- หน้าแรก
- ผ่าระบบตัวเอกปรปักษ์
- ตอนที่ 369 ที่มาของบาปทั้งเจ็ด
ตอนที่ 369 ที่มาของบาปทั้งเจ็ด
ตอนที่ 369 ที่มาของบาปทั้งเจ็ด
ตอนที่ 369 ที่มาของบาปทั้งเจ็ด
“ขอถามหน่อย ท่านประสงค์สิ่งใดกัน?”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง นางมองไปที่ซูอัน
หากต้องการสังหาร ตอนนั้นน่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่สุด แม้แต่กวงหมิงก็คงช่วยอะไรนางไม่ได้
แต่บุคคลผู้นี้ก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น แสดงว่าพอมีโอกาสที่จะเจรจาต่อรองได้
“คุกเข่าลง ทำความเคารพข้า แล้วข้าจะไว้ชีวิตพวกเจ้า”
ซูอันยิ้มมุมปาก ก่อนจะนั่งลงและทันใดนั้นบัลลังก์สีดำก็ปรากฏขึ้นมารองรับเขาไว้พอดี จากนั้นยื่นมือไปทางมู่หนิงเจิน
อาจารย์ผู้เป็นสาวงามส่งสายตาตำหนิใส่ซูอัน
แต่ว่าเมื่ออยู่ข้างนอกสุดท้ายก็ต้องไว้หน้าลูกศิษย์ผู้นี้ นางจึงเก็บกระบี่แล้วเดินไปหาซูอันอย่างนุ่มนวล ท่าทางอ่อนโยนเหมือนแมวเชื่องติดตัวซูอันทำให้หลีจื่อหนิงที่อยู่ด้านข้างอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ
เป็นไปได้อย่างไรกัน?
ด้านเทพีทั้งสอง เทพีเซิงมิ่งยังไม่ทันได้เอ่ยปาก เทพีกวงหมิงก็อดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นและตะโกนออกมา ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความโกรธเคือง
“เจ้า...เจ้ากล้าดีอย่างไร! เราเป็นเทพราชาผู้ยิ่งใหญ่ ยอมตายเสียดีกว่าให้ใครมาดูหมิ่น ข้าจะไม่มีวันยอมจำนนต่อเจ้า!”
พูดจบนางหันหน้าไปมองเทพีเซิงมิ่งแล้วกล่าวว่า “เซิงมิ่ง เจ้าก็คิดเช่นนั้นใช่หรือไม่”
เทพีเซิงมิ่งเม้มริมฝีปากสีแดงเรื่อ แล้วส่งยิ้มขอโทษให้เทพีกวงหมิง
“ข้าขอสวามิภักดิ์” เสียงนุ่มนวลที่แฝงไว้ด้วยความเศร้าโศกดังขึ้น
อาภรณ์สีเขียวสัมผัสกับพื้น เทพีเซิงมิ่งผู้สูงส่งได้คุกเข่าลงราวกับกำลังยอมศิโรราบต่อบัลลังก์สีดำ
“เอ๊ะ!” เทพีกวงหมิงเบิกตากว้าง มองเทพีเซิงมิ่งอย่างไม่อยากจะเชื่อ มือเล็กๆ ทั้งสองข้างอดใจไม่ได้ที่จะเอื้อมจับศีรษะของเทพีเซิงมิ่ง รัศมีศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ด้านหลังนางสว่างวูบและมืดลงอย่างรวดเร็ว
“เซิงมิ่ง ตอนที่ข้าใส่ศีรษะให้เจ้าเมื่อครู่ ข้าได้ทำอันใดผิดพลาดไปหรือไม่?”
ในฐานะเทพราชา เหตุใดถึงพูดเช่นนี้!
การยอมจำนนเช่นนี้ มันช่างน่าละอายเกินไปแล้ว!
หรือว่า! ตอนที่สวมศีรษะแล้วเผลอทำแรงไป จนสมองของเซิงมิ่งเลอะเลือนเช่นนี้
เทพีเซิงมิ่งถอนหายใจเบาๆ ยกมือขึ้นมาขวางมือเล็กๆ ที่กำลังเข้ามาใกล้ สายตาที่อ่อนโยนราวสายลมฤดูใบไม้ผลิ ทำให้เทพีกวงหมิงมั่นใจได้ว่า นี่คือเทพีผู้อาวุโสที่สุดในบรรดาเหล่าทวยเทพ
นางลูบผมของเทพีกวงหมิงเบาๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอันแน่วแน่ “กวงหมิง การตัดสินใจครั้งนี้เป็นของข้าเอง เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไป”
หากนางเพียงตัวคนเดียวก็อาจจะไม่เลือกทำเช่นนี้ แต่เพราะมีเทพธิดาที่เป็นบริวารมากมาย นางจึงเลือกแบกความรับผิดชอบทั้งหมดเอาไว้
นางไม่เหมือนกับเทพราชาองค์อื่นที่ให้ความสำคัญกับอำนาจและบารมี นางต้องการเป็นพี่สาวผู้ใจดีที่คอยรับฟังปัญหา ไม่มีความทะเยอทะยานที่จะช่วงชิงอำนาจ และแม้ว่าจะเป็นเทพีที่อาวุโสที่สุด แต่นางก็ประสงค์เพียงคุ้มครองเทพธิดาองค์อื่นๆ เท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อมองดูเหล่าสตรีผู้แข็งแกร่งที่อยู่ข้างกายชายผู้นี้แล้ว บางทีบทสรุปอาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดก็เป็นได้
แต่สำหรับกวงหมิงนั้น นางเองก็ไม่อาจตัดสินใจแทนได้
“ข้าจะปล่อยให้เจ้าต้องแบกรับมันไว้ผู้เดียวได้อย่างไรกัน!”
