ดที่ท้ายทอย จนต้องสูดลมหายใจด้วยความเจ็บ แล้วก็จำใจนอนแผ่ต่อไป
เขากลิ้งตัวไปอีกด้าน...ไม่ทันระวัง มือดันไปสัมผัสเข้ากับอะไรบางอย่างที่อุ่น ๆ...
ไป๋อู๋ฉางเป็นคนที่นอนยาก ถ้าไม่ใช่เตียงของย่า เขากลับนอนไม่ค่อยหลับเลย แต่ตอนนี้มีของอะไรบางอย่างอยู่ข้างกาย ความรู้สึกอุ่น ๆ แบบนี้ ทำให้เขาตื่นเต็มตาในทันที!
หัวใจไป๋อู๋ฉางหล่นวูบ...หรือว่าเป็นผีสาวในชุดกี่เผ้าอีกแล้ว!?
ไม่สนใจความเจ็บที่ท้ายทอย เขากัดฟันลุกพรวดขึ้นมานั่ง มองไปทางขอบเตียงอย่างเร็ว เมื่อเห็นว่าคือ คนเป็นๆ ก็โล่งอกไปที
ที่แท้เป็นเจ้าหนุ่ม "ชิงหมิง" นั่นเอง ตอนนี้เขานอนอยู่ข้างไป๋อู๋ฉางอย่างสงบ แถมยังแย่งหมอนไป๋อู๋ฉางไปกอดหน้าตาเฉย สีหน้าเขาซีดขาวเล็กน้อย หลับตานอนตะแคงดูสงบนิ่ง
ไป๋อู๋ฉางเสียงดังขนาดนี้ เขายังไม่ตื่น ดูท่าว่าจะเพลียมากจากเมื่อคืนจริง ๆ
เมื่อคืนไป๋อู๋ฉางสลบไปจนถึงตอนนี้เกือบจะครบวันเข้าไปแล้ว เขาอยากรู้ใจแทบขาดว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น...
ความอยากรู้ทำให้ไป๋อู๋ฉางทำเรื่อง...ไร้ยางอายเล็กน้อย เขาเอามือเย็น ๆ ของตัวเอง เตรียมจะยัดเข้าไปที่หลังเสื้อของชิงหมิง..
แม้มันจะไร้ยางอาย...แต่ไป๋อู๋ฉางก็จะทำ!
“มองพอรึยัง?”
อยู่ ๆ ขนตายาวของชิงหมิงก็ขยับเบา ๆ เขาลืมตาขึ้น ดวงตาดำขลับจ้องมาที่ไป๋อู๋ฉาง สีหน้าเรียบนิ่งเย็นชา...แต่เขาก็ยังไม่มีท่าทีจะลุกจากเตียงเลยสักนิด
“แค่ก ๆ...ฉันมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร?”
ไป๋อู๋ฉางก้มหน้าถามด้วยน้ำเสียงเขิน ๆ หน่อย
“ยังกล้าถามอีก?”
“ฉันให้นายคอยถ่วงเวลา ‘ลุงสาม’ ไว้...แล้วนี่อะไร? ดันไปสู้กับเขาเนี่ยนะ? นายคิดว่าแค่เนื้อตัวผอม ๆ แบบนาย จะไปทำอะไรได้?”
“นายคิดจะสู้กับทั้งสองคนงั้นรึ?”
เขาจ้องมาที่ไป๋อู๋ฉางแล้วหัวเราะเยาะเบา ๆ
“ถ้าฉันไปช้าอีกนิด...วันนี้ปีหน้า ก็คงเป็นวันไหว้ศพนายพอดีล่ะ!”
ชิงหมิงมีสีหน้าปรากฏความไม่พอใจแฝงอยู่เล็กน้อย ราวกับว่าไป๋อู๋ฉางไปก่อกรรมทำเข็ญอันใหญ่หลวงมาอย่างไรอย่างนั้น
“จริงสิ แล้วตอนนี้ ‘ลุงสาม’ ฉันเป็นยังไงบ้าง? แล้ว ‘ท้องผี’ ของ ‘ลุงเล็ก’ ฉันถูกถอนออกแล้วหรือยัง?”
