- หน้าแรก
- ตาซ้ายหยินหยาง
- บทที่ 13 ปรับทุกข์
บทที่ 13 ปรับทุกข์
บทที่ 13 ปรับทุกข์
บทที่ 13
"นายคือตงจื่อ? ตงขี้มูก?"
ไป๋อู๋ฉางจ้องมองชายหนุ่มที่เรียกตัวเองว่าตงจื่อ
อย่างตั้งใจ ภาพในวัยเยาว์ผุดขึ้นมาในหัวทันที ชายหนุ่มคนนี้อายุไล่เลี่ยกับเขา ใบหน้าก็ดูคุ้น ๆ อยู่ไม่น้อย ไป๋อู๋ฉางจึงอดไม่ได้ที่จะหลุดปากถามออกไป
"เสี่ยวฉาง... ใครเขายังเรียกฉันว่าตงขี้มูกอีกเล่า มันตั้งนานแล้วนะ!"
ตงจื่อไหล่ตก พลางเผยให้เห็นขอบตาดำคล้ำขนาดหมีแพนด้าอย่างช่วยไม่ได้
แน่นอนว่าใช่หมอนี่แหละ! ท่าทางไหล่ตกแบบนี้ เขาทำเป็นประจำตั้งแต่เด็ก พวกเรายังเคยล้อว่ามันทำเป็นแก่แดดเกินวัยอีกต่างหาก
ตงจื่อชื่อจริงคือนาย "จ้าวเสี่ยวตง" สมัยเด็กเขาชอบน้ำมูกไหล ไป๋อู๋ฉางกับพี่ชายต่างแม่อย่างเฉียงจื่อเลยเรียกเขาว่า "ตงขี้มูก" เราสามคนเคยปีนเขาหาไข่นก เคยกระโดดลงแม่น้ำเล่นน้ำกันจนตัวเปื่อย…จนกระทั่งตอนมัธยม ไป๋อู๋ฉางต้องย้ายไปเรียนที่เกาะทางใต้ เราถึงได้แยกจากกัน
แม้จะโตขึ้นมา แต่เค้าโครงบนใบหน้าของเขายังมีร่องรอยของวัยเยาว์อยู่มาก
"ไหน...หรือว่านายถูกผีเข้า?"
ไป๋อู๋ฉางตบไหล่ตงจื่อพลางหัวเราะพูดอย่างล้อเลียน
เมื่อก่อนย่าไป๋อู๋ฉาง (ซึ่งทุกคนในหมู่บ้านต่างรู้กันดีว่าเป็นคนมีของ) มีชื่อเสียงไม่น้อย ตงจื่อก็คุ้นเคยกับไป๋อู๋ฉางดี ย่อมรู้เรื่องพวกนี้ด้วย
"มันแปลก มันแปลกโคตรๆ! ที่นี่ไม่เหมาะจะพูดเรื่องพวกนี้ นายพาฉันไปบ้านคุณย่านายหน่อยได้มั้ย ฉันพูดจริง ฉันโดนของจริง ๆ!"
เขาโน้มตัวเข้ามากระซิบอย่างหวาดผวา เสียงก็สั่นเครือราวกับถูกวิญญาณตามติด
"งั้นไปห้องพักฉันก็ได้ ย่าฉันไปเขาเอ๋อเหมย ยังไม่รู้ว่าจะกลับเมื่อไหร่ แถมย่าก็ไม่ใช้มือถือ พวกเราก็ไม่มีข่าวคราวเลย"
ไป๋อู๋ฉางขมวดคิ้วพูดออกมา ตงจื่อเป็นเพื่อนรักสมัยเด็กของไป๋อู๋ฉาง แม้เขาจะไม่มีพลังอะไร
แต่…ชิงหมิงมี!
"โอเค ฉันช่วยหิ้วของด้วย ไหน ๆ ฉันก็ยังไม่ได้กินข้าววกลางวันพอดี!"
