- หน้าแรก
- ผ่าระบบตัวเอกปรปักษ์
- ตอนที่ 323 ปฏิเสธไมตรี
ตอนที่ 323 ปฏิเสธไมตรี
ตอนที่ 323 ปฏิเสธไมตรี
ตอนที่ 323 ปฏิเสธไมตรี
“ทะ ท่านจะพูดอะไร?”
อวิ๋นเยียนยืนดิ้นอยู่นอกโลง เมื่อนางถูกจับคว่ำหน้าแนบไปกับโลง นางจึงได้สังเกตเห็นโลงคริสตัลที่สร้างขึ้นเองกับมือ
ซูอันยืนซ่อนอยู่ข้างหลังของนางและสั่งสอนนางให้เชื่อฟัง
โลงนี้เริ่มสั่นคลอนอย่างแรง
บรรยากาศเร่าร้อน
“เยียนเอ๋อร์ ความจริงแล้วข้า…” อวิ๋นเฟยหยางกำลังคิดว่าจะเริ่มพูดอย่างไรและทันใดนั้นเขาได้ยินเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของเยียนเอ๋อร์ที่ดังมาจากข้างใน หัวใจของเขาพลันบีบคั้น “เยียนเอ๋อร์เจ้าเป็นอะไรไป?”
“ไม่ ไม่เป็นไร ตอนที่ข้าควบคุมซูอันกลับไม่ระวังโดนซูอันใช้กระบี่แทง”
“โจรชั่วน่ารังเกียจ!” อวิ๋นเฟยหยางดุด่าด้วยความโกรธ เขาเกลียดซูอันมากจนด่าโดยไม่ยับยั้งชั่งใจ ซูอันถึงขั้นกล้าใช้กระบี่แทงเยียนเอ๋อร์ ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเขาไร้กำลัง เขาจะทำให้ซูอันได้สำนึกแน่นอน
จากนั้นเขาก็ถามอีกครั้ง “เยียนเอ๋อร์ยังปลอดภัยหรือไม่ เจ้าไม่เจ็บหรือ?”
อวิ๋นเฟยหยางสงสัยว่าเยียนเอ๋อร์ได้รับบาดเจ็บแต่ไม่อยากให้เขากังวลหรือเปล่า
“ความจริงคือข้าได้ปราบซูอันแล้ว ตอนนี้กำลังผนึกเขาอยู่ อีกไม่นานก็เรียบร้อย” อวิ๋นเยียนต่อต้านความรู้สึกอึดอัดและพยายามตอบด้วยน้ำเสียงปกติ
อวิ๋นเฟยหยางได้ยินแล้วมีความสุขมาก เขาพูดพร้อมรอยยิ้มกว้าง “ในที่สุดโจรชั่วซูอันก็จะถูกฆ่า! เยียนเอ๋อร์ ครั้งนี้ต้องขอบคุณเจ้า!”
แน่นอนว่าเขาไม่สงสัยคำพูดของอวิ๋นเยียนเลย
ในที่สุดซูอันที่นำพาความอับอายทั้งหมดแก่เขาก็ถูกลบทิ้งจากโลกนี้
“เชื่อฟังดีนี่ ต้องให้รางวัลเจ้าแล้ว” ในห้องโถง ซูอันยิ้มและตบบั้นท้ายหยกของนาง
มีเพียงอวิ๋นเยียนเท่านั้นที่ระงับสีหน้าอย่างหนัก ตอนนี้นางคว้าจับขอบโลงเพื่อทรงตัว ทำให้ใบหน้าที่ละเอียดอ่อนบิดเบี้ยว
เมื่อความหดหู่ใจหายไปแล้ว อวิ่นเฟยหยางด้านนอกก็เริ่มบอกเล่าความในใจว่า “เยียนเอ๋อร์ เจ้ายังจำตอนที่เราเจอกันได้ไหม กว่าหมื่นปีที่แล้วข้ายังเป็นชายหนุ่มที่มีความร่าเริงและถูกตามล่าโดยตระกูลกู่...ตอนนั้นเจ้าก็เป็นเด็กมอมแมมและสวมเสื้อผ้าหนาๆ ดังนั้นข้ากับเฟิงฉานจึงคิดว่าเจ้าเป็นเด็กผู้ชาย...ต่อมาพวกเราจึงกลายเป็นพี่น้องกัน…”
เขาพูดจาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวานมาก
หากอยู่ในสถานการณ์ปกติ อวิ๋นเยียนอาจรู้สึกประทับใจมากเมื่อได้ยินเรื่องราวในอดีตเหล่านี้
แต่ตอนนี้นางกลับรู้สึกเพียงว่ามันน่าอึดอัดเท่านั้น
“พี่ชาย อืม! หากท่านมีอะไรจะพูดก็รีบพูดมาได้เลย” อวิ๋นเยียนขัดจังหวะคำพูดของอวิ๋นเฟยหยางและพูดด้วยน้ำเสียงที่อดกลั้น
คนนอกห้องโถงเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง
อวิ๋นเฟยหยางยืนอยู่หน้าประตูพลางสูดหายใจเข้าลึกและเตรียมจิตใจ
“เยียนเอ๋อร์ ความจริงแล้วข้า...ชอบเจ้า!”
