เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17: หนึ่งปีผ่านไป

บทที่ 17: หนึ่งปีผ่านไป

บทที่ 17: หนึ่งปีผ่านไป


ผมเข้าใจแล้วว่าเวลาที่เขาพูดกันว่าเวลาผ่านไปรวดเร็วดั่งลูกธนูมันหมายความว่าอย่างไร

หนึ่งปีผ่านไปในพริบตา

อย่างแรก ในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ ผมได้จัดระเบียบข้อมูลที่เคยดาวน์โหลดมาจากเว็บไซต์ของกรมส่งเสริมการเกษตรชนบทตอนที่จะทำฟาร์ม และปลูกต้นตอรอบๆ เกาะโครอาโทนเพื่อขยายไร่องุ่น

ต้นตอที่ผมกำลังปลูกคือพันธุ์ 101-14

ต้นตอ 101-14 เหมาะสำหรับการปลูกองุ่นในดินร่วนปนทรายที่มีทรายผสมอยู่มาก ทำให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของเกาะโครอาโทน

เดิมทีผมว่าจะใช้พันธุ์เทเลกิแต่ในเมื่อที่นี่คือบ้านเกิดของเจ้าเพลี้ยไฟลอกเซอร่าตัวร้าย ผมเลยใช้พันธุ์ที่มีความต้านทานต่อไฟลอกเซอร่าที่แข็งแกร่งกว่า

แผนของผมคือการตัดกิ่งของต้นตอที่ปลูกไว้นี้เมื่อมันโตขึ้น แล้วนำพันธุ์เซซุยหรือพันธุ์อื่นๆ มาต่อกิ่งด้านบน

มันเป็นกระบวนการที่ยุ่งยาก แต่ถ้าเราไม่ทำเช่นนี้... เอ่อ... เถาองุ่นอาจจะตายเรียบเพราะเพลี้ยไฟลอกเซอร่าได้ เฮ้อ เดิมทีองุ่นพันธุ์ทำไวน์แค่ปักชำก็ขยายพันธุ์ได้แล้วแท้ๆ อย่างไรก็ตาม

มันเป็นแผนระยะยาวเมื่อพิจารณาว่าจะต้องใช้เวลา 2 ปีหลังจากปลูกต้นตอเพื่อให้ต้นไม้เติบโตเต็มที่และออกผล

อย่างไรก็ตาม หลังจากใช้เวลาสองเดือนแรกไปเช่นนั้น พอถึงเดือนมีนาคมและเมษายน ผมก็ยุ่งอยู่กับการหว่านเมล็ด

ไถพรวนดิน... หว่านเมล็ดผักกาดแก้ว, กะหล่ำปลี, ผักกาดขาว, มะเขือเทศ, บีทรูท, ฯลฯ ที่ผมปลูกไว้ในสวน... ปลูกมันฝรั่งฤดูใบไม้ผลิ...

ปลูกซ้ำและหว่านข้าวโพดจำนวนเล็กน้อยเพื่อเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ก่อน แม้ว่ามันจะไม่เหมาะกับดินที่นี่และจะดูดสารอาหารก็ตาม...

ใช่แล้ว ผมจำได้ว่านี่คือช่วงเวลาที่ยุ่งที่สุด

ถึงอย่างนั้น ก็มีเทศกาลอีสเตอร์คั่นอยู่ ผมเลยได้หยุดพักบ้างตอนนั้น

หลังจากงานหนักนั้นสิ้นสุดลง ฤดูใบไม้ผลิก็ค่อยๆ ผ่านไปและฤดูร้อนก็มาถึง แม้ว่าฤดูร้อนของนอร์ทแคโรไลนาจะค่อนข้างร้อนเนื่องจากภูมิอากาศโดยทั่วไปจะอบอุ่นกว่าญี่ปุ่น แต่มันก็พอทนได้

ทำไมน่ะเหรอ?

เพราะมันไม่มีฤดูมรสุมบ้าๆ นั่นไง!

เดิมทีในช่วงฤดูมรสุม คุณต้องพยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อป้องกันดินพังทลาย, ป้องกันพืชผลเน่าเสียจากความชื้น, และยังต้องเติมผลิตภัณฑ์กรดอะมิโนอินทรีย์ให้องุ่นเพื่อส่งเสริมการสังเคราะห์แสง...

อา

นอร์ทแคโรไลนานั้น สด-ใส

ปริมาณน้ำฝนสม่ำเสมอตลอดทั้งปี และฤดูร้อนก็ไม่ได้ชื้นแฉะอย่างน่ากลัวเป็นพิเศษ

พูดอีกอย่างก็คือ ความพยายามที่ต้องใช้ในการทำฟาร์มลดลงไปมากโข มันเลยค่อนข้างสบาย

ราวๆ ช่วงนี้เองที่งานหลักของผมในฐานะชาวไร่องุ่นได้เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง

ประมาณเดือนพฤษภาคมหลังจากดอกบานเต็มที่ ผมจะให้ไชน์มัสแคทรับการบำบัดด้วยจิบเบอเรลลินครั้งแรกเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเมล็ดในองุ่นและช่วยให้ผลเจริญเติบโตได้ดีขึ้น