ตงจื่อพยักหน้าอย่างรวดเร็ว รีบแย่งถุงของในมือไป๋อู๋ฉางไป
ไป๋อู๋ฉางเลยเดินซื้อของต่ออีกเล็กน้อย เตรียมวัตถุดิบไว้หลายวัน แต่เพราะตงจื่อร้อนรนจนแทบกระโดดกัดหูไป๋อู๋ฉางได้ เขาจึงจำใจหยุดการช้อปไว้แค่นั้น
ไป๋อู๋ฉางน่ะเป็นพวกชอบเก็บตัว ถ้าออกมาซื้อของก็จะซื้อทีเดียวพออยู่ได้เป็นเดือน
ระหว่างทางกลับโรงเรียน ทั้งสองก็พูดคุยกันถึงเรื่องราวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไป๋อู๋ฉางถึงได้รู้ว่าไอ้หมอนี่ไม่ธรรมดาเลย อายุยังน้อยแต่เป็นถึงรองผู้จัดการร้านค้าสาขาใหญ่เชียวนะ
ไม่ทันไรก็ถึงหน้าหอพัก ไป๋อู๋ฉางเคาะประตูเบา ๆ ชิงหมิงเป็นคนมาเปิด สีหน้าที่ปกติจะเย็นชา วันนี้กลับแย้มยิ้มออกมาเล็กน้อย...แต่พอเห็นตงจื่อที่ยืนอยู่ด้านหลังไป๋อู๋ฉาง ใบหน้าก็เย็นเยียบลงอีกครั้งทันที
ไป๋อู๋ฉางรู้ดีว่า...ชิงหมิงไม่ชอบให้คนนอกเข้าห้อง เขาเองก็เช่นกัน เราสองคนเป็นพวกชอบอยู่เงียบ ๆ ทั้งนั้น
หลังจากจัดของเข้าครัว ไป๋อู๋ฉางก็ชวนตงจื่อไปนั่งเล่นคอม แต่แล้วเขาก็เห็นชิงหมิงหยิบเสื้อคลุมตัวหนึ่งขึ้นมาเหมือนจะออกจากห้อง
ไป๋อู๋ฉางตกใจ รีบดึงแขนเขาไว้ ดึงเข้าครัวแล้วกระซิบถาม
"นายกำลังโกรธอยู่หรือ?"
"ตงจื่อเป็นเพื่อนฉันตั้งแต่เด็ก เขากำลังเจอเรื่องประหลาด ฉันจะทำเฉยได้อย่างไร? ย่าฉันก็ไม่อยู่ตอนนี้ นายมีวิชา นายต้องช่วยฉัน!"
ชิงหมิงลูบคางตัวเองเบา ๆ ก่อนจะยื่นมือออกมา
"คืนเงินมา!"
ไป๋อู๋ฉางกัดฟันแน่น หยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา แล้วล้วงเอาแบงค์ร้อยสามใบยื่นให้เขา
ชิงหมิงยิ้มหวานรับเงินไปเหมือนแมวได้ปลาทู
ไป๋อู๋ฉางรู้สึกเหมือนโดนเฉือนเนื้อไปทั้งแถบ
จากนั้นก็ได้ยินเสียงชิงหมิงพูดสั้น ๆ
"ทำกับข้าว!"
แม้คนทำอาหารจะเป็นชิงหมิง แต่ไป๋อู๋ฉางก็ช่วยล้างผักไม่หยุดมือ ยุ่งวุ่นวายจนเหงื่อซึม ตงจื่อพยายามจะเอ่ยปากพูดหลายครั้ง แต่ก็โดนชิงหมิงจ้องจนต้องกลืนคำกลับไป
ระหว่างกินข้าว ตงจื่อคอยคีบกับข้าวใส่ชามให้พวกเขารัว ๆ ขี้มูกน้ำตาไหลพราก พร้อมกับเล่าเรื่องสมัยเด็กอย่างกับเปิดน้ำปะปา ไป๋อู๋ฉางกับเขาหัวเราะกันจนโต๊ะสั่น ส่วนชิงหมิงนั้น...ขมวดคิ้วแน่น ก้มหน้ากินข้าวคนเดียวเงียบ ๆ อย่างกับโลกนี้ไม่มีใครอื่น
หลังมื้ออาหาร ไป๋อู๋ฉางก็เก็บล้างอย่างเงียบ ๆ พอล้างเสร็จ ทุกอย่างเรียบร้อยดี เขาก็ชงชามาสามถ้วย วางลงตรงหน้า แล้วพยักหน้าให้ตงจื่อ เป็นเชิงบอกว่า...พูดได้แล้ว
ตงจื่อประคองถ้วยชาไว้ในมือ สีหน้าทั้งหวาดผวา ทั้งซีดเผือด ตัวสั่นเทาไม่หยุด ต่อให้ชานั้นร้อนจนลวกมือ เขาก็เหมือนไม่รู้สึก ชิงหมิงเห็นดังนั้นก็เอื้อมมือไปตบไหล่เขาเบา ๆ ตงจื่อถึงได้เหมือนถูกปลุกจากฝันร้าย ค่อย ๆ หายใจเข้าลึก ๆ แล้วเริ่มเล่า...
