- หน้าแรก
- ตาซ้ายหยินหยาง
- บทที่ 7 ผีสาวชุดกี่เผ้า
บทที่ 7 ผีสาวชุดกี่เผ้า
บทที่ 7 ผีสาวชุดกี่เผ้า
บทที่7
ผีสาวชุดกี่เผ้านั่น หน้าซีดขาวอย่างกับกระดาษ ปากทาสีแดงสดราวกับเลือด ดวงตาทั้งสองข้างขาวโพลนจนเหมือนตาปลาตาย โปนออกมาไร้ชีวิต แต่กลับไม่มีแม้แต่ม่านตา ทว่า...ไป๋อู๋ฉางกลับรู้สึกชัดเจนว่าเธอกำลังจ้องมาทางเขา
จู่ ๆ เธอก็ยิ้มให้ไป๋อู๋ฉาง รอยยิ้มนั่น...สยองยิ่งนัก! ปากของเธอแสยะกว้างออก จนกล้ามเนื้อข้างปากฉีกขาด เนื้อหนังปริลอกเป็นแผ่น ๆ ร่วงลงจากมุมปากทีละชิ้น เธอค่อย ๆ อ้าปากออก ทว่าไร้เสียงใด ๆ เล็ดลอดออกมา แต่น่าแปลก...กลับมีเสียงของหญิงสาวแปลกหน้าดังขึ้นในหัวไป๋อู๋ฉางอย่างเย็นยะเยือก
“ข้าเห็นเจ้าแล้วนะ...ไปกับข้าเถอะ...”
ทันใดนั้นไป๋อู๋ฉางก็ขนลุกซู่ ความหนาวเย็นจับจิตปกคลุมทั้งร่าง ขาสองข้างของเขากลับไม่ฟังคำสั่งอีกต่อไป มันเริ่มก้าวเดินไปหาเธออย่างควบคุมไม่ได้
เวรล่ะ! จะบ้าหรอ! ฉันไม่รู้จักเธอซะหน่อย! ก่อนหน้านี้เด็กหนุ่มหน้าขาวคนนั้นเพิ่งบอกว่านี่เป็นวิญญาณร้าย ไป๋อู๋ฉางตกใจจนขาอ่อนแทบทรุด แต่ตอนนี้เขากลับเดินไปหาเธออย่างไม่อาจขัดขืน ไป๋อู๋ฉางคิดจริง ๆ ว่าอยากจะตัดขาทิ้งเสียเดี๋ยวนี้ให้รู้แล้วรู้รอด
กำลังจะยกมือขึ้นสวดอ้อนวอนพระยูไล หรือแม้แต่เจ้าแม่กวนอิม…
“เพี๊ยะ!”
ทันใดนั้น เขารู้สึกเจ็บที่เอวอย่างรุนแรง ความเจ็บนั่นจุดประกายความโกรธจนลุกโชน ไป๋อู๋ฉางหันหลังกลับไปด่าเสียงลั่นไม่ยั้งปาก โดยไม่ทันได้ดูว่าใครเป็นคนทำ
ทั่วทั้งบริเวณเงียบกริบในพริบตา ทุกคนมองไป๋อู๋ฉางราวกับเขาเป็นตัวประหลาด ไป๋อู๋ฉางรู้สึกอับอายจนอยากมุดหายลงดิน
พอหันไปดูดี ๆ ก็เห็นว่าเป็นเจ้าหนุ่มคนนั้น หน้าตายังซีดขาวเหมือนเดิม มือยังไม่ทันลดลงด้วยซ้ำ ไป๋อู๋ฉางก็เข้าใจทันทีหมอนี่หยิกเขาเพื่อเรียกสติ ไป๋อู๋ฉางถึงได้หลุดจากมนต์สะกดนั่นกลับมาได้
แม้จะรู้ว่าหมอนี่ช่วยชีวิตเขาไว้จากวิญญาณผีสาว แต่ไป๋อู๋ฉางก็ยังโกรธอยู่ดี! ทำเขาเสียหน้าขนาดนี้ แถมยังทำหน้าราวกับไม่เกี่ยวข้องอะไรอีก! ไป๋อู๋ฉางยิ่งมองยิ่งหงุดหงิด
พอหันกลับไปอีกที วิญญาณผีสาวชุดกี่เผ้านั่นก็หายไปแล้ว และในตอนนั้นเอง พี่สาวของไป๋อู๋ฉางกับคนอื่น ๆ ก็ออกมาจากศาลาบำเพ็ญกุศลพอดี
ดูท่าแล้ว หมอนั่นนี่แหละที่หยิกเรียกสติเขากลับมาจากขอบเหวนรก แต่ตอนนี้พวกพี่ ๆ ออกมากันหมดแล้ว ไป๋อู๋ฉางเลยไม่มีเวลามาสนใจหมอนั่นอีก ไป๋อู๋ฉางจึงได้แต่ส่งสายตาเขม็งใส่เขาทีหนึ่ง แล้วก็เดินไปหาพี่สาวทันที
พี่สาวของไป๋อู๋ฉาง แก่กว่าเขาสองปี น่าจะอายุราว ๆ ยี่สิบสอง หน้าตายังดูดี ผิวพรรณผ่องใส แต่รูปร่างก็ผอมลงไปมากจนเบ้าตาลึกโบ๋เข้าไปหมด
เธอคลุมผ้าขาวไว้ทั่วร่าง แขนขวาพันไว้ด้วยเชือกปอ นี่ล่ะที่เขาเรียกว่า "ใส่ชุดไว้ทุกข์ คลุมปอพันเถาวัลย์"
“เสี่ยวฉาง เธอก็มาเหรอ...”