ไป๋อู๋ฉางฉุกคิดขึ้นมา รีบเปลี่ยนเรื่องถามทันที
“ลุงสามนายหนีไปแล้ว ส่วนท้องผี ฉันถอนให้เรียบร้อยแล้ว เมื่อเช้าก็พึ่งจะจัดพิธีส่งร่างขึ้นเขาไป”
“เดิมทีฉันก็ว่าจะเรียกนายไปด้วย แต่พี่ชายนายคือเฉียงจื่อบอกว่านายหมดแรง เลยให้นายพักผ่อนไป ตอนนี้น่าจะกลับบ้านกันหมดแล้วล่ะ”
ชิงหมิงพูดเรียบง่ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แววตาของเขาเป็นประกายแวบหนึ่ง ก่อนที่จะค่อย ๆ หลับตาลงอีกครั้ง
“หนีไปแล้ว?! แล้ว...ผีสาวชุดแดงนั่นล่ะ?”
ไป๋อู๋ฉางละอายใจแต่ก็ยังคงถามต่อด้วยจิตวิญญาณแห่งความไม่รู้ไม่ถามไม่ได้นั่นเอง
“ฉันทำให้เธอบาดเจ็บไปแล้ว ช่วงนี้คงไม่กล้ากลับมาก่อกวนเราอีกหรอก”
“นี่...ขอร้องล่ะ ให้ฉันพักสักหน่อยเถอะ เมื่อวานตอนถอนคุณไสยนั่น ฉันใช้พลังไปเยอะมากจริง ๆ...”
ชิงหมิงพูดโดยไม่แม้แต่จะลืมตาขึ้นมามอง ไป๋อู๋ฉางหันไปมองเขาแล้วพยักหน้ารับ ก่อนจะลุกจากเตียงไปสวมเสื้อผ้า
“งั้นฉันไปเอาข้าวเที่ยงมาให้ นายนอนพักเถอะ”
หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเรียบร้อย ไป๋อู๋ฉางก็เดินออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปทางบ้านของเฉียงจื่อ
ด้านนอกอากาศปลอดโปร่งเป็นอย่างมาก กลิ่นอากาศบริสุทธิ์ที่ไม่ได้สูดมานานพัดเข้าจมูก ทำเอาไป๋อู๋ฉางรู้สึกสดชื่นอย่างยิ่ง กลิ่นหอมของดินและหญ้าในชนบททำให้เขารู้สึกปลอดโปร่ง โล่งใจยิ่งกว่าสิ่งใด โดยเฉพาะเมื่อแสงอาทิตย์อุ่นๆ สาดส่องลงมากระทบร่างของเขา...อบอุ่นยิ่งนัก
การได้เดินบนถนนเล็กๆ กลางหมู่บ้านแบบนี้ ทำให้ไป๋อู๋ฉางรู้สึกเหมือนได้ปลดปล่อยเงามืดทั้งหมดจากเมื่อคืนลงหมดสิ้น
เมื่อเขามาถึงบ้านเฉียงจื่อ ก็เห็นว่าศาลาบำเพ็ญกุศลได้ถูกรื้อถอนเรียบร้อยแล้ว บรรดาชาวบ้านที่เคยแห่มากินโต๊ะงานศพก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยทันทีที่รู้ว่าไม่มีอาหารเหลือแล้ว
มีเพียงญาติไม่กี่คนที่ยังคงนั่งอาบแดดอยู่ในลานซีเมนต์หน้าบ้าน...
“เสี่ยวฉาง เเกมาแล้วรึ!”