เขาตะโกนอีกว่า “ข้าไม่อยากเป็นแค่พี่ชายของเจ้า!”
ประโยคสุดท้ายนี้แทบตะโกนออกมาแบบสุดกำลังและไม่มีการสงวนท่าที
อารมณ์ที่แฝงอยู่ในนั้นไม่ใช่การเสแสร้ง
เสียงทะลุประตูห้องโถงเข้าไปด้านในและก้องอยู่ในหูของคนทั้งสองที่เกาะโลงอยู่
ส่วนอวิ๋นเฟยหยางที่อยู่อีกด้านกำลังรอคำตอบด้วยใจจดจ่อ
ซูอันได้ยินคำสารภาพที่จริงใจเหล่านี้จึงแทบหลั่งน้ำตา
ตึก ตึก!
ของเหลวหยกไหลออกมาแทน
“มันเป็นเรื่องที่น่าประทับใจมาก”
ร่างกายของอวิ๋นเยียนแข็งทื่อและเผลอเงยหน้าขึ้น ร่างกายของนางสั่นสะท้านโดยไม่รู้ว่าเป็นเพราะคำพูดของอวิ๋นเฟยหยางหรือการกระทำของซูอัน
หลังจากนั้นไม่นานนางจึงพูดว่า
“ขอโทษด้วย...พี่ชาย แต่ข้าถือว่าท่านเป็นแค่พี่ชายเสมอมา บางทีท่านน่าจะหาพี่สะใภ้ได้แล้วนะ”
หากอวิ๋นเฟยหยางสารภาพก่อนหน้านี้ แม้ว่านางไม่ได้มีใจตรงกัน แต่นางจะมีความคิดมากกว่านี้และคำตอบคงมีไหวพริบมากขึ้น
ทว่าตอนนี้...
ไม่ว่านางจะเคารพพี่ชายมากแค่ไหน แต่ในตอนนี้นางยังอดขุ่นเคืองเขาไม่ได้
นางแอบบ่นในใจว่าเพราะอวิ๋นเฟยหยางดึงดูดซูอันมาจึงทำให้นางมีมลทิน
บ่นว่าเขาไม่ยอมสืบข้อมูลให้ดีและไม่เต็มใจที่จะรออีกสองเดือน
เมื่อได้ยินคำตอบของอวิ๋นเยียน อารมณ์ของอวิ๋นเฟยหยางก็ดิ่งลงทันที
เขาอยู่ที่นั่นด้วยความงุนงง หัวใจเต้นแรงและฝีเท้าหนักอึ้ง
ราวกับว่าแขนขาไม่ใช่ของตัวเองอีกต่อไป
เยียนเอ๋อร์ปฏิเสธเขา...
หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็เงยหน้าขึ้นและฝืนยิ้ม “ฮ่าฮ่า เยียนเอ๋อร์ เมื่อครู่นี้พี่ชายแค่ล้อเจ้าเล่นเพราะกลัวว่าเจ้าจะเบื่อเกินไป”
เขาแอบนึกเสียใจทีหลัง
คำสารภาพแบบนั้นหุนหันพลันแล่นเกินไปจริงๆ สมควรปลูกฝังความรู้สึกก่อนแล้วค่อยใช้เวลา
เมื่อยืนอยู่นอกประตู เขายืนเหมือนท่อนไม้และไม่พูดอะไรเลย
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยามอย่างรวดเร็ว
ซูอันเช็ดร่างกายของอวิ๋นเยียนและสวมเสื้อผ้าให้นาง จากนั้นเขาก็กลับมามีภาพลักษณ์ของชายหนุ่มอ่อนโยนและสง่างามในขณะจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เรียบ
“ถึงเวลาจัดการกับแมลงข้างนอกตัวนั้นแล้ว”
“ซูอัน เจ้าสัญญาแล้วว่าจะไม่ทำร้ายเขา!” อวิ๋นเยียนจับโลงเพื่อช่วยให้ตัวเองยืนได้แบบมั่นคง
“โอ้ จริงหรือ?” ซูอันเลิกคิ้วและคิดครู่หนึ่ง “ดูเหมือนข้าสัญญากับเจ้าตอนนั้นว่าจะไม่ทำให้เขาบาดเจ็บ แต่การให้สัญญาตอนนั้นไม่เกี่ยวกับตอนนี้และการที่เจ้าขอร้องแทนเขาทำให้ข้ารู้สึกไม่มีความสุขมาก เช่นนั้นควรดึงวิญญาณของแมลงตัวนั้นมาขัดเกลาหรือให้มดนับพันกัดกินวิญญาณดีล่ะ”
เขาจินตนาการภาพการทรมานในใจ
“เจ้าไม่คิดจะปล่อยเขาไปแต่แรก” อวิ๋นเยียนกัดฟันและมองซูอันราวกับว่าเห็นปีศาจ
ถ้านางเชื่อฟังแล้วจะปล่อยไปไม่ใช่หรือ
พูดแล้วมันหน้าอายอะไรเช่นนี้!