จากนั้นในช่วงที่ผลขยายตัวครั้งแรก ขณะที่ยังคงรักษาความแข็งแรงของต้นไว้ ผมก็จะให้จิบเบอเรลลินครั้งที่สอง

หลังจากได้รับจิบเบอเรลลินสองครั้งเช่นนี้ ผลไชน์มัสแคทก็จะขยายใหญ่อีกครั้ง และราวๆ ช่วงนี้ผมก็จะห่อถุงเพื่อป้องกันผลไม้จากแมลงศัตรูพืชและโรคต่างๆ

ดังนั้นการใช้เวลาในเดือนกรกฎาคม, สิงหาคม, และกันยายนซึ่งเป็นฤดูร้อนและฤดูเก็บเกี่ยวทำซ้ำสิ่งที่ผมทำเมื่อปีที่แล้วตอนที่หลุดมาที่นี่ ก็เป็นการเสร็จสิ้นการทำฟาร์มองุ่น

คลื่นแห่งสต็อกส่วนเกินระลอกใหม่พัดผ่านเราไป แต่ครั้งนี้เราสามารถจัดการกับปริมาณมหาศาลได้โดยไม่มีปัญหาตั้งแต่แรกด้วยการทำไวน์และดำเนินเศรษฐกิจแบบของขวัญ

ปัญหาเรื่องการทำไวน์นั้นสำคัญมาก ไม่ใช่แค่สำหรับพิธีมิสซาของชาวคริสต์ แต่ไวน์ยังเป็นเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน และไวน์ไชน์มัสแคททำเองก็รสชาติ... อืม...

หมาไม่แดก

ดังนั้นครั้งนี้ผมจึงใส่ใจเป็นพิเศษเมื่อปลูก 'เซซุย' พอผมปลูกองุ่นทำไวน์ ชาวยุโรปก็เริ่มทยอยกันมาดูทีละคน

"องุ่นนี่ดูต่างจากพันธุ์อื่นนะ? ดู... ธรรมดากว่า?"

"มันเป็นพันธุ์ที่เรียกว่า 'น้ำใส' (Clear Water) ครับ ใช้สำหรับทำไวน์"

"น้ำ... ใส?"

"อา! ดั่งที่โมเสสใช้ไม้เท้าตีหินเพื่อให้น้ำใสแก่ชาวอิสราเอล ท่านลอร์ดนีโมก็มอบน้ำใสให้แก่พวกเรา!"

"...อะไรนะครับ?"

ใช่แล้ว ทุกวันนี้เวลาคุยกับพวกเขา บริบทมักจะกระโดดไปโดยที่ผมไม่รู้ตัว

ตัวอย่างเช่น...

"เดี๋ยวนะครับ น้ำใส?"

"นั่นไม่ใช่ตอนที่ชาวอิสราเอลบ่นต่อพระเจ้า แล้วพระองค์จึงประทานน้ำใสให้แล้วสาปแช่งไม่ให้พวกเขาเข้าแผ่นดินคานาอันหรอกรึ?"

"เอ่อ...?"

"พวก... เราต้องทำอะไรผิดต่อท่านลอร์ดนีโมแน่ๆ! ไวน์รสชาติไม่อร่อยไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือหัวใจที่ท่านลอร์ดนีโมอวยพรให้เรา แต่เรากลับเอาแต่บ่น..."

"ไวน์ไชน์มัสแคทก็... อ-อร่อยเหมือนกันค่ะ! ข้าดื่มแค่ไวน์ไชน์มัสแคทก็ได้!"

แบบนี้แหละ

ผมตระหนักได้ช้าไปว่าบรรยากาศเริ่มแปลกๆ จึงวางเครื่องพ่นยาฆ่าแมลงลงแล้วมองดูเอเลนอร์และคนอื่นๆ

"...อะไรนะครับ?"

...คุณเอาจริงดิ? ไวน์ไชน์มัสแคทสมัครเล่นนั่นก็ใช้ได้เหรอ?

"ใช่แล้วค่ะ! เราพอใจกับแค่ไวน์ไชน์มัสแคทแล้ว ไม่ต้องกังวลนะคะ! เราไม่ต้องการองุ่น 'น้ำใส' นี่..."

"เอามือคุณออกไป ถ้าองุ่นเสียหาย จะไม่มีไวน์อีกแล้ว"

"..."

"..."

ผมไม่พอใจ

มีคนมากมายที่สามารถทำไวน์ไชน์มัสแคทอร่อยๆ ได้

แต่ผมไม่ใช่หนึ่งในนั้น

อย่างไรก็ตาม

แน่นอนว่าผมไม่สามารถมุ่งความสนใจไปที่องุ่นเพียงอย่างเดียวได้ในเมื่อต้องเลี้ยงดูประชากรที่เพิ่มขึ้นหลายเท่า

ขณะที่ดูแลและเก็บเกี่ยวองุ่น ผมก็ดำเนินการปลูกผักกาดแก้ว, กะหล่ำปลี, และผักกาดขาวซ้ำสองรอบ มันเป็นงานแค่การกำหนดวันเพื่อไม่ให้น้ำค้างแข็งครั้งแรกมาทับซ้อนกับฤดูเก็บเกี่ยว

ขณะที่ชาวบ้านทุกคนดูแลสวนของตนเช่นนั้น ผมก็เก็บเกี่ยวข้าวโพดจำนวนเล็กน้อยที่ปลูกไว้และเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นไว้ในห้องเย็น

ขณะที่จัดการหัวพันธุ์มันฝรั่งเพื่อใช้ในฤดูใบไม้ร่วงและสอนซ้ำให้กับผู้ที่ล้มเหลวในการปลูกมันฝรั่งฤดูใบไม้ผลิเพราะพวกเขาไม่คุ้นเคย

ขณะที่จัดการเรื่องธุรการต่างๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วหมู่บ้าน ผมก็... อืม...

