- หน้าแรก
- ผ่าระบบตัวเอกปรปักษ์
- ตอนที่ 367 เหลือเพียงป่าแห่งชีวิต
ตอนที่ 367 เหลือเพียงป่าแห่งชีวิต
ตอนที่ 367 เหลือเพียงป่าแห่งชีวิต
ตอนที่ 367 เหลือเพียงป่าแห่งชีวิต
แม้ได้ดูดซับแก่นเทพราชา ผู้บำเพ็ญก็ยังต้องใช้เวลาถึงหลายร้อยปีเพื่อบรรลุหยวนเสิน ซึ่งอาจจะเร็วสำหรับคนทั่วไป แต่ไม่ใช่สำหรับซูอัน
หากต้องการ เขาเพียงให้สตรีของเขาดื่มยาหยกขาวก็จะทำให้รากฐานแข็งแกร่งขึ้น
การใช้แก่นเทพ แม้จะสามารถบรรลุถึงขั้นหยวนเสินแต่ก็เป็นการเดินตามแบบผู้อื่น นอกจากนั้น แก่นเทพยังเชื่อมโยงกับแกนกลางของโลกเทพเสมือนทำให้ไม่สามารถออกจากโลกเทพเสมือนได้นาน นั้นจึงเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์
แต่หากจะทิ้งไปเลยก็น่าเสียดาย การนำเข้าไปยังโลกภายในเพื่อให้ดูดซับพลังเหล่านั้นคงเป็นการดีกว่า
แม้แต่กงเสวียนชิง ซูอันก็เตรียมที่จะแยกแก่นเทพของนางออกไปในภายหลัง
ถ้าเหล่าผู้บำเพ็ญที่อยู่ขั้นหยางบริสุทธิ์มาเป็นพันปีได้ยินเช่นนี้ พวกเขาคงจะคลั่งเป็นแน่
ไม่ต้องพูดถึงหยวนเสินเลย สำหรับพวกเขาถ้าหากสามารถบรรลุพลังวิญญาณขั้นต่อไปได้ พวกเขาก็ยินดีที่จะแลกเปลี่ยนทุกสิ่งเพื่อให้ได้มันมา
จากนั้นซูอันหันไปมองที่ร่างของเทพราชาแห่งนิรันดร์
ซูอันขมวดคิ้วเล็กน้อย ศพของเทพราชาแห่งนิรันดร์หายไปแล้ว
และยังสามารถสัมผัสได้ถึงการสั่นสะเทือนของกาลเวลาที่เหลืออยู่
ดวงตาของเขาเปล่งประกายสีเงิน พลังเวทย์หลั่งไหลออกมา เขาใช้เวลาไม่นานในการพิจารณาย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น
เทพราชาแห่งนิรันดร์ได้ตายไปแล้ว นั่นคือความจริง
เพียงแต่ในระหว่างการต่อสู้เมื่อครู่ พลังของเขาและเทพราชาแห่งโทษทัณฑ์ได้ปะทะกันนั้น มันได้สร้างรอยแยกของมิติเวลาขึ้นมา ซึ่งทำให้ศพของเทพราชาแห่งนิรันดร์หลุดเข้าไปในห้วงมิติที่ไม่รู้ว่าไปยังที่แห่งใด
อาจจะจมหายไปในพายุกาลเวลา หรืออาจจะตกลงไปในโลกอื่นและถูกผู้โชคดีคนหนึ่งเก็บไป
แต่ถ้าหากเป็นตัวเขาเองที่โชคดี มันก็ดูน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
“เเก่นเทพนั่นล้วนปนเปื้อนไปด้วยพลังมารของข้า”
ซูอันคิดแล้วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้น
ส่วนเหล่าทวยเทพหลายพันองค์นั้น ตอนนี้ก็ถูกพลังมารกัดกร่อนจนกลายเป็นแก่นเทพหมดแล้ว
แก่นเทพแต่ละชิ้นได้แผ่พลังเทพที่แตกต่างกันออกมา
ซูอันต้องการจะเก็บแก่นเทพเหล่านี้เอาไว้ ไม่ว่าพลังแห่งเทพจะมากหรือน้อยเพียงใด ก็ย่อมสามารถนำมาสร้างประโยชน์ให้กับเขาได้
เพียงโบกมือเบาๆ แก่นเทพนับพันชิ้นก็หล่นเข้าสู่โลกภายใน และกลายเป็นยาบำรุงในการเติบโตของโลกภายใน
“เอ๊ะ ยังมีผู้เหลือรอดอยู่อีกหรือ?”
ในทันที ซูอันหันมองไปยังมุมหนึ่ง ที่นั่นมีเทพองค์หนึ่งซึ่งร่างกายถูกกัดกร่อนไปกว่าครึ่ง กำลังพยายามใช้พลังเทพสร้างเกราะขึ้นมาป้องกันตัวเองอย่างยากลำบาก ทว่าเกราะนั้นกลับสั่นไหวและจางหายเป็นระยะ ดูท่าแล้วคงจะต้านทานได้อีกไม่นาน
เมื่อซูอันเห็นสัญลักษณ์สามง่ามบนศีรษะของเทพองค์นั้น เขาก็รู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก
“เจ้าผู้นี้....คือไห่หลันอย่างนั้นหรือ?”