"ตั้งแต่วันนั้น...มันก็ไม่ยอมปล่อยฉัน ฉันไม่ควรไปตอบตกลงเลยจริง ๆ!"
ตงจื่อจิบชาช้า ๆ แล้วเริ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับตนเอง เขาเคยเป็นถึงรองผู้จัดการร้านเค้กชื่อดังในเมือง มีหลายสาขา ธุรกิจกำลังเติบโต ปีหน้าก็เตรียมขยายเข้าเมืองใหญ่ ชีวิตเรียกได้ว่าอยู่ในช่วงขาขึ้น
แต่วันหนึ่ง...หลังจากไปดื่มที่บาร์ ตอนดึกเขาเรียกแท็กซี่ไม่ได้ บาร์ก็อยู่ไม่ไกลจากบ้าน เขาเลยเดินกลับเอาเอง ตอนนั้นเขาไม่ได้เมามาก ยังรู้สึกตัวดี แต่พอเดินไปได้ครึ่งทาง เขากลับรู้สึกเหมือน...มีคนตามเขามาตลอด
แต่พอหันไปดู กลับไม่มีใคร
มีคำกล่าวว่า...ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน สวรรค์จะมอบ "ไฟสามดวง" ให้มนุษย์ หนึ่งที่กลางศีรษะ สองที่ไหล่ทั้งสองข้าง สามกลางอก ใช้เพื่อป้องกันภูตผีในยามค่ำคืน หากหันกลับไปมองข้างหลังโดยไม่จำเป็น ไฟหนึ่งดวงจะดับ หากดับครบสามดวง...พลังหยางในตัวก็จะลดฮวบลงทันที
ตงจื่อไม่เห็นใคร ก็ไหวหวั่นแล้วเดินต่อไป เมื่อเดินผ่านตรอกซอยแห่งหนึ่ง เขารู้สึกได้ถึงลมเย็นบางพัดผ่านแผ่วเบา
"หืม...ลมพัดเหรอ?"
เขาไม่แน่ใจ แต่ก็ยังเดินต่อไปเรื่อย ๆ ยิ่งเดิน ความรู้สึกประหลาดก็ยิ่งทวีขึ้น จนกระทั่ง...
"ปัง!"
เขารู้สึกเหมือนมีใครมาตบที่ไหล่เขาเข้าให้
"แกจะเอายังไงนักหนา!"
ตงจื่อของขึ้น หันกลับไปพร้อมเหวี่ยงหมัดใส่ แต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น
เขายืนงงอยู่สักพัก ก่อนจะคลายกำหมัด แล้วเดินต่อไป
ทันใดนั้นเอง...
"จ้าวเสี่ยวตง..."
เสียงหนึ่งดังขึ้นแผ่วเบาข้างหลังเขา เป็นเสียงเรียกชื่อเขาโดยตรง นุ่มนวลจนไม่มีแม้แต่เสียงสะท้อน
"ห๊ะ?"
ตงจื่อขานรับโดยอัตโนมัติ ก่อนจะหันกลับไปอีกครั้ง แต่ด้านหลังก็ยังมืดมิดว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงา
เขาจึงเดินต่อไป พึมพำด่าสรรพสิ่งไปตลอดทาง พอถึงบ้าน เขาแทบจะล้มตัวลงนอนทั้งแบบนั้นโดยไม่ล้างเท้าเลยด้วยซ้ำ
กลางดึก...ตอนที่เขาหลับแบบครึ่งหลับครึ่งตื่น เขารู้สึกได้ว่า "มีอะไรเพิ่มเข้ามาในห้อง" แต่จิตใต้สำนึกกลับทำให้เขา "ฝัน" ฝันถึงหญิงสาว...เป็นฝันที่ทำให้เขารู้สึก "เพลิดเพลิน" อย่างยากจะบรรยาย
ทว่า...เช้าวันรุ่งขึ้น เขากลับไม่พบวี่แววของหญิงสาวในฝันนั้นแม้แต่น้อย
สิ่งเดียวที่เขารู้สึก...คือร่างกายที่อ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด
คืนแล้วคืนเล่า...ตงจื่อเริ่มลุกจากเตียงแทบไม่ไหว จนกระทั่งคืนที่ห้า เขาตัดสินใจ "แกล้งหลับ" แล้วหรี่ตามองไปยังหน้าต่าง...