"เอ่อๆๆ เดี๋ยวก่อน อย่ากินใบมันฝรั่ง!"

"ไม่นะ! เจ้าโยนมันทิ้งเพราะมันดูเหมือนก้อนดินสกปรกงั้นรึ? นั่นมันผลมันฝรั่งนะ!"

"เฮ้อ มาดูกะหล่ำปลีก่อน ปุ๋ย... อืม... คุณยังไม่ได้ใส่เลยเหรอ?"

...ผมรู้สึกเหมือนเป็นผู้ใหญ่บ้าน

คนยุคใหม่ไม่ควรจะสอนคนยุคก่อนสมัยใหม่ทำฟาร์มเหรอเวลาถูกส่งมาต่างโลก?

ทำไมผมต้องมาสอนพวกเขาด้วย?

ทำไมเวลาเกิดความขัดแย้งพวกเขาถึงมาหาผมให้ไกล่เกลี่ย?

คุณเป็นคนสเปน ก็ไปหาผู้บัญชาการของคุณบิเซนเตสิ

ผมเคยคิดว่าคน 300 คนไม่เยอะเท่าไหร่ แต่กับการสอนทำฟาร์มให้คน 300 คนนั้น, การเป็นล่ามให้คนที่สื่อสารกันไม่ได้, การจัดการสิ่งอำวยความสะดวกสาธารณะ, มีสิบร่างก็ไม่พอ

แถมในเมื่อผมเป็นคนเดียวที่สามารถจัดการอุปกรณ์ต่างๆ ได้ ผมจึงรับผิดชอบทั้งการตัดหญ้าด้วยเครื่องตัดหญ้า, การนำรถขุดไปยังสถานที่ก่อสร้าง, และการจัดการกับพื้นที่ที่ยากลำบากด้วยรถไถพรวน

ผมดึงเอเลนอร์มาช่วยแบ่งเบาภาระงานธุรการทุกชนิด แต่เอเลนอร์ก็ล้มป่วยและผมก็ล้มป่วยด้วย

หลังจากผ่านความยากลำบากและอุปสรรคเช่นนั้น เราก็สามารถผ่านไปได้อีกหนึ่งปี ครั้งนี้เรามีคริสต์มาสที่เหมาะสม และสามารถต้อนรับวันแรกของปีใหม่อย่างปลอดภัย

จำนวนคนที่ร่วมแบ่งปันอารมณ์นั้นเพิ่มขึ้นจากประมาณ 30 คนเป็นประมาณ 300 คน

ไม่ว่าจะเป็นชาวสเปน, อังกฤษ, หรืออัลกอนควิน พวกเขาทั้งหมดจัดงานเลี้ยงฉลองพลางร้องเพลงที่ฟังดูมีเหตุผลบ้างไม่มีบ้าง ราวกับว่าความผูกพันได้ก่อตัวขึ้นขณะที่อาศัยอยู่ด้วยกันมาหนึ่งปี

ดังนั้น

ปี ค.ศ. 1590 ก็เริ่มต้นขึ้น

==

บรื๊น บรื๊น

ครืด ครืด ครืด

"โฮ่ง โฮ่..."

"เอ่อ มันจะดีแน่หรือคะที่ข้าบังอาจมานั่งในสถานที่เช่นนี้?"

"ทำไมมันจะไม่ดีล่ะ เอเลนอร์? ไม่ต้องกังวลแล้วคาดเข็มขัดนิรภัยก่อน"

"อ๊ะ... ค่ะ!"

ขณะที่ผมขับรถไฮเจ็ทมือสองไปรอบๆ เอเลนอร์ก็มองไปรอบๆ อย่างอยากรู้อยากเห็น พอมาคิดดูแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่ผมให้ใครนั่งรถมาด้วยตั้งแต่ถูกส่งมาต่างโลก

ผมแทบจะไม่ได้ใช้ไฮเจ็ทอย่างถูกต้องเลยมาระยะหนึ่งแล้ว

เดิมทีไฮเจ็ทเป็นรถยนต์ประเภทที่มีความปลอดภัยต่ำอย่างน่ากลัว และด้วยจุดศูนย์ถ่วงที่สูง ตัวรถสามารถแกว่งและถึงกับพลิกคว่ำได้เพียงแค่ลมพัดมาจากด้านข้าง

ดังนั้น มันจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะขับไปมาในโครอาโทนศตวรรษที่ 16 ที่ไม่มีแม้แต่ถนน มีแต่บึงกับป่า

วรื๊นนนน!