พี่สาวฝืนยิ้มบาง ๆ ไป๋อู๋ฉางพยักหน้ารับก่อนจะเข้าไปพยุงเธอไว้
ไม่นานนัก บรรดาลุง ๆ ป้า ๆ กับเหล่าญาติผู้ใหญ่ก็ทยอยกันออกมา ไป๋อู๋ฉางทักทายพวกเขาอย่างสุภาพ แล้วก็หาที่นั่งลง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นว่า
“ได้ยินพี่เฉียงจื่อเล่าว่า ลุงเล็กโดนคุณไสยเล่นงานงั้นเหรอ?”
พอได้ยินดังนั้น พี่สาวก็รีบหันซ้ายแลขวา ก่อนจะโน้มตัวมากระซิบที่ข้างหูอย่างลับ ๆ
“อืม ใช่เลย พ่อพี่ถูกเล่นงานแบบไม่ทันตั้งตัว โชคดีที่ลุงใหญ่รีบไปตามนักพรตมา
เขียนยันต์ผสมน้ำให้ดื่มไปแล้ว เดี๋ยวก็หาย”
ไป๋อู๋ฉางพยักหน้า สมัยก่อนในหมู่บ้านก็เคยมีเรื่องแบบนี้ นักพรตเขียนยันต์ให้ดื่ม น้ำมนต์ขับไล่ก็ใช้ได้ผล
จากนั้นไป๋อู๋ฉางก็คุยเรื่องอื่นกับพี่สาวพลางมองไปรอบ ๆ แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นเจ้าหนุ่มหน้าขาวคนนั้นจ้องมาทางไป๋อู๋ฉางไม่ละสายตา
ไป๋อู๋ฉางชะงักไปนิด ก่อนจะหันไปถามพี่สาวว่า “พี่ พี่สาว...หมอนั่นเป็นใครเหรอ?”
พี่สาวมองไปทางนั้นบ้าง ก่อนจะเผยรอยยิ้มจาง ๆ
“อ้อ หมอนั่นน่ะเหรอ? เขาคือครูคนใหม่ของโรงเรียนที่เฉียงจื่อเพิ่งเปิดนะ เป็นครูสอนภาษาจีน ชื่อว่าชิงหมิง เป็นเด็กจบใหม่เหมือนกับเธอเลยล่ะ อ้อ! แล้วเฉียงจื่อก็พูดไว้แล้วว่าจะให้เธอไปทำงานที่โรงเรียนนั่นด้วยนะ ทุกอย่างจัดการไว้เรียบร้อยแล้ว หมอนี่แหละ...ว่าที่เพื่อนร่วมงานของเธอ เอ๊ะ? ทำไมล่ะ...พวกเธอเคยเจอกันมาก่อนหรือ?”
“จะให้ผมเป็นเพื่อนร่วมงานกับเขา? ไม่ได้! ผมต้องไปพูดกับพี่เฉียงจื่อ!”
ไป๋อู๋ฉางเริ่มสับสนไปหมด จะให้เขาไปทำงานกับเจ้าหน้านิ่งนี่เนี่ยนะ? ต้องมานั่งเห็นหน้าน้ำแข็งแบบนี้ทุกวัน รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กที่ทำผิดอยู่ตลอดเวลา เขาไม่เอาด้วยหรอก!