เทพีกวงหมิงขยี้ศีรษะตัวเองจนผมสีขาวยุ่งเหยิงด้วยความหงุดหงิดใจ ใบหน้าบูดบึ้งและย่อตัวลงคุกเข่าอย่างไม่เต็มใจพลางบ่นพึมพำว่า “ข้าทำเพราะเห็นแก่หน้าเซิงมิ่งเท่านั้น ไม่ได้ยอมจำนนต่อคนเลวเช่นเจ้าหรอกนะ!”
“หึ ตัดสินใจได้ฉลาดดี”
ซูอันไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของสาวน้อยแห่งแสง ทำเพียงแสยะยิ้มบางๆ ออกมา
“นำข้าไปยังศูนย์กลางของโลกเทพเสมือนเถอะ”
ศูนย์กลางของโลกเทพเสมือนเปรียบได้กับเต๋าสวรรค์หรือจิตสำนึกแห่งโลก ไม่น่าตั้งอยู่บนพื้นผิวของโลกเทพเสมือน และหากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด ก็ควรจะอยู่ในพื้นที่พิเศษแห่งใดแห่งหนึ่ง
ถ้าอยากจะหาเองก็ย่อมทำได้ หากแต่จะเสียเวลาไปเพื่ออันใดกัน
ในเมื่อสามารถให้เทพราชาทั้งสองเป็นผู้นำทางได้
“ได้” เทพีเซิงมิ่งตอบตกลงทันทีโดยไม่ลังเล
ในฐานะผู้ที่ยอมสวามิภักดิ์ ย่อมต้องแสดงบางสิ่งออกมาเพื่อพิสูจน์คุณค่าของตนเอง
หลังจากเก็บเหล่าเทพธิดาจำนวนมากที่กองรวมกันจนเป็นภูเขาย่อมๆ เข้าไปยังโลกภายใน ซูอันก็นำคนของเขาและมู่หนิงเจิน เดินทางไปในโลกเทพเสมือนอันกว้างใหญ่และรกร้างโดยมีเทพีเซิงมิ่งเป็นผู้นำทาง
โลกเทพเสมือนอยู่ในสภาพพังยับเยินหลังเหตุการณ์ต่อสู้
ในตอนที่ซูอันใช้พลังมารทำลายล้างนั้น เขาก็ไม่ได้สนใจถึงสภาพแวดล้อม นั่นจึงทำให้ทิวทัศน์ที่สวยงามเหล่านั้นถูกทำลายไปสิ้น
นอกจากป่าแห่งชีวิต ก็ไม่มีที่ใดที่สมบูรณ์อีกแล้ว
เมื่อเทพีกวงหมิงเห็นวิหารศักดิ์สิทธิ์ของตนถูกทำลาย ก็รู้สึกโกรธแค้นจนใบหน้าพลันเปลี่ยนเป็นสีแดง
ดวงตาคู่โตจ้องไปยังแผ่นหลังของซูอันด้วยสายตาเอาเรื่องอีกฝ่าย กำปั้นเล็กๆ แกว่งในอากาศราวกับจะต่อย พร้อมกับเสียงบ่นพึมพำว่า “ไอ้เลว ไอ้ชั่ว ไอ้คนร้ายกาจ...”