ตรงนั้น มีเงามืดมัวยืนอยู่ด้วยหนึ่งร่าง เป็นเงาของหญิงสาว..รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น น่าสะพรึงแต่เย้ายวน
แต่ตงจื่อกลับตกใจจนได้สติในทันที เพราะประตูบ้านของเขานั้นล็อกจากด้านในทั้งหมด และหน้าต่างก็มีเหล็กดัดป้องกันแน่นหนา เขาไม่ได้หลับลึก ถ้ามีขโมยเข้ามาต้องได้ยินเสียงแน่นอน
แต่ผู้หญิงคนนั้น...กลับปรากฏตัวขึ้นเงียบ ๆ แบบไม่มีแม้แต่เสียงฝีเท้า
ตงจื่อตกใจจนขวัญกระเจิง สะดุ้งตื่นขึ้นมาเต็มตา มือควานไปใต้หมอน หยิบมีดทำครัวที่ซ่อนเอาไว้ขึ้นมาถือไว้แน่น แล้วตะโกนลั่นห้อง:
"แกเป็นใครกันแน่!?"
จากนั้นเขาก็กดเปิดสวิตช์ไฟ และแล้ว...แสงไฟสีขาวแสบตาพุ่งออกมาทันที
ทว่า สิ่งที่ทำให้เขาขนลุกยิ่งกว่าเดิมคือ...หญิงสาวปริศนาคนนั้น หายไปแล้ว!
หลังจากคืนนั้น ตงจื่อไม่กล้าหลับลึกอีกเลย ทุกครั้งที่ปิดไฟ เขาก็จะเห็นผู้หญิงคนนั้นโผล่ออกมา ยืนอยู่ตรงมุมหนึ่งของห้อง มองเขาเงียบ ๆ ไม่พูดไม่จา ไม่เคลื่อนไหวใด ๆ ราวกับรอเวลาอะไรบางอย่าง...
เขาจึงเริ่มออกวิ่งหาเทพเจ้าทุกสาย บูชาทุกศาล สวดทุกบทสวด ห้อยพระยันต์เต็มตัว
แต่ก็...ไร้ผล
หญิงสาวปริศนานั้นยังคงตามติดไม่หยุด และร่างกายของตงจื่อก็อ่อนแอลงเรื่อย ๆ จนแทบเดินไม่ไหว
จนกระทั่งวันนี้ ขณะเขากำลังรีบเดินผ่านตลาดสดอย่างร้อนรน จึงได้ชนเข้ากับไป๋อู๋ฉางโดยบังเอิญ
หลังเล่าจบ ตงจื่อก็ยกถ้วยชาที่เย็นชืดขึ้นดื่มอึกใหญ่ แล้วควักบุหรี่จากอกเสื้อออกมา เป็นบุหรี่ยี่ห้อ "เหอกั๋วเทียนเซี่ย" ชั้นดีระดับหรู
ไป๋อู๋ฉางคลำดูบุหรี่ยี่ห้อ "จิ้งผิ่น" ที่อยู่ในกระเป๋าอย่างรู้สึกขายหน้าเล็กน้อย
ตงจื่อยื่นบุหรี่ให้ไป๋อู๋ฉางกับชิงหมิงคนละมวน แล้วจุดไฟให้พวกเขา อัดควันเข้าเต็มปอด แล้วพูดพลางถอนใจ...
"ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน...เธอก็หาฉันเจอทุกครั้ง"
"เสี่ยวฉาง นาย...ต้องช่วยฉันนะ เราโตมาด้วยกันนะโว้ย ตอนเด็ก ๆ ที่แอบดูผู้หญิงอาบน้ำ ฉันก็เป็นคนเฝ้าต้นทางให้นี่นา แล้วก็ยัง..."
"หุบปาก!!!"
ไป๋อู๋ฉางอมบุหรี่ไว้ในปาก หน้าขึ้นสีแดงด้วยความอับอาย รีบพุ่งตัวเข้าไปเอามืออุดปากตงจื่อไว้ทันที
ไอ้ปากหมาเอ๊ย!
ไป๋อู๋ฉางแค่นเสียง กัดฟันแน่น อยากจะตบปากมันให้หายพูดเสียจริง ๆ!
ชิงหมิงนั่งอยู่บนเก้าอี้มองมาทางไป๋อู๋ฉางด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์ ใบหน้าเรียบนิ่งของเขาเผยรอยยิ้มเจ้าแผนการออกมาชัดเจน...