“ไม่แปลกใจเลย”
ความทรงจำเกี่ยวกับ ‘ถังชวนในอนาคต’ นั้น ชายชราผู้มีนามว่า ‘ไห่หลัน’ ผู้นี้ จะสามารถบรรลุขีดจำกัดและกลายเป็นเทพราชาผู้ยิ่งใหญ่ จึงไม่แปลกที่เขาจะสามารถทนทานได้นานเพียงนี้
เมื่อคิดถึงถังชวน ซูอันก็มีสีหน้าที่ดูแปลกไปเล็กน้อย
“พูดถึงการทดสอบเก้าอย่างของไห่หลัน ในการทดสอบที่แปดที่ถังชวนต้องมีความสัมพันธ์กับกระต่ายวิญญาณ ชายชราผู้นี้ไม่ได้แอบดูเลยหรือ?”
หลังจากครุ่นคิดอยู่สักครู่ เขาก็เดินไปดู
เมื่อเห็นเทพแห่งทะเลครามที่กัดฟันจนแทบหักและยังคงพยายามยื้อชีวิตด้วยการรีดเอาพลังเทพเฮือกสุดท้ายออกมา โดยไม่แม้แต่จะรับรู้ถึงการมาของซูอัน นั่นทำให้ซูอันรู้สึกสงสารขึ้นมา
ที่จริงแล้ว ลึกๆ เขาก็เป็นคนที่มีจิตใจงดงาม มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
“การมีชีวิตอยู่นั้นทรมานนัก ไปสู่สุขคติเถอะ” เสียงอันเปี่ยมไปด้วยเมตตาดังขึ้น
ด้วยความสงสาร ซูอันใช้ปลายนิ้วกรีดคอของเทพแห่งทะเลครามเบาๆ
ศีรษะอันน่าสยดสยองตกลงสู่พื้น จิตสำนึกของเทพแห่งทะเลครามไม่อาจต้านทานพลังมืดได้อีกต่อไป สัญลักษณ์สามง่ามบนหน้าผากสว่างวาบประเดี๋ยวหนึ่งก่อนจะถูกพลังมืดกลืนกินไป
“ข้ายัง...ไม่ได้เป็นเทพราชาเลย!”
เสียงแห่งความเสียใจของเทพแห่งทะเลครามดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย จิตวิญญาณของเขาได้กลายเป็นความว่างเปล่า ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอีกต่อไป เทพองค์สุดท้ายแห่งโลกเทพเสมือนได้สิ้นลมหายใจลง
เมื่อส่งวิญญาณไปสู่สุขคติอีกหนึ่งดวง ซูอันแสดงสีหน้าสงสาร พนมมือแล้วเก็บเอาแก่นเทพสีฟ้าครามเข้าไปในอุ้งมือ
“นะโม อะมิทาพุทธ กุศลของข้าพเจ้าไม่มีประมาณ”
ตำแหน่งตถาคตควรเป็นของเขาโดยแท้
หากไม่นับรวมมวลพลังมารที่อยู่รอบตัว เขาก็ช่างดูมีเค้าของภิกษุผู้ทรงศีลยิ่งนัก
“วันหลังจะต้องไปขอรับคำสอนพุทธธรรมจากธิดาแห่งพุทธะ สักครั้ง”
เมื่อนึกถึงธิดาแห่งพุทธะ ผู้มีรูปลักษณ์อันงดงาม ซูอันก็รู้สึกหวั่นไหวเล็กน้อยในใจ
เพียงพึมพำเบาๆ พลังมารที่ปกคลุมไปทั่วโลกเทพเสมือนจึงกลับเข้ามาสู่ร่างของซูอันอย่างอ่อนโยนราวกับฝูงนกโบยบินกลับรัง
เมื่อพลังมารหลั่งไหลกลับเข้ามา พลังวิญญาณของเขาได้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัวพร้อมกับรัศมีชั่วร้ายทวีความรุนแรงมากชึ้น
ทั้งหมดนี้เป็นผลจากการที่พลังมารได้กลืนกินเหล่าเทพและเปลี่ยนพลังนั้นมาเป็นของเขาเอง
หลังจากที่ซูอันบรรลุหยวนเสิน ‘คัมภีร์ปลูกฝังมาร’ ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ ความสามารถในการกลืนกินและกัดกร่อนของพลังมารยิ่งทวีความรุนแรง ราวกับถูกสร้างมาเพื่อล้างโลกโดยเฉพาะ
ถ้าหากว่ามันกลืนกินโลกทั้งใบได้จริงๆ ก็อาจจะทำให้ซูอันบรรลุระดับบรรลุวิถีได้ แต่ในตอนนี้เขายังไปไม่ถึงขั้นนั้น
เมื่อรวมพลังมารเสร็จแล้ว ซูอันหันมองไปยังป่าแห่งชีวิต ซึ่งเป็นสถานที่เดียวที่ยังไม่ถูกพลังมารทำลาย