"บิเซนเต... ทำงานหนักมาก"

"แน่นอนอยู่แล้วขอรับ เขาจัดการมันเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ไม่ได้หลับไม่ได้นอน"

เช่นนี้เอง จนกระทั่งถนนถูกสร้างขึ้น

มันถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร?

พวกสเปนโต้แย้งอย่างแข็งขันว่าในเมื่อเรามีเรือ เราก็ต้องการท่าเรือ และในเมื่อเรามีท่าเรือ เราก็ต้องการถนนที่เชื่อมต่อไปยังท่าเรือ

มันคือถนนที่สร้างขึ้นโดยการบดซีเมนต์, ทราย, และแรงงานนับไม่ถ้วน แน่นอนว่ามันอยู่ในระดับที่น่าสยดสยองแม้จะเทียบกับถนนลูกรังที่ถูกทิ้งร้างในศตวรรษที่ 21 ก็ตาม แต่ในระดับนี้ไฮเจ็ทก็ไม่น่าจะต้องกังวลเรื่องการพลิกคว่ำ...

ปึ้ก!

"กรี๊ดด!"

"...ไม่เป็นไรหรอกครับ"

"จ-จริงหรือคะ?"

"...น่าจะ"

...ใช่ไหม?

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญคือตอนนี้ผมสามารถขับไฮเจ็ทออกไปนอกฟาร์มและถิ่นฐานของผมได้แล้ว

เดิมทีจุดประสงค์ของการใช้ไฮเจ็ทคือการขนส่งองุ่นจำนวนน้อยไปยังบริษัทขนส่ง และความจุสินค้าขนาดใหญ่ของมันก็มีประโยชน์สำหรับการบรรทุกถุงปุ๋ยและองุ่นไปรอบๆ ฟาร์มมาระยะหนึ่งแล้ว

แม้ว่ามันจะเป็นเพียงยานพาหนะระดับมอเตอร์ไซค์ แต่การมีอยู่ของไฮเจ็ทนั้นหาที่เปรียบไม่ได้อย่างแท้จริงในยุคนี้ โดยเฉพาะในอาณานิคมที่ไม่มีม้าแห่งนี้

ครืด ครืด ครืด!

...ถึงแม้ว่าความไวต่อแรงสั่นสะเทือนของมันก็จะหาที่เปรียบไม่ได้เช่นกัน ผมบอกไม่ถูกเลยว่ากำลังจับพวงมาลัยรถหรือจอยเกมอยู่

อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านถนนลูกรังที่ไม่มั่นคงเช่นนั้นมาได้ประมาณหนึ่งกิโลเมตร ในไม่ช้าป่าโดยรอบก็บางตาลงและทิวทัศน์ก็เปิดกว้างขึ้น

จากนั้นหาดทรายที่กว้างและราบเรียบก็ปรากฏให้เห็น ป้อมปืนชายฝั่งที่สร้างด้วยอิฐแดงและแผ่น PC ถูกวางไว้ประปราย และไกลออกไปคือสิ่งอำนวยความสะดวกในท่าเรือแบบง่ายๆ

ที่นั่น เรือแกลเลียนของเราจอดอยู่

ชื่อเรือ... 'นอติลุส'

...ในเมื่อผมคือ 'นีโม'

ชื่อเดิมของมันถูกทิ้งไปแล้ว ตามที่บิเซนเตบอก ในเมื่อเรือลำนั้น

"บัดนี้ได้เกิดใหม่ทางจิตวิญญาณแล้ว ก็ควรจะใช้ชื่อที่เจ้านายองค์ใหม่ประทานให้"

ผู้คนกำลังตะโกนสิ่งต่างๆ พลางเคลื่อนย้ายสินค้าไปมา ในไม่ช้าชาวอัลกอนควินที่นำโดยมันเทโอก็เข้ามาข้างๆ ไฮเจ็ทเพื่อขนถ่ายสินค้า

เอเลนอร์กระสับกระส่ายอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันมาถามผม

"ท่านพ่อจะมาจริงๆ หรือคะ?"

"..."

"อย่างที่ท่านทราบ วันนี้คือ... วันเกิดครบรอบสามขวบของเวอร์จิเนีย คงจะดีถ้าเวอร์จิเนียจะได้เห็นคุณตาของเธอ... ถ้าท่านพ่อยังมีชีวิตอยู่..."

"เวอร์จิเนีย"

ผมตัดบทเอเลนอร์แล้วพูด

"จะได้พบกับคุณตาของเธอในวันนี้อย่างแน่นอน"

"..."

"ดังนั้นไปเถอะไม่ต้องกังวล ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ"

แทนที่จะจงใจหันหน้าไปทางอื่น ผมก็เช็กสีหน้าของเอเลนอร์ผ่านกระจกมองหลังและกระจกข้าง

มีบางอย่างหยดลงมาจากดวงตาของเธอ และในไม่ช้าเอเลนอร์ก็ลงจากไฮเจ็ท

"ข-ขอบคุณ... สำหรับทุกอย่าง ทุกสิ่งทุกอย่าง..."

