เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 ผีสาวชุดกี่เผ้า

บทที่ 7 ผีสาวชุดกี่เผ้า

บทที่ 7 ผีสาวชุดกี่เผ้า


บทที่7

ผีสาวชุดกี่เผ้านั่น หน้าซีดขาวอย่างกับกระดาษ ปากทาสีแดงสดราวกับเลือด ดวงตาทั้งสองข้างขาวโพลนจนเหมือนตาปลาตาย โปนออกมาไร้ชีวิต แต่กลับไม่มีแม้แต่ม่านตา ทว่า...ไป๋อู๋ฉางกลับรู้สึกชัดเจนว่าเธอกำลังจ้องมาทางเขา

จู่ ๆ เธอก็ยิ้มให้ไป๋อู๋ฉาง รอยยิ้มนั่น...สยองยิ่งนัก! ปากของเธอแสยะกว้างออก จนกล้ามเนื้อข้างปากฉีกขาด เนื้อหนังปริลอกเป็นแผ่น ๆ ร่วงลงจากมุมปากทีละชิ้น เธอค่อย ๆ อ้าปากออก ทว่าไร้เสียงใด ๆ เล็ดลอดออกมา แต่น่าแปลก...กลับมีเสียงของหญิงสาวแปลกหน้าดังขึ้นในหัวไป๋อู๋ฉางอย่างเย็นยะเยือก

“ข้าเห็นเจ้าแล้วนะ...ไปกับข้าเถอะ...”

ทันใดนั้นไป๋อู๋ฉางก็ขนลุกซู่ ความหนาวเย็นจับจิตปกคลุมทั้งร่าง ขาสองข้างของเขากลับไม่ฟังคำสั่งอีกต่อไป มันเริ่มก้าวเดินไปหาเธออย่างควบคุมไม่ได้

เวรล่ะ! จะบ้าหรอ! ฉันไม่รู้จักเธอซะหน่อย! ก่อนหน้านี้เด็กหนุ่มหน้าขาวคนนั้นเพิ่งบอกว่านี่เป็นวิญญาณร้าย ไป๋อู๋ฉางตกใจจนขาอ่อนแทบทรุด แต่ตอนนี้เขากลับเดินไปหาเธออย่างไม่อาจขัดขืน ไป๋อู๋ฉางคิดจริง ๆ ว่าอยากจะตัดขาทิ้งเสียเดี๋ยวนี้ให้รู้แล้วรู้รอด

กำลังจะยกมือขึ้นสวดอ้อนวอนพระยูไล หรือแม้แต่เจ้าแม่กวนอิม…

“เพี๊ยะ!”

ทันใดนั้น เขารู้สึกเจ็บที่เอวอย่างรุนแรง ความเจ็บนั่นจุดประกายความโกรธจนลุกโชน ไป๋อู๋ฉางหันหลังกลับไปด่าเสียงลั่นไม่ยั้งปาก โดยไม่ทันได้ดูว่าใครเป็นคนทำ

ทั่วทั้งบริเวณเงียบกริบในพริบตา ทุกคนมองไป๋อู๋ฉางราวกับเขาเป็นตัวประหลาด ไป๋อู๋ฉางรู้สึกอับอายจนอยากมุดหายลงดิน

พอหันไปดูดี ๆ ก็เห็นว่าเป็นเจ้าหนุ่มคนนั้น หน้าตายังซีดขาวเหมือนเดิม มือยังไม่ทันลดลงด้วยซ้ำ ไป๋อู๋ฉางก็เข้าใจทันทีหมอนี่หยิกเขาเพื่อเรียกสติ ไป๋อู๋ฉางถึงได้หลุดจากมนต์สะกดนั่นกลับมาได้

แม้จะรู้ว่าหมอนี่ช่วยชีวิตเขาไว้จากวิญญาณผีสาว แต่ไป๋อู๋ฉางก็ยังโกรธอยู่ดี! ทำเขาเสียหน้าขนาดนี้ แถมยังทำหน้าราวกับไม่เกี่ยวข้องอะไรอีก! ไป๋อู๋ฉางยิ่งมองยิ่งหงุดหงิด

พอหันกลับไปอีกที วิญญาณผีสาวชุดกี่เผ้านั่นก็หายไปแล้ว และในตอนนั้นเอง พี่สาวของไป๋อู๋ฉางกับคนอื่น ๆ ก็ออกมาจากศาลาบำเพ็ญกุศลพอดี