ชายหนุ่มคนหนึ่งที่แต่งตัวสบาย ๆ โกนหัวเกรียน หน้าตากระปรี้กระเปร่า ลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินมาหาไป๋อู๋ฉางอย่างร่าเริง นั่นก็คือลุงเล็กของเขานั่นเอง ถึงแม้จะอายุสามสิบแล้ว แต่หน้าตากลับดูไล่เลี่ยกับไป๋อู๋ฉางอย่างกับรุ่นเดียวกัน แถมยังเป็นคนรักสนุก ตั้งแต่เด็กก็ชอบพาไป๋อู๋ฉางกับเฉียงจื่อขึ้นเขาไปผจญภัยอยู่เสมอ
“ครับ มาได้สักพักแล้วล่ะ ว่าแต่...พี่เฉียงจื่อไปไหนล่ะ?”
ไป๋อู๋ฉางตอบกลับพลางกวาดตามองไปที่ท้องของเขา เห็นแล้วว่าหน้าท้องกลับมาเรียบแบนเหมือนเดิม ค่อยโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง ก่อนจะถามต่อด้วยความอยากรู้
“มีธุระสำคัญที่อำเภอ พี่เฉียงจื่อของแกกลับไปจัดการแล้ว เขาฝากบอกให้เเกกับชิงหมิงรีบกลับไปโรงเรียน พรุ่งนี้เปิดเรียนแล้วนี่”
ลุงเล็กหัวเราะเบา ๆ ไป๋อู๋ฉางก็พยักหน้ารับ จากนั้นก็นั่งคุยเล่นกับย่าลุงและญาติพี่น้องอีกสองสามคน ช่วงที่นั่งอยู่นั้นไม่มีใครพูดถึงเรื่องของลุงสามเลย แม้แต่ภรรยาของลุงสามก็ไม่โผล่หน้าออกมาให้เห็น ไป๋อู๋ฉางก็อยากรู้อยู่หรอก...แต่ก็ต้องอดกลั้นไม่ถามอะไรออกมา
หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ ไป๋อู๋ฉางก็ห่อข้าวกลับไปบ้านย่าทันที กลัวว่าชิงหมิงจะหิวตายอยู่ที่นั่น แต่เหตุผลสำคัญยิ่งกว่าคือ เขากำลังจะได้เริ่มงานใหม่เสียที! ถึงแม้จะเป็นแค่ครูสอนศิลปะ แต่ในใจก็ยังรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย ไป๋อู๋ฉางจึงอยากรีบไปโรงเรียนโดยเร็ว
เมื่อกลับมาถึงบ้านย่า เขาก็เห็นชิงหมิงกำลังจ้องมองรูปของปู่อย่างไม่วางตา เขายืนนิ่ง ๆ อยู่ในโถงบ้าน แหงนหน้ามองรูปอยู่เช่นนั้นจนไป๋อู๋ฉางเดินมาแตะไหล่ เขาถึงได้คืนสติ
ไป๋อู๋ฉางยื่นกล่องข้าวให้พลางถามว่า
“จ้องอะไรอยู่เหรอ? หรือว่าเห็นว่าปู่ฉันสมัยหนุ่ม ๆ หล่อเหลาเอาการล่ะ? ฮ่าฮ่า ย่าฉันตอนสาว ๆ ก็สวยใช่ย่อยนะ”
“ไม่ใช่...มีอะไรแปลก ๆ นิดหน่อย...เอาล่ะ ไม่พูดแล้ว รีบกินข้าวเย็น แล้วรีบกลับโรงเรียนกันเถอะ ยังไม่ได้จัดของในห้องเลย”
ชิงหมิงส่ายหน้า รับกล่องข้าวมาแล้ววางลงบนโต๊ะก่อนจะกินอย่างไม่เกรงใจ