เสียงของเธอถูกกลืนหายไปกับเสียงสะอื้นก่อนที่จะพูดจบ

เธอวิ่งไปยังเรือนอติลุส

และในไม่ช้าเรือแกลเลียนลำหนึ่งก็ออกจากชายฝั่ง

...ไม่ได้จากไปโดยสิ้นเชิง

มันมีกำหนดจะกลับมาในไม่ช้า

18 สิงหาคม 1590

วันที่พ่อของเอเลนอร์กลับมา

==

"นั่นไง! เกาะโรอาโนค!"

"ทอดสมอแล้วปล่อยเรือเล็ก! เร็วเข้า!"

ขณะที่เรือสองลำมาถึงชายฝั่งเกาะโรอาโนค กล่องที่บรรจุเสบียงช่วยเหลือก็ถูกเรียงรายอยู่บนชายหาดทีละกล่อง

และกลุ่มชายฉกรรจ์ก็มองไปรอบๆ ขณะที่ลุยน้ำที่เชี่ยวกรากขึ้นฝั่ง

"คุณไวท์ ที่นี่ถูกต้องแล้วหรือขอรับ?"

"...ใช่ ถึงแม้ว่าถิ่นฐานควรจะอยู่ลึกเข้าไปอีกหน่อย... แต่โดยคร่าวๆ แล้วนี่คือเกาะที่ถูกต้อง"

จอห์น ไวท์ ตอบด้วยน้ำเสียงท้อแท้ต่อลูกน้องที่ผู้สนับสนุนของเขา เซอร์ราลี ส่งมาด้วย

'ข้าไม่น่าจะ... จากโรอาโนคมาเลย'

ความฝันทั้งหมดเริ่มต้นอย่างหอมหวานเสมอ

ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีตั้งแต่วอลเตอร์ ราลี ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของราชินี ได้รับสิทธิ์ในการตั้งอาณานิคมในอเมริกา จนกระทั่งเขาไว้วางใจจอห์น ไวท์ และแต่งตั้งเขาเป็นผู้ว่าการอาณานิคม

เขารวบรวมพิวริตันผู้เคร่งศาสนาเพื่อจัดตั้งกลุ่มผู้บุกเบิก เขาคิดว่าเขาได้พบเพื่อนร่วมงานและผู้นำทางที่มีความสามารถขณะที่ได้รับการสนับสนุนทุกชนิดจากเซอร์ราลี

แต่ตั้งแต่เริ่มออกเรือจริงๆ ทุกอย่างก็เป็นฝันร้าย

ผู้นำทางบ้าๆ นั่นไม่มีความสนใจในการสร้างอาณานิคมเลย

กลับกัน ไอ้เวรนั่นอยากจะฆ่าพวกเขาทั้งหมด ยึดเรือ แล้วสร้างโชคลาภจากการปล้นเรือสเปน

"ไซมอน เฟอร์นันเดส ไอ้เวรนั่น..."

ไอ้เวรนั่นเองที่เป็นคนเปลี่ยนที่ตั้งอาณานิคมตามอำเภอใจจากอ่าวเชซาพีกไปยังที่ห่างไกลอย่างเกาะโรอาโนค เขายังคงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกับความโหดร้ายของไอ้เวรนั่น

แล้วการเดินทางราบรื่นหลังจากมาถึงเกาะโรอาโนคหรือไม่?

ไม่เลย

การขนส่งเสบียงที่สัญญาไว้มาไม่ถึงอย่างถูกต้อง พวกเขาถูกโจมตีโดยชนเผ่าที่ไม่เป็นมิตร หรือทำลายการทูตโดยการโจมตีชนเผ่าพันธมิตรโดยไม่ได้ตั้งใจ มีแต่ความโชคร้ายต่อเนื่อง

ในที่สุดก็ถูกบีบให้ขึ้นเรือไปอังกฤษตามการรบเร้าของผู้ตั้งถิ่นฐานเพื่อหาเสบียงมาให้ได้... แต่ผลลัพธ์คืออะไร?

การรบทางเรือกับสเปน

สมเด็จพระราชินีทรงเกณฑ์เรือเกือบทุกลำเพื่อป้องกันการรุกรานของสเปนและห้ามการเดินทางส่วนตัว แม้แต่เมื่อเซอร์ราลีคนโปรดของราชินีอ้อนวอน ราชินีก็ไม่แม้แต่จะแสร้งทำเป็นฟัง

ดังนั้นเวลาหนึ่งปีครึ่งจึงเสียไปโดยเปล่าประโยชน์

เมื่อการรบใหญ่สิ้นสุดลงและคำสั่งห้ามเดินเรือของราชินีถูกยกเลิก ไวท์ก็พยายามทุกวิถีทางเพื่อหาเรืออีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครเต็มใจที่จะให้ทุนสนับสนุนการเดินทางไปยังอาณานิคมที่อาจจะไม่มีอยู่แล้วด้วยซ้ำ แถมยังมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกสเปนโจมตีอีกด้วย

ดังนั้นอีกหนึ่งปีจึงเสียไปโดยเปล่าประโยชน์

หลังจากเวลาผ่านไปกว่าสองปีครึ่ง ไวท์ถึงจะสามารถออกเดินทางได้ และตอนนี้เกือบสามปีหลังจากจากที่นี่ไป ในที่สุดเขาก็สามารถกลับมาได้

เวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นทารกแรกเกิดตอนที่เขาจากไป ตอนนี้คงจะอายุ 3 ขวบแล้ว

เอเลนอร์คงจะเป็นหญิงสาววัย 21 ปีที่โตเป็นผู้ใหญ่และทิ้งความเป็นเด็กสาวไปแล้ว

ถิ่นฐานหลังจากผ่านไป 3 ปี ตอนนี้คงจะหยั่งรากลึกอย่างสมบูรณ์แล้ว บางทีพวกเขาอาจจะย้ายไปที่อื่นแล้วโดยไม่มีการแทรกแซงของผู้นำทางชั่วร้ายนั่น

ถ้าพวกเขาทั้งหมดจะยังมีชีวิตอยู่

"..."

อันที่จริงเขารู้

สามปีเป็นเวลาที่ยาวนานมาก

เมื่ออาณานิคมที่ขอความช่วยเหลือเนื่องจากขาดแคลนอาหารถูกทอดทิ้งเป็นเวลา 3 ปี ผลลัพธ์ก็เห็นได้ชัดอยู่แล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพวกเขามีความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นมิตรกับชนเผ่าป่าเถื่อนโดยรอบและแม้แต่ที่ตั้งของพวกเขาก็ไม่ค่อยดีนัก

"คุณไวท์! ท่านมัวโอ้เอ้อยู่ทำไม? เราจะเสียเวลาไม่ได้นะขอรับ!"

"...ร-รอเดี๋ยวก่อน"

"มีอะไรหรือขอรับ?"

"...ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรเลย"

แต่ไวท์พยายามจะปลอบใจตัวเองที่กำลังหดหู่

ใช่แล้ว

ไกลออกไปหลังพุ่มไม้นั่น แน่นอนว่าลูกสาวและหลานสาวที่น่ารักของเขากำลังรออยู่ ลูกเขยจอมพเนจรของเขาก็คงจะอยู่ที่นั่น และผู้ตั้งถิ่นฐานคนอื่นๆ ก็คงจะตำหนิเขาว่าทำไมมาช้านัก

ก้าว

จากนั้นเขาก็จะขอโทษ ขอโทษที่มาช้าขนาดนี้ ช่วยไม่ได้เนื่องจากสงครามและพระราชโองการ เกือบจะไม่มีพ่อค้าคนไหนยอมมาที่นี่เลย

ก้าว ก้าว

และจอห์น ไวท์คนนี้ ที่เหนื่อยล้าทั้งกายและใจ ก็จะร้องไห้ในอ้อมแขนของลูกสาว หลานสาวที่โตเกินไปแล้วของเขาคงจะเดินมาถามว่าชายแก่คนนั้นคือใคร

ก้าว! ก้าว! ก้าว!

จากนั้นเขาก็จะบอกเธอพลางลูบใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเครานี้ ว่าข้าคือตาของเจ้า และเจ้าคือหลานสาวของข้า

ว่าข้าอยากจะเจอเจ้ามานานมากแล้ว

ว่าข้า... และแม่ของเจ้า ลูกสาวของข้า... มาก...

"...โอ้ พระเจ้าช่วย"

"คุณไวท์? ไม่สิ... ข้าควรจะพูดอย่างไรดี..."

"..."

ว่าข้าอยากจะเจอพวกเจ้ามาก

ตุ้บ

ในที่สุดจอห์น ไวท์ ก็แหวกพุ่มไม้ออกมาและโผล่ออกมาจากพงหญ้า จากนั้นสายตาของเขาก็มองเห็นถิ่นฐานที่ซึ่งลูกสาวที่น่ารักของเขาควรกำลังรออยู่...

ไม่สิ

ที่ซึ่งลูกสาวที่น่ารักของเขาควรจะ... เคยรออยู่

ตุ้บ

ขาของเขาพลันหมดแรงและเขาก็ทรุดตัวลง

"คุณไวท์... ที่นี่ถูกต้องแล้วหรือขอรับ?"

ไวท์ไม่สามารถตอบคำถามนั้นเป็นภาษามนุษย์ได้

"อือ, อ๊ากกกก..."

"..."

"..."

"..."

"อา, อ๊ากกก! กรี๊ดดดดดด!"

ไม่มีอาณานิคมอยู่ตรงหน้าเขา

มีเพียงซากที่ถูกเผาครึ่งหนึ่งของมัน

"ท-ที่นี่! มีบันทึกบางอย่าง! รอยขีดเขียน..."

"อัง... กฤษ... ใคร... โอ้ ให้ตายสิ มันเป็นภาษาสเปน"

คำพูดของลูกน้องของเซอร์ราลีเข้าหูเขาแม้ว่าเขาจะไม่อยากได้ยิน

สถานการณ์ทั้งหมดชัดเจน

กองทหารสเปน... ไอ้พวกคาทอลิกหมูบัดซบนั่น...!