ดูท่าแล้ว หมอนั่นนี่แหละที่หยิกเรียกสติเขากลับมาจากขอบเหวนรก แต่ตอนนี้พวกพี่ ๆ ออกมากันหมดแล้ว ไป๋อู๋ฉางเลยไม่มีเวลามาสนใจหมอนั่นอีก ไป๋อู๋ฉางจึงได้แต่ส่งสายตาเขม็งใส่เขาทีหนึ่ง แล้วก็เดินไปหาพี่สาวทันที

พี่สาวของไป๋อู๋ฉาง แก่กว่าเขาสองปี น่าจะอายุราว ๆ ยี่สิบสอง หน้าตายังดูดี ผิวพรรณผ่องใส แต่รูปร่างก็ผอมลงไปมากจนเบ้าตาลึกโบ๋เข้าไปหมด

เธอคลุมผ้าขาวไว้ทั่วร่าง แขนขวาพันไว้ด้วยเชือกปอ นี่ล่ะที่เขาเรียกว่า "ใส่ชุดไว้ทุกข์ คลุมปอพันเถาวัลย์"

“เสี่ยวฉาง เธอก็มาเหรอ...”

พี่สาวฝืนยิ้มบาง ๆ ไป๋อู๋ฉางพยักหน้ารับก่อนจะเข้าไปพยุงเธอไว้

ไม่นานนัก บรรดาลุง ๆ ป้า ๆ กับเหล่าญาติผู้ใหญ่ก็ทยอยกันออกมา ไป๋อู๋ฉางทักทายพวกเขาอย่างสุภาพ แล้วก็หาที่นั่งลง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นว่า

“ได้ยินพี่เฉียงจื่อเล่าว่า ลุงเล็กโดนคุณไสยเล่นงานงั้นเหรอ?”

พอได้ยินดังนั้น พี่สาวก็รีบหันซ้ายแลขวา ก่อนจะโน้มตัวมากระซิบที่ข้างหูอย่างลับ ๆ

“อืม ใช่เลย พ่อพี่ถูกเล่นงานแบบไม่ทันตั้งตัว โชคดีที่ลุงใหญ่รีบไปตามนักพรตมา

เขียนยันต์ผสมน้ำให้ดื่มไปแล้ว เดี๋ยวก็หาย”

ไป๋อู๋ฉางพยักหน้า สมัยก่อนในหมู่บ้านก็เคยมีเรื่องแบบนี้ นักพรตเขียนยันต์ให้ดื่ม น้ำมนต์ขับไล่ก็ใช้ได้ผล

จากนั้นไป๋อู๋ฉางก็คุยเรื่องอื่นกับพี่สาวพลางมองไปรอบ ๆ แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นเจ้าหนุ่มหน้าขาวคนนั้นจ้องมาทางไป๋อู๋ฉางไม่ละสายตา

ไป๋อู๋ฉางชะงักไปนิด ก่อนจะหันไปถามพี่สาวว่า “พี่ พี่สาว...หมอนั่นเป็นใครเหรอ?”

พี่สาวมองไปทางนั้นบ้าง ก่อนจะเผยรอยยิ้มจาง ๆ

“อ้อ หมอนั่นน่ะเหรอ? เขาคือครูคนใหม่ของโรงเรียนที่เฉียงจื่อเพิ่งเปิดนะ เป็นครูสอนภาษาจีน ชื่อว่าชิงหมิง เป็นเด็กจบใหม่เหมือนกับเธอเลยล่ะ อ้อ! แล้วเฉียงจื่อก็พูดไว้แล้วว่าจะให้เธอไปทำงานที่โรงเรียนนั่นด้วยนะ ทุกอย่างจัดการไว้เรียบร้อยแล้ว หมอนี่แหละ...ว่าที่เพื่อนร่วมงานของเธอ เอ๊ะ? ทำไมล่ะ...พวกเธอเคยเจอกันมาก่อนหรือ?”

“จะให้ผมเป็นเพื่อนร่วมงานกับเขา? ไม่ได้! ผมต้องไปพูดกับพี่เฉียงจื่อ!”

ไป๋อู๋ฉางเริ่มสับสนไปหมด จะให้เขาไปทำงานกับเจ้าหน้านิ่งนี่เนี่ยนะ? ต้องมานั่งเห็นหน้าน้ำแข็งแบบนี้ทุกวัน รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กที่ทำผิดอยู่ตลอดเวลา เขาไม่เอาด้วยหรอก!