อาจารย์และคนของเขากำลังได้เปรียบ
มู่หนิงเจินและเซิ่งหนานร่วมมือกันโจมตีเทพีเซิงมิ่งจนอีกฝ่ายทำได้เพียงตั้งรับอย่างจนตรอก
หลีจื่อหนิงและเจ้าตำหนักไท่อินกดดันเทพีกวงหมิงจนอีกฝ่ายไม่อาจโต้ตอบได้ ทำให้สตรีน้อยผู้นี้ถึงกับร้องไห้ฟูมฟายและด่าทอพวกนางว่าเป็นคนสารเลว
นอกจากจำนวนคนที่ได้เปรียบกว่า เทพีทั้งสองผู้เป็นเทพแต่โดยกำเนิดยังขาดประสบการณ์ต่อสู้ด้วยพลังวิญญาณ
ไม่เช่นนั้นแล้ว นางทั้งสองที่มีพลังวิญญาณถึงขั้นสูงสุดของหยวนเสินจะถูกผู้ที่เพิ่งบรรลุหยวนเสินขั้นต้นกลั่นแกล้งได้อย่างไร
อีกฝั่งหนึ่ง เทพีแห่งบาปทั้งเจ็ดได้รวมพลังกันสร้างภาพเงาของเทพราชาขึ้นมา ภาพนั้นคือหญิงสาวผู้มีรูปร่างอันเย้ายวน ราวกับเป็นการหลอมรวมของบาปทั้งปวง
แม้ว่าพลังของพวกนางจะด้อยกว่าบุปผามรณะ แต่ด้วยความร่วมมือจากเทพระดับสูงอีกหลายองค์ ทำให้พวกนางสามารถต่อสู้ได้อย่างสูสี
ดูเหมือนว่าพลังของเทพธิดาทั้งหลายจะไม่ได้อ่อนแออย่างที่คิด
ส่วนกงเสวียนชิงนั้นคอยสังเกตการณ์อยู่รอบๆ บางครั้งก็รังแกเทพีที่แยกออกมาเพียงลำพัง
ดังจุดประสงค์หลักของซูอันคือการให้อาจารย์และหลีจื่อหนิงได้ฝึกฝนฝีมือ ขอแค่ไม่ได้รับบาดเจ็บก็เพียงพอแล้ว
“ผู้ใดชนะกัน?”
เมื่อสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงด้านนอก เทพีเซิงมิ่งพยายามแบ่งจิตบางส่วนไปสังเกตการณ์ที่โลกเทพเสมือน
ก่อนหน้านี้ ที่ป่าแห่งชีวิตถูกปกคลุมไปด้วยพลังมืด อีกทั้งยังถูกสองคนนั้นคุมตัวเอาไว้ จึงไม่อาจทราบได้ว่าภายนอกเป็นอย่างไร
เมื่อหมอกควันมืดได้จางหายไป นางก็รู้ได้ทันทีว่าต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะแล้ว
หากเป็นฝั่งเทพราชาแห่งโทษทัณฑ์ชนะก็คงดี โลกเทพเสมือนก็จะยังอยู่
แต่ถ้าหากเป็นฝ่ายปราชัยล่ะก็...
ในขณะนั้นเอง ซูอันได้ปรากฏตัวกลางอากาศเหนือสนามรบ มองลงมาที่เหล่าเทพธิดาทั้งหลาย
“ถึงเวลายุติแล้ว” เขากล่าวด้วยรอยยิ้มเรียบเฉย
“มันจบแล้ว”
เมื่อเห็นชายที่เหลือผู้เดียวนั้น ความสิ้นหวังเล็กน้อยก็ปรากฏขึ้นในดวงตาสีเขียวมรกตของนาง
นอกป่าแห่งชีวิต ไม่มีเทพองค์ใดหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงเศษกระดูกเทพที่ดูเหมือนจะถูกกัดกร่อนไปครึ่งหนึ่งกระจัดกระจายอยู่ และลมหายใจของสองเทพราชาก็ได้หายไป
เทพราชาแห่งโทษทัณฑ์และเทพราชาแห่งนิรันดร์...ตายแล้ว
โลกเทพเสมือนที่เคยรุ่งโรจน์ได้กลายเป็นดินแดนแห่งความตาย
และป่าแห่งชีวิตก็คือสถานที่แห่งชีวิตแห่งสุดท้าย แต่ดูเหมือนว่าจะคงอยู่ได้ไม่นานแล้ว
ในช่วงเวลาที่เผลอเพียงพริบตา มู่หนิงเจินฉวยโอกาสโจมตีอย่างหนักหน่วงยิ่งขึ้นจนทำให้เทพีเซิงมิ่งอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม
การต่อสู้อันน่าภิรมย์ครั้งนี้ ทำให้นางสามารถควบคุมพลังได้ดีขึ้น และเมื่อรวมกับยาหยกขาวที่ได้รับจากซูอัน นางก็สามารถสัมผัสได้ถึงหยวนเสินขั้นกลางได้แล้ว