เขาไม่อยากจะคิดต่อแต่ภาพอันน่าสยดสยองก็ปรากฏขึ้นในใจของเขา

ผู้คนถูกสังหาร, ลูกสาวของเขากรีดร้องอย่างน่ากลัว, หลานสาวของเขาตายไปแล้ว, บ้านและเฟอร์นิเจอร์ที่กำลังลุกไหม้...

ขณะที่เขาหลั่งน้ำตา ลูกน้องของเซอร์ราลีก็ไม่สามารถพูดอะไรได้อีกและเงียบไป พวกเขาตระหนักว่าไม่ว่าพวกเขาจะพูดอะไรเพิ่มก็คงจะไม่เป็นการปลอบใจพ่อที่สูญเสียลูกสาวคนเดียวไปได้

พ่อค้าที่มากับไวท์กลับไปที่เรือด้วยสีหน้าที่ตกที่นั่งลำบาก ในไม่ช้าก็เหลือเพียงไวท์และลูกน้องของเซอร์ราลีอยู่หน้าซากปรักหักพัง

ดังนั้น หลังจากเวลาผ่านไปพร้อมกับน้ำตาและความเงียบ

"ก-กลับมา! เดี๋ยวนี้!"

ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนมาจากชายฝั่ง

เมื่อไวท์หันไปตามเสียงเรียกกะทันหัน ลูกเรือคนหนึ่งที่วิ่งมาอย่างหอบเหนื่อยจากชายฝั่งก็กำลังตะโกนอะไรบางอย่าง

"เ-เรือรบ... เรือแกลเลียนกำลังมา! ท่านต้องขึ้นเรือทันที!"

"...อะไรนะ?"

อาณานิคมอังกฤษเพียงแห่งเดียวที่นี่... เพิ่งจะถูกยืนยันว่าถูกทำลายไปแล้ว

พวกเขาเพิ่งจะพบรอยขีดเขียนภาษาสเปนแถวนี้

ถ้างั้นเรือแกลเลียนที่กำลังเข้ามาใกล้บริเวณนี้... อาจจะเป็น...

"ให้ตายสิ! พวกสเปน!"

"คุณไวท์ ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้! เร็วเข้า!"

ลูกน้องของเซอร์ราลีรีบยกจอห์น ไวท์ ขึ้นแล้วเริ่มวิ่งพลางพยุงเขาไป แต่ออกมาจากพงหญ้า สิ่งที่พวกเขาเห็นคือเรือสินค้าสองลำที่กำลังรีบออกจากฝั่งไปแล้ว

"ไอ้... ไอ้พวกบ้าเอ๊ย! ทิ้งผู้โดยสารแล้วหนี!"

เรือที่พวกเขามาด้วยกำลังหนีเพื่อเอาตัวรอด ลูกน้องของเซอร์ราลีวิ่งไปยังแผ่นดินชั้นในพลางสบถสาปแช่งทุกชนิด

ไวท์จ้องมองไปยังฝั่งตรงข้ามด้วยสายตาที่กึ่งเลื่อนลอย

อย่างที่พวกเขาพูด เรือแกลเลียนลำหนึ่งกำลังเข้ามาใกล้ชายฝั่งด้วยรูปลักษณ์ที่สง่างาม ราวกับว่ามันสายเกินไปแล้วที่จะไล่ตามเรือสินค้าสองลำที่กำลังหนีไป

"อ๊าา... อ๊าา..."

สมุนของซาตานพวกนั้น หลังจากฆ่าลูกสาวและหลานสาวของข้าแล้ว ตอนนี้ก็มาเพื่อฆ่าข้าด้วย

ไวท์ข่มความปรารถนาที่จะกรีดร้องและวิ่งตามลูกน้องของเซอร์ราลีไป เสียงสาดกระเซ็นและเสียงตะโกนจากข้างหลังทิ่มแทงกระดูกสันหลังของเขา

ต้องวิ่ง... ต้องวิ่งให้เร็ว เพื่อที่จะไม่ตาย...

...หืม?

ฝีเท้าที่วิ่งของไวท์กับลูกน้องของเซอร์ราลีช้าลง เมื่อลูกน้องที่ตกใจหันมามองเขา ไวท์ก็พูดเหมือนพึมพำ

"...เราจะรอดได้ด้วยการวิ่งรึ?"

"..."

"..."

"ข้าจะตายที่นี่ พวกเจ้าไปเถอะ"

"คุณไวท์! นายจ้างของเราเซอร์ราลี..."

"ไป"

"..."

"..."

ในไม่ช้าเมื่อความโกลาหลดังขึ้น พวกเขาก็ทิ้งไวท์แล้ววิ่งไปราวกับปล่อยให้มันเป็นไปตามยถากรรม ไวท์ที่ถูกทิ้งไว้คนเดียว เดินไปยังถิ่นฐานที่ถูกเผา

ก้าว

ข้ามประตูรั้วระเนียดที่พังทลาย ไปยังบ้านที่เขาเคยพัก

ที่นี่... เขาเชื่อว่าเขาจะได้รับชีวิตใหม่

เขาคิดว่าเขาจะสามารถกลายเป็นสุภาพบุรุษและขุนนางแห่งโลกใหม่จากสถานะสามัญชนที่ต่ำต้อยและใช้ชีวิตอย่างหรูหรากับลูกสาวของเขา

ซากของความฝันทั้งหมดเหล่านั้นกระจัดกระจายอยู่ที่นี่ กลายเป็นกลิ่นไหม้และเถ้าถ่าน

"..."