“โน่นไง มาแล้วไม่ใช่เหรอ”

พี่สาวชี้ให้ไป๋อู๋ฉางมองไปทางหนึ่ง จริงดังคำเธอ เฉียงจื่อกลับมาพร้อมกับลุงใหญ่ และยังมีชายชราแต่งตัวธรรมดาแต่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความทุกข์ตามใบหน้าเดินตามมาด้วย

ชายชราคนนั้นดูท่าแล้วคงเป็น “นักพรต” ที่ว่ากันนั่นเอง เขาสะพายกระเป๋าผ้าใบสีเขียวทหารใบหนึ่งแล้วเดินตามลุงใหญ่เข้าไปยังศาลาบำเพ็ญกุศล ส่วนเฉียงจื่อเองก็ยกสัมภาระของไป๋อู๋ฉางเดินมาทางเขา ขณะเดียวกัน เจ้าหนุ่มชิงหมิงก็ก้าวขึ้นยืน เดินเข้าไปพูดคุยกับเฉียงจื่อ และยังชำเลืองมาทางไป๋อู๋ฉางหนหนึ่ง เฉียงจื่อพยักหน้า ก่อนที่ทั้งสองจะพากันเดินตรงมาทางไป๋อู๋ฉาง

“กินข้าวรึยัง เสี่ยวฉาง?”

เฉียงจื่อนั่งลงแล้วยิ้มทักทายอย่างอารมณ์ดี ส่วนเจ้าหมอนั่น"ชิงหมิง"ก็ไม่พูดพร่ำอะไร นั่งลงข้าง

ไป๋อู๋ฉางทันที จากนั้นก็หยิบซองบุหรี่ออกมาแบ่งให้ไป๋อู๋ฉางกับเฉียงจื่อ

เป็นบุหรี่ยี่ห้อ “จงฮวา” เสียด้วย! เจ้าหมอนี่ดูไม่ออกเลยว่าเป็นคนรวยถึงขนาดนี้ ครูสอนภาษาจีนระดับมัธยมต้นที่เพิ่งจบใหม่คนหนึ่ง จะมีปัญญาซื้อจงฮวาสูบได้ยังไง? ไป๋อู๋ฉางหัวเราะเยาะในใจอ้อ เป็นพวกลูกคุณหนูนี่เอง

แต่ชิงหมิงดูท่าจะไม่รู้ว่าไป๋อู๋ฉางคิดอะไรอยู่ กลับนั่งเหม่อมองไปที่ศาลาบำเพ็ญกุศลเหมือนจะคิดอะไรบางอย่าง

“ยังไม่ได้กินเลย”

ไป๋อู๋ฉางรับบุหรี่มาแล้วตอบกลับไป

“ดีเลย งั้นโต๊ะนี้ก็กินกันพอดี คนครบละ นี่นะ

ชิงหมิง ต่อไปก็เป็นเพื่อนร่วมงานของนาย แล้วก็

รูมเมทด้วย พี่ช่วงนี้ยุ่ง ๆ ถ้านายมีอะไรไม่เข้าใจ ก็ถามเขาได้เข้าใจนะ”

เฉียงจื่อวางกระเป๋าลงข้างตัว พลางลูบมือตัวเองไปมาแล้วกล่าวต่อ

ไป๋อู๋ฉางจ้องมองชิงหมิงอยู่ครู่หนึ่ง อยู่ ๆ เขาก็หันขวับมามองไป๋อู๋ฉาง ดวงตาเย็นชานั่นเหมือนน้ำแข็งยังไงยังงั้น คำพูดที่ไป๋อู๋ฉางเตรียมไว้จะพูดกับเขาเลยหายวับไปจากหัวสิ้น

ไป๋อู๋ฉางตอบกลับไปอย่างตะกุกตะกักว่า: “ฉัน..ชื่อ...ไป๋...ไป๋อู๋ฉาง...”

ไป๋อู๋ฉางรู้สึกเกลียดชื่อนี้จริง ๆ! เขาสาบาน!

ชิงหมิงพยักหน้า แต่กลับไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เหมือนคนอื่นที่มักจะหัวเราะเยาะเมื่อได้ยินชื่อนี้ของ

ไป๋อู๋ฉาง ตรงกันข้าม เขากลับยื่นมือออกมาแล้วพูดว่า

“ยินดีที่ได้รู้จัก ฉันชื่อชิงหมิง”

ไป๋อู๋ฉางเอื้อมมือไปจับกับเขา พลันรู้สึกว่าอุณหภูมิในมือเขาสูงผิดปกติ ราวกับกำลังจับก้อนไฟยังไงยังงั้น ไป๋อู๋ฉางตกใจจนต้องรีบชักมือกลับมา