“โน่นไง มาแล้วไม่ใช่เหรอ”
พี่สาวชี้ให้ไป๋อู๋ฉางมองไปทางหนึ่ง จริงดังคำเธอ เฉียงจื่อกลับมาพร้อมกับลุงใหญ่ และยังมีชายชราแต่งตัวธรรมดาแต่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความทุกข์ตามใบหน้าเดินตามมาด้วย
ชายชราคนนั้นดูท่าแล้วคงเป็น “นักพรต” ที่ว่ากันนั่นเอง เขาสะพายกระเป๋าผ้าใบสีเขียวทหารใบหนึ่งแล้วเดินตามลุงใหญ่เข้าไปยังศาลาบำเพ็ญกุศล ส่วนเฉียงจื่อเองก็ยกสัมภาระของไป๋อู๋ฉางเดินมาทางเขา ขณะเดียวกัน เจ้าหนุ่มชิงหมิงก็ก้าวขึ้นยืน เดินเข้าไปพูดคุยกับเฉียงจื่อ และยังชำเลืองมาทางไป๋อู๋ฉางหนหนึ่ง เฉียงจื่อพยักหน้า ก่อนที่ทั้งสองจะพากันเดินตรงมาทางไป๋อู๋ฉาง
“กินข้าวรึยัง เสี่ยวฉาง?”
เฉียงจื่อนั่งลงแล้วยิ้มทักทายอย่างอารมณ์ดี ส่วนเจ้าหมอนั่น"ชิงหมิง"ก็ไม่พูดพร่ำอะไร นั่งลงข้าง
ไป๋อู๋ฉางทันที จากนั้นก็หยิบซองบุหรี่ออกมาแบ่งให้ไป๋อู๋ฉางกับเฉียงจื่อ
เป็นบุหรี่ยี่ห้อ “จงฮวา” เสียด้วย! เจ้าหมอนี่ดูไม่ออกเลยว่าเป็นคนรวยถึงขนาดนี้ ครูสอนภาษาจีนระดับมัธยมต้นที่เพิ่งจบใหม่คนหนึ่ง จะมีปัญญาซื้อจงฮวาสูบได้ยังไง? ไป๋อู๋ฉางหัวเราะเยาะในใจอ้อ เป็นพวกลูกคุณหนูนี่เอง
แต่ชิงหมิงดูท่าจะไม่รู้ว่าไป๋อู๋ฉางคิดอะไรอยู่ กลับนั่งเหม่อมองไปที่ศาลาบำเพ็ญกุศลเหมือนจะคิดอะไรบางอย่าง
“ยังไม่ได้กินเลย”
ไป๋อู๋ฉางรับบุหรี่มาแล้วตอบกลับไป
“ดีเลย งั้นโต๊ะนี้ก็กินกันพอดี คนครบละ นี่นะ
ชิงหมิง ต่อไปก็เป็นเพื่อนร่วมงานของนาย แล้วก็
รูมเมทด้วย พี่ช่วงนี้ยุ่ง ๆ ถ้านายมีอะไรไม่เข้าใจ ก็ถามเขาได้เข้าใจนะ”
เฉียงจื่อวางกระเป๋าลงข้างตัว พลางลูบมือตัวเองไปมาแล้วกล่าวต่อ
ไป๋อู๋ฉางจ้องมองชิงหมิงอยู่ครู่หนึ่ง อยู่ ๆ เขาก็หันขวับมามองไป๋อู๋ฉาง ดวงตาเย็นชานั่นเหมือนน้ำแข็งยังไงยังงั้น คำพูดที่ไป๋อู๋ฉางเตรียมไว้จะพูดกับเขาเลยหายวับไปจากหัวสิ้น
ไป๋อู๋ฉางตอบกลับไปอย่างตะกุกตะกักว่า: “ฉัน..ชื่อ...ไป๋...ไป๋อู๋ฉาง...”
ไป๋อู๋ฉางรู้สึกเกลียดชื่อนี้จริง ๆ! เขาสาบาน!