เขาพบเชือก เขายังพบต้นไม้ที่เหมาะสมนอกบ้านด้วย

"ทางนั้น!"

"คนอื่นล่ะ?"

"จับได้แล้ว!"

"ค้นหาบริเวณถิ่นฐาน!"

เสียงต่างๆ ดังขึ้นเหมือนพึมพำ ฮะ... ลูกน้องของเซอร์ราลีถูกจับได้แล้ว โชคร้ายจริงๆ

ปีศาจที่ฆ่าลูกสาวของข้า จงดูเถิด จงดูความตายอันน่าสังเวชของพ่อที่เจ้าจับและฆ่าลูกสาวของเขา

ผู้ที่ฆ่าตัวตายไม่สามารถไปสวรรค์ได้ ดังนั้นเขาเองก็จะพเนจรอยู่ในนรก แต่แค่นั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ไวท์กังวล

เพราะโลกนี้คงจะเหมือนนรกยิ่งกว่าถ้าต้องอยู่ต่อไปโดยไม่มีลูกสาวของเขา...

แว่บ!

ทันใดนั้นความโกรธต่อโลกก็เดือดพล่านขึ้นมา

เขาจ้องมองบ่วงที่ห้อยอยู่ในอากาศที่เขาเพิ่งทำขึ้นแล้วตะโกน

"ขอให้การลงทัณฑ์จากสวรรค์จงตกลงมาใส่หญิงแพศยาที่เรียกตัวเองว่าราชินีแห่งอังกฤษ! ขอให้อลิซาเบธหญิงแพศยาที่ฆ่าลูกสาวของข้าด้วยการออกคำสั่งห้ามเดินเรือจงตกนรก!!"

"โอ้ วอลเตอร์ ราลี ปีศาจที่กระซิบความหวังลมๆ แล้งๆ ให้ข้า ไอ้แมงดาชู้รักที่คอยบำเรอราชินีบนเตียง ปีศาจโสโครก... ขอให้คำสาปแช่งจงอยู่กับมันด้วย!"

"และสุดท้าย ไอ้พวกสเปนบัดซบ! พวกแกทั้งหมดจะต้องตกนรก!"

และเขาก็นำเก้าอี้มา ยืนบนนั้นแล้ว...

ปัง!

เตะมันออกไป

คอของข้ากำลังถูกรัด...

หาย... ใจ... ไม่... ออก...

"อ๊ะ พ่อจ๋า!"

ข้าได้ยินเสียงลูกสาวของข้า...

ลูกสาวของข้า... กำลังรอข้าอยู่บนสวรรค์...

ข้า... ขอโทษ...

พ่อผู้ไม่เอาไหนคนนี้... จะไปนรก...

วูบ!

ฉัวะ!

...หืม?

ปัง!

เชือกถูกตัดขาดและร่างของจอห์น ไวท์ ก็ตกลงสู่พื้น สติของเขาเลือนลาง ทัศนวิสัยของเขามืดลงจากขอบ

จากที่ไกลๆ ชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนคนสเปนตะโกนเสียงดังและคนอื่นๆ ก็วิ่งเข้ามา

คนหนึ่งคือมันเทโอ อา สหายของข้า เจ้าเองก็กำลังรอข้าอยู่ในอาณาจักรของพระเจ้าเช่นกัน

อีกคนคือทนายความฮิววิตต์ สุภาพบุรุษผู้นั้น... ข้าไม่รู้ว่าชาวคาลวินหัวรุนแรงก็สามารถไปสวรรค์ได้ด้วย

และสุดท้าย... อืม...

"พ่อจ๋า! พ่อจ๋า!"

ลูก... สาวของข้า...

เขาสูญเสียสติไป

และเมื่อเขาตื่นขึ้น

"...หืม?"

เขาอยู่บนเรือสเปน

"ม-มีอะไร... นี่มันเกิดอะไรขึ้น..."

"ท่านฟื้นแล้วรึขอรับ? พนักงานของเซอร์ราลีอยู่ในห้องโดยสารทางนั้น"

"ฮ-ฮิววิตต์? นี่มันเรื่องอะไรกัน? ทำไมท่านถึงอยู่บนเรือสเปน..."

"...อา ไม่ต้องกังวลขอรับ"

โทมัส ฮิววิตต์ บอกเขากับด้วยสีหน้าที่ค่อนข้างจะบ้าคลั่งและฝันเฟื่อง

"ท่านเอง... ก็จะได้พบกับ 'พระองค์' ในไม่ช้า"

"...พระองค์? ใครกัน?"

"ผู้สูงศักดิ์... ยิ่งกว่าราชาองค์ใดบนปฐพี"

มีบางอย่างผิดปกติ

มีบางอย่างผิดปกติอย่างร้ายแรง

จบบทที่ บทที่ 17: หนึ่งปีผ่านไป

คัดลอกลิงก์แล้ว