เทพีเซิงมิ่งกุมมือเทพีกวงหมิง ยิ้มให้อย่างขมขื่นแล้วพยายามปลอบโยนเบาๆ
ระหว่างทาง ซูอันหันกลับมามองคนทั้งสอง
เทพีกวงหมิงตกใจเพราะคิดว่าชายผู้นี้จะมาทำร้าย จึงเงียบเสียงลง ปิดปากแน่นและมองซ้ายมองขวาด้วยสายตาที่ดูไร้เดียงสา
“จริงสิ เจ้ารู้ต้นกำเนิดของเทพีแห่งบาปทั้งเจ็ดคนนั้นหรือไม่?” ซูอันเอ่ยถามเทพีเซิงมิ่ง
เทพีแห่งบาปทั้งเจ็ดมีจิตใจที่เชื่อมโยงกัน สามารถรับรู้ความรู้สึกของกันและกัน และยังสามารถรวมพลังสร้างค่ายกลภาพลวงตาเทพราชา
ในโลกเทพเสมือนไม่มีการสืบทอดอาคมรูปแบบนี้ นั่นแสดงว่าพลังนี้เป็นของพวกนางแต่กำเนิด
และนางทั้งเจ็ดล้วนเป็นผู้นำเทพ จึงกล่าวได้ว่าเป็นพลังที่ไม่อ่อนแอเลย
ในความทรงจำของถังชวนนั้นแทบจะไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเทพีแห่งบาปทั้งเจ็ดเลย เขาและเทพีเซิงมิ่งไม่ได้คบค้าสมาคมกันมากเท่าใดนัก หลังจากที่กระต่ายวิญญาณเสี่ยวปาเสียชีวิตอย่างไม่คาดคิด เขาก็ตัดสินใจสลายแก่นเทพและตามภรรยาที่เสียชีวิตไป
แน่นอน ซูอันรู้ดีว่านั่นเป็นเพียงความทรงจำเทียมเท่านั้น จากการตรวจสอบครั้งสุดท้ายของเขา ถังชวนยังคงเป็นวิญญาณเดิม เพียงแต่ความทรงจำเดิมถูกแทนที่ด้วยความทรงจำเทียมเท่านั้น
หากต้องการ เขาก็สามารถคำนวณอนาคตในพื้นที่เล็กๆ แล้วฝังเข้าไปในจิตใจของใครสักคนเพื่อสร้างภาพลวงตาของการเกิดใหม่ โดยที่อนาคตเทียมจะมีความใกล้เคียงกับอนาคตจริงถึงเก้าส่วน และไม่ได้รับผลกระทบจากพลังภายนอกแต่อย่างใด
“บาปแต่กำเนิด...” เสียงของเทพีเซิงมิ่งดังขึ้นราวกับกำลังนึกถึงอดีต
ในฐานะเทพีที่อาวุโสที่สุดในโลกเทพเสมือน นางจึงรู้ความลับมากมายในโลกเทพเสมือนเป็นอย่างดี
“เทพในโลกเทพเสมือนแบ่งออกเป็นสามประเภท ประเภทแรกคือผู้เป็นเทพโดยกำเนิด มีพลังเทียบเท่าเทพราชา เช่นตัวข้าและกวงหมิง เราทั้งสองเกิดจากต้นไม้แห่งชีวิตโบราณและเมล็ดพันธุ์แห่งแสงที่ฟ้าดินให้กำเนิด ถือเป็นเทพที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาเหล่าทวยเทพ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เทพีกวงหมิงก็เชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ
“ประเภทที่สองคือสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นในโลกเทพเสมือนในภายหลัง เมื่อเข้าใจหลักการแล้วก็จะรวมพลังสร้างแก่นเทพและกลายเป็นเทพรุ่นหลัง ส่วนเหล่าผู้บำเพ็ญที่อยู่ในโลกเทพเสมือนคือผู้ที่ยังไม่สามารถเข้าใจหลักการ” เทพีเซิงมิ่งอธิบายต่อไป
“ประเภทที่สามคือเทพที่เกิดจากศรัทธาของเหล่าผู้คนในโลกอื่น เมื่อศรัทธานั้นรวมตัวกันจนกลายเป็นพลังศักดิ์สิทธิ์ก็จะกำเนิดเป็นเทพ เรียกว่าเทพแห่งศรัทธา ตัวอย่างเช่น เทพแห่งทะเลครามที่รับใช้เทพราชาแห่งโทษทัณฑ์ ในทะเลและเกาะต่างๆ ในโลกของพวกเขา ได้มีผู้คนศรัทธาอย่างกว้างขวาง และเมื่อเทพแห่งศรัทธาพาเหล่าบริวารและญาติสนิทมายังโลกเทพเสมือน บริวารและญาติสนิทเหล่านั้นก็จะได้รับการชำระล้างและกลายเป็นผู้บำเพ็ญ”
“อันที่จริงบาปแต่กำเนิดควรจะเป็นเทพองค์ที่เก้าซึ่งถือเป็นเทพราชาองค์สุดท้ายที่กำเนิดขึ้นมาในโลกเทพเสมือน มีหน้าที่ครองกฎแห่งบาปแต่กำเนิด แต่เนื่องจากกฎของบาปแต่กำเนิดนั้นขัดแย้งกับกฎการพิพากษาของเทพราชาแห่งโทษทัณฑ์ ดังนั้นก่อนที่บาปแต่กำเนิดจะถือกำเนิดขึ้น เทพราชาแห่งโทษทัณฑ์ได้ใช้กระบี่ฟันบาปแต่กำเนิดออกเป็นส่วนๆ โดยแต่ละส่วนได้กลายเป็นเทพีแห่งบาปทั้งเจ็ด”