ถึงอย่างไรอวิ๋นเฟยหยางคือพี่ชายของนางและเป็นญาติคนสุดท้ายบนโลกนี้ นางทนเห็นซูอันทรมานอวิ๋นเฟยหยางจนตายไม่ได้
แต่เห็นได้ชัดว่าซูอันต้องการให้นางขอร้อง มิฉะนั้นนางคงไม่มีโอกาสได้พูด
“ข้าสามารถยกเคล็ดวิชาเวท มรดกต่างๆ และอาวุธระดับจักรพรรดิของข้าให้เจ้าได้!” นางทุ่มสุดตัว
“ดูเหมือนว่าเยียนเอ๋อร์จะยังไม่เข้าใจสถานการณ์”
ซูอันแค่นหัวเราะและค่อยๆ เลื่อนมือไปตามแก้มจนถึงคอของอวิ๋นเยียน จากนั้นใช้แรงจับคอของนางแล้วยกตัวนางขึ้น
ร่างกายของอวิ๋นเยียนเปลือยเปล่าอีกครั้งและเท้าละเอียดอ่อนทั้งสองดิ้นรนอยู่กลางอากาศไม่สามารถแตะพื้นได้
ภายใต้แสงของอาวุธธรรมรูปตะเกียงในห้องโถง นางดูน่าสงสารเป็นพิเศษ
“ตอนนี้เจ้าเป็นนักโทษของข้าและทุกสิ่งที่เจ้ามีย่อมเป็นของข้า นี่เจ้ากำลังใช้ของของข้ามาต่อรองกับข้าหรือ?” มือของซูอันค่อยๆ ออกแรงเพิ่มขึ้น
“อะ อือ!”
อวิ๋นเยียนอยากจะพูด แต่ซูอันบีบคอของนางจึงทำให้นางพูดไม่ได้แม้แต่ครึ่งคำและทำได้เพียงตบแขนของซูอันเพื่อประท้วง
สตรีที่แข็งแกร่งในระดับจักรพรรดิ หนึ่งในสามยักษ์ใหญ่ของวิหารแห่งสงคราม วีรสตรีที่ได้รับการยกย่องจากโลกเจินอู่กำลังถูกทำให้อับอายเช่นนี้ ช่างน่าเศร้าจริงๆ
แต่สีหน้าของชายคนนี้ไม่เปลี่ยนแปลงเลย
“อึก!”
ในที่สุดซูอันก็ปล่อยมือ อวิ๋นเยียนยกมือกุมคอแล้วสำลักอากาศออกมา
แต่ความจริงแล้วในพลังวิญญาณระดับของนาง การหายใจไม่จำเป็นอีกต่อไป แม้ว่าพลังของนางจะถูกผนึกไว้ แต่นางไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ มันเป็นแค่ปฏิกิริยาเคยชินเท่านั้นและตอนที่ซูอันบีบคอนางก็ไม่ได้ผ่อนแรงด้วย
“เจ้าต้องการอะไร?”
หลังจากนั้นไม่นานอวิ๋นเยียนจึงเงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาโกรธเคือง
นางไม่สนใจร่างกายที่เปลือยเปล่าแล้ว เพราะถึงอย่างไรนางก็ถูกผู้ชายคนนี้ทำให้อับอายจนสิ้นและได้เห็นทุกสิ่งที่ควรหรือไม่ควรเห็น
“อืม ข้าขอคิดดูก่อน” ซูอันมองของเล่นชิ้นโตและดวงตาที่ไม่ปิดบังของเขาทำให้อวิ๋นเยียนรู้สึกกลัว
“ให้เจ้าได้พักผ่อนโดยเปิดทะเลศักดิ์สิทธิ์แล้วให้ข้าผนึกวิญญาณของเจ้าโดยสมบูรณ์ดีหรือไม่” เขาเล่นอย่างมีชั้นเชิง
อวิ๋นเยียนได้ยินแล้วสีหน้าเปลี่ยนไปโดยพลัน