มีคนสะพายกระเป๋าให้แบบนี้ ไป๋อู๋ฉางก็แน่นอนว่าสบายขึ้นเยอะ หลังจากกินข้าวเสร็จ เขาก็รีบออกมาริมถนน ใช้เวลาเดินเพียงแค่สิบห้านาทีก็ถึง
โรงเรียนนี้เพิ่งสร้างใหม่ไม่นาน แต่ก็เรียกความสนใจจากผู้ปกครองได้มาก ด้วยงบลงทุนที่สูงลิบ แม้เทียบกับโรงเรียนมัธยมทั่วไปยังเหนือกว่าเสียอีก ถึงขั้นจะเรียกว่าโรงเรียนกึ่งชนชั้นสูงก็ว่าได้ ที่นี่ใช้ระบบหอพักเป็นหลัก แต่ก็มีนักเรียนไป-กลับอยู่บ้าง
ระดับม.ต้นมีทั้งหมด 15 ห้อง แบ่งเป็น ม.1 หกห้อง ม.2 ห้าห้อง และ ม.3 สี่ห้อง ยังอยู่ในช่วงขยายโรงเรียน ห้องหนึ่งมีนักเรียนเฉลี่ยหกสิบกว่าคน รวมครูและพนักงานทั้งหมดก็ประมาณพันคน ไป๋อู๋ฉางรับหน้าที่สอนศิลปะใน ม.1 ทั้งหกห้อง เฉลี่ยแล้ววันหนึ่งต้องสอนถึงสี่คาบ
เมื่อเดินผ่านประตูโรงเรียน เขาก็มุ่งตรงไปยังหอพักครู อาคารหอพักนี้สร้างขึ้นใหม่ทุกอย่าง ห้องไม่ใหญ่นักแต่ก็เพียงพอสำหรับอยู่กันสองคน
ในชีวิตของคนจีนมีเรื่องใหญ่สามเรื่อง หนึ่ง คือเกิด สอง คือแต่งงาน สามคือความตาย และต่อมาก็คือบ้านนี่แหละ!
ชิงหมิงถึงกับอุตส่าห์ไปซื้อประทัดมาจุดเพื่อฉลอง ครูคนอื่น ๆ ก็พากันมาร่วมแสดงความยินดี หลังจากนั้นเขาก็ไปร้านเล็ก ๆ นอกรั้วโรงเรียนเพื่อกินฉลองกันมื้อหนึ่ง แน่นอนว่า...เงินน่ะยืมชิงหมิงมา ไป๋อู๋ฉางเลยตบอกให้สัญญาไว้อย่างดิบดีว่า
“เขาจะคืนให้เลยทันทีที่ได้เงินเดือน!”
อยู่ในโรงเรียนมาได้หนึ่งเดือน ไป๋อู๋ฉางก็เริ่มปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ได้ดี ความสัมพันธ์กับชิงหมิงก็ราบรื่นเป็นอย่างมาก
ตอนนี้ไป๋อู๋ฉางกำลังนอนคว่ำอยู่บนเตียง เปิดหน้าต่างให้แสงแดดสาดเข้ามาอย่างขี้เกียจ
ชิงหมิงนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะ ทันใดนั้นเขาก็วางหนังสือลง เดินมาหาไป๋อู๋ฉาง แล้วยื่นมือมาตรงหน้า
“จะทำอะไรน่ะ?”
ไป๋อู๋ฉางมองเขาอย่างระแวดระวัง ก่อนจะขยับตัวถอยกลับไปในผ้าห่ม
“ทวงเงิน”
ชิงหมิงพูดเสียงเย็นเฉียบ
“ขอผลัดได้มั้ย...เสี่ยวชิง…”
ไป๋อู๋ฉางหัวเราะแหะ ๆ อย่างประจบพลางมองชิงหมิงอย่างประจบประแจง ไม่ใช่อะไรหรอก...ไม่กี่วันก่อนไป๋อู๋ฉางเพิ่งเห็นกางเกงยีนส์ตัวหนึ่งที่ถนนคนเดิน อยากซื้อจะตาย แล้วดูสิ หมอนี่มาทวงเงินตอนนี้อีก!