ชิงหมิงพยักหน้า แต่กลับไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เหมือนคนอื่นที่มักจะหัวเราะเยาะเมื่อได้ยินชื่อนี้ของ
ไป๋อู๋ฉาง ตรงกันข้าม เขากลับยื่นมือออกมาแล้วพูดว่า
“ยินดีที่ได้รู้จัก ฉันชื่อชิงหมิง”
ไป๋อู๋ฉางเอื้อมมือไปจับกับเขา พลันรู้สึกว่าอุณหภูมิในมือเขาสูงผิดปกติ ราวกับกำลังจับก้อนไฟยังไงยังงั้น ไป๋อู๋ฉางตกใจจนต้องรีบชักมือกลับมา
เจ้าหมอนี่...จะว่าไปแล้ว อาจจะเป็นพวกนอกเย็นในร้อน แบบเก็บความรู้สึกเก่ง? ไป๋อู๋ฉางเริ่มสงสัยในตัวเขา
จากนั้นก็เริ่มเสิร์ฟอาหาร อาหารบนโต๊ะนั้นจัดเต็มสุด ๆ ไม่แปลกใจเลยที่ชาวบ้านแห่มากินเลี้ยงงานศพกันขนาดนี้ เฉียงจื่อกับพี่สาวก็ไม่หยุดตักกับข้าวใส่ถ้วยไป๋อู๋ฉาง จนเขายังไม่ทันได้กินข้าวในชามก็พูนเป็นภูเขาเล็ก ๆ ไปแล้ว
หลังอาหาร แต่ละคนก็แยกย้ายกันไปทำธุระของตัวเอง ไป๋อู๋ฉางอิ่มท้องจนแน่น เลยเดินเล่นไปเรื่อย จนเข้าไปถึงในศาลาบำเพ็ญกุศล
ภาพหน้าศพจิ้วไว่กงตั้งอยู่บนโต๊ะสี่เหลี่ยม ตัวท่านยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ ดูมีชีวิตชีวา ไม่มีอะไรน่ากลัวเลยแม้แต่น้อย แต่อีกอย่างที่แปลกใจคือในศาลาบำเพ็ญกุศลนี่กลับไม่มีโลงศพ!
ทันใดนั้น ไป๋อู๋ฉางก็ได้ยินเสียงร้องโอดโอย ดังมาจากห้องข้าง ๆ เดินตามเสียงไปดู ปรากฏว่าคือลุงเล็กนอนอยู่บนเตียง หน้าท้องของเขาโป่งพองราวกับหญิงตั้งครรภ์สิบเดือน กำลังบิดตัวร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด
รอบ ๆ มีญาติพี่น้องยืนล้อมอยู่เต็มไปหมด
ส่วนนักพรต ยืนอยู่ข้าง ๆ ถือชามกระเบื้องใบหนึ่ง ในนั้นบรรจุน้ำใสประมาณค่อนถ้วย มืออีกข้างถือกระดาษทองแผ่นหนึ่ง ที่วาดด้วยหมึกแดงเป็นอักขระแปลกประหลาด
จากนั้น นักพรตก็เริ่มพับกระดาษเป็นรูปมีด หยิบขึ้นมาพนมไว้ แล้วเริ่มบริกรรมคาถาเสียงเบา ๆ ไม่ขาดตอน...
“ดูท่าทีลุงเล็กนายคงจะโดนคุณไสยจากดินเข้าไป แล้วไม่ได้แก้ออก ถึงได้เกิดอาการท้องบวมขึ้นมา ฉันจะดูหน่อยว่านักพรตคนนั้นจะแก้ยังไงได้บ้าง”
เสียงเย็นยะเยือกเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหูไป๋อู๋ฉางอย่างกะทันหัน
“นายมาทำอะไรที่นี่ นายยังรู้เรื่องพวกนี้ด้วยหรือ?”
ไป๋อู๋ฉางถามกลับไปอย่างสงสัย
“ไม่คิดว่านายก็มาเหมือนกัน โดนผีสาวตามติดขนาดนั้น ยังมีอารมณ์มาดูวิธีแก้คุณไสยอีกนะ”
ชิงหมิงแค่นหัวเราะเย็น กล่าวตอบอย่างประชดประชัน
“ก็ไม่เห็นน่ากลัวอะไรขนาดนั้นนี่นา เธอหายไปแล้วไม่ใช่เหรอ?”
ไป๋อู๋ฉางยักไหล่ พูดเหมือนไม่ใส่ใจ
“หายไป? พูดเหมือนมันง่ายนัก ต้องขอบใจนายล่ะที่ทำให้ฉันเองก็เห็นผีสาวนั่นด้วย ฉันไม่คิดหรอกว่าเธอจะหายไป เธอนั้นจะปรากฏตัวในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความเศร้าสลดเท่านั้น ตอนนี้เวลาอาจยังไม่ถึง แต่คืนนี้ตอนงานร้องไห้ส่งวิญญาณ นายได้เจอดีแน่”
ชิงหมิงยิ้มบาง ๆ ขึ้นมา รอยยิ้มนั้นเย็นเยียบเสียจนทำเอาไป๋อู๋ฉางขนลุกซู่ในทันที