เจ้าหมอนี่...จะว่าไปแล้ว อาจจะเป็นพวกนอกเย็นในร้อน แบบเก็บความรู้สึกเก่ง? ไป๋อู๋ฉางเริ่มสงสัยในตัวเขา

จากนั้นก็เริ่มเสิร์ฟอาหาร อาหารบนโต๊ะนั้นจัดเต็มสุด ๆ ไม่แปลกใจเลยที่ชาวบ้านแห่มากินเลี้ยงงานศพกันขนาดนี้ เฉียงจื่อกับพี่สาวก็ไม่หยุดตักกับข้าวใส่ถ้วยไป๋อู๋ฉาง จนเขายังไม่ทันได้กินข้าวในชามก็พูนเป็นภูเขาเล็ก ๆ ไปแล้ว

หลังอาหาร แต่ละคนก็แยกย้ายกันไปทำธุระของตัวเอง ไป๋อู๋ฉางอิ่มท้องจนแน่น เลยเดินเล่นไปเรื่อย จนเข้าไปถึงในศาลาบำเพ็ญกุศล

ภาพหน้าศพจิ้วไว่กงตั้งอยู่บนโต๊ะสี่เหลี่ยม ตัวท่านยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ ดูมีชีวิตชีวา ไม่มีอะไรน่ากลัวเลยแม้แต่น้อย แต่อีกอย่างที่แปลกใจคือในศาลาบำเพ็ญกุศลนี่กลับไม่มีโลงศพ!

ทันใดนั้น ไป๋อู๋ฉางก็ได้ยินเสียงร้องโอดโอย ดังมาจากห้องข้าง ๆ เดินตามเสียงไปดู ปรากฏว่าคือลุงเล็กนอนอยู่บนเตียง หน้าท้องของเขาโป่งพองราวกับหญิงตั้งครรภ์สิบเดือน กำลังบิดตัวร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด

รอบ ๆ มีญาติพี่น้องยืนล้อมอยู่เต็มไปหมด

ส่วนนักพรต ยืนอยู่ข้าง ๆ ถือชามกระเบื้องใบหนึ่ง ในนั้นบรรจุน้ำใสประมาณค่อนถ้วย มืออีกข้างถือกระดาษทองแผ่นหนึ่ง ที่วาดด้วยหมึกแดงเป็นอักขระแปลกประหลาด

จากนั้น นักพรตก็เริ่มพับกระดาษเป็นรูปมีด หยิบขึ้นมาพนมไว้ แล้วเริ่มบริกรรมคาถาเสียงเบา ๆ ไม่ขาดตอน...

“ดูท่าทีลุงเล็กนายคงจะโดนคุณไสยจากดินเข้าไป แล้วไม่ได้แก้ออก ถึงได้เกิดอาการท้องบวมขึ้นมา ฉันจะดูหน่อยว่านักพรตคนนั้นจะแก้ยังไงได้บ้าง”

เสียงเย็นยะเยือกเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหูไป๋อู๋ฉางอย่างกะทันหัน

“นายมาทำอะไรที่นี่ นายยังรู้เรื่องพวกนี้ด้วยหรือ?”

ไป๋อู๋ฉางถามกลับไปอย่างสงสัย

“ไม่คิดว่านายก็มาเหมือนกัน โดนผีสาวตามติดขนาดนั้น ยังมีอารมณ์มาดูวิธีแก้คุณไสยอีกนะ”

ชิงหมิงแค่นหัวเราะเย็น กล่าวตอบอย่างประชดประชัน

“ก็ไม่เห็นน่ากลัวอะไรขนาดนั้นนี่นา เธอหายไปแล้วไม่ใช่เหรอ?”

ไป๋อู๋ฉางยักไหล่ พูดเหมือนไม่ใส่ใจ

“หายไป? พูดเหมือนมันง่ายนัก ต้องขอบใจนายล่ะที่ทำให้ฉันเองก็เห็นผีสาวนั่นด้วย ฉันไม่คิดหรอกว่าเธอจะหายไป เธอนั้นจะปรากฏตัวในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความเศร้าสลดเท่านั้น ตอนนี้เวลาอาจยังไม่ถึง แต่คืนนี้ตอนงานร้องไห้ส่งวิญญาณ นายได้เจอดีแน่”

ชิงหมิงยิ้มบาง ๆ ขึ้นมา รอยยิ้มนั้นเย็นเยียบเสียจนทำเอาไป๋อู๋ฉางขนลุกซู่ในทันที

จบบทที่ บทที่ 7 ผีสาวชุดกี่เผ้า

คัดลอกลิงก์แล้ว