“เอ้อ...ได้เลย นายนี่มันไม่ได้เรื่องจริง ๆ
ว่าแต่...คราวก่อนนายก็จ้องกางเกงตัวนั้นจนตาแทบถลนออกมา อยากได้ล่ะสิ งั้นก็ยกยอดให้ก่อนก็ได้ แต่วันนี้นายไปซื้อกับข้าวให้หน่อยเถอะ ไหน ๆ ก็วันหยุดแล้ว ฉันไม่อยากกินข้าวโรงอาหารละ!”
ชิงหมิงยอมลดมือที่ยื่นมาทวงเงินไป แล้วมอง
ไป๋อู๋ฉางอย่างจริงจัง
“ได้เลย! ฉันไปเดี๋ยวนี้แหละ!”
พอได้ยินว่ายกยอดให้ก่อน ไป๋อู๋ฉางก็รีบสวมเสื้อผ้าอย่างไว วิ่งพรวดออกจากหอพักโดยไม่คิดชีวิต ถึงไป๋อู๋ฉางจะทำกับข้าวไม่เป็น แต่ชิงหมิงน่ะสิ...ฝีมือระดับเชฟ แม้เขาจะขี้เกียจทำก็เถอะ แต่เมื่อมีของดีในมือแล้ว ไป๋อู๋ฉางก็อุ่นใจ
สิบโมงกว่า ตลาดสดยังคงแน่นขนัดไปด้วยผู้คน ไป๋อู๋ฉางเดินแทรกเข้าไปในฝูงชน มือหิ้วถุงมันฝรั่ง หมู พริกหยวก เดินพลางเลือกของอย่างเพลินๆ
ไป๋อู๋ฉางกำลังจะจ่ายเงินอยู่ที่แผงผักแห่งหนึ่ง ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าถูกใครบางคนกระแทกเข้าอย่างจังจนถุงในมือแทบจะหลุดตกพื้น
ไป๋อู๋ฉางหันขวับไปตะโกนลั่นตลาด
“นี่มันบ้าอะไร?!”
ทุกสายตาในตลาดหันมาจ้องมองอย่างคาดหวังว่าจะมีเรื่องให้ดู ไป๋อู๋ฉางสะบัดหน้าแล้วจ้องเขม็งใส่ชายหนุ่มตัวเล็กที่เอาแต่ก้มหัวขอโทษไม่หยุด
“ขอโทษอย่างเดียวมันใช้ได้ที่ไหน ถ้างั้นตำรวจจะมีไว้ทำไมกันล่ะ?”
ชายหนุ่มคนนั้นเงยหน้าขึ้นอย่างร้อนรน แล้วทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันทีเป็นตกตะลึงสุดขีด
“เฮ้ย! นายใช่มั้ย เสี่ยวฉาง! ไป๋อู๋ฉางใช่มั้ย!!”
“เอ่อ...นายเป็นใคร?”
ไป๋อู๋ฉางขมวดคิ้วจ้องเขาอย่างประหลาดใจ ชายหนุ่มผู้นี้รูปร่างเตี้ย ผิวขาวซีด ริมฝีปากบาง แต่ท่าทางของเขากลับคุ้น ๆ อย่างบอกไม่ถูก ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“ฉันเอง ตงจื่อไง! นายไอ้เพื่อนเฮงซวย ไม่เจอกันนานเลยนะ! ตอนนี้นาย...นายต้องช่วยฉัน!
ไม่สิ นาย...ต้องให้ย่าทวดนายช่วยฉันด้วย!!”
ตงจื่อคว้าแขนเสื้อไป๋อู๋ฉางแน่นไม่ปล่อย พูดด้วยน้ำเสียงแทบจะขอร้อง พร้อมหันซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง ใบหน้าเขาเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด สายตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างไม่มีที่มาที่ไป