- หน้าแรก
- ผ่าระบบตัวเอกปรปักษ์
- ตอนที่ 153 คราวซวยตกอยู่ที่เศษซากขององค์ชายใหญ่
ตอนที่ 153 คราวซวยตกอยู่ที่เศษซากขององค์ชายใหญ่
ตอนที่ 153 คราวซวยตกอยู่ที่เศษซากขององค์ชายใหญ่
ตอนที่ 153 คราวซวยตกอยู่ที่เศษซากขององค์ชายใหญ่
มวลพลังงานสีชมพูอ่อนไหลจากภายในสู่ภายนอกทำให้มู่หนิงเจินอดส่งเสียงครวญครางไม่ได้ ผิวสีขาวราวหิมะของนางแดงระเรื่อและดวงตาของนางค่อยๆ มีเสน่ห์เย้ายวน
“เสี่ยวอัน เจ้ากำลังเล่นกับไฟ!”
ซูอัน “...”
หรือตำแหน่งจะพลิกผันอีกแล้ว
ทันใดนั้นมู่หนิงเจินกระโจนเข้าใส่เขาด้วยความเกรี้ยวกราดและปราบซูอันบนเตียงด้วยมือเดียว
เมฆาเลือนหาย นภากระจ่างใส
เมื่อมองร่างกายของซูอันที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วน มู่หนิงเจินกลับรู้สึกหงุดหงิด
ไอ้สารเลว ไอ้เด็กสารเลวคนนี้ เขาบอกว่าใช้กระดิ่งเหอฮวนไม่เป็น แต่กลายเป็นว่าเขาใช้มันกับนาง
เห็นได้ชัดว่านางตัดสินใจจะไม่ยุ่งกับเขาอีกต่อไป แต่นางไม่สามารถควบคุมตัวเองได้จริงๆ
“อือ เจินเจินกอดหน่อย”
หลังการสู้รบ ซูอันรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อยเพราะความแข็งแกร่งของปรมาจารย์หยวนเสินน่าสะพรึงกลัวจริงๆ แม้ว่าเขาจะพยายามเต็มที่ แต่เขาก็ยังเสียเปรียบมากกว่า
เมื่อรวมกับการกระตุ้นของกระดิ่งเหอฮวนแล้วยิ่งทำให้มู่หนิงเจินทวีความเกรี้ยวกราดและทำให้เขาสู้ไม่ไหว
เขาหลับตายิ้มและกางแขนออก ในที่สุดก็คว้าเอวของมู่หนิงเจินไว้แล้ววางศีรษะไว้ในอ้อมแขนของนาง
หมอนยี่ห้อมู่หนิงเจินก็สบายมากเช่นกัน
เมื่อเห็นซูอันทำตัวเช่นนี้ มู่หนิงเจินอดทอดถอนใจไม่ได้ นางทนตำหนิเขาไม่ลงจริงๆ
การได้พบกับเจ้าหนุ่มคนนี้ทำให้นางต้องถอนหายใจด้วยความโกรธไปชั่วชีวิต
ขณะที่ทั้งสองสู้รบกันบนเรือเซียน ทางด้านล่างนั้นบุปผามรณะและหน่วยวิหคดำได้ทำลายล้างรวมทั้งจับกุมสมาชิกที่เหลือของลัทธิเซวี่ยเหอ
ยกเว้นไม่กี่คนเช่นหลินต้าจู้ที่ยอมจำนนด้วยความชาญฉลาด คนอื่นๆ ที่กล้าต่อต้านและหนีล้วนกลายเป็นควันสีเทา
คลังสมบัติของลัทธิเซวี่ยเหอก็ถูกค้นเช่นกัน
หน่วยวิหคดำเก็บรวบรวมสามส่วน ส่วนบุปผามรณะเก็บไว้ให้ซูอันอีกเจ็ดส่วน
เพราะซูอันจะแบ่งให้มู่หนิงเจินสี่ส่วน เนื่องจากนิกายเทียนสุ่ยเพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์และมู่หนิงเจินต้องพึ่งพาเขา แต่ในคลังของเขามีไม่มากพอขนาดนั้น
ด้วยทรัพยากรเหล่านี้ นิกายเทียนสุ่ยจะสามารถตามทันดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ก่อนหน้านี้ได้
ถึงเวลาที่อินเอ๋อร์จะเลื่อนระดับเป็นหยางบริสุทธิ์แล้วเช่นกัน
หลังจากพักผ่อนจนหายเหนื่อยแล้วซูอันจึงคิดถึงฉู่อินขึ้นมา
ครั้งล่าสุดที่เขาได้เห็นฉู่อินคือนางใกล้บรรลุไปอีกขั้นแล้ว ที่สำคัญคือพรสวรรค์ของฉู่อินยังอยู่ในระดับสูงสุด เมื่อได้รับคำแนะนำจากมู่หนิงเจินย่อมทำให้การทะลวงสู่หยางบริสุทธิ์ไม่น่าจะเป็นปัญหา
“เอาล่ะ ได้เวลาตื่นนอนแล้ว” มู่หนิงเจินมองซูอันที่กอดนางไว้แน่นด้วยความอับจนหนทาง
ความจริงนางควรกลับทันทีที่สังหารศัตรูเสร็จ มิฉะนั้นคงไม่เปิดโอกาสให้ผู้ชายคนนี้ได้ดั่งใจ
ซูอันดื้อดึง “อาจารย์จูบก่อนสิ”
เมื่อมองซูอันที่ทำตัวเหมือนเด็ก มู่หนิงเจินจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากก้มหน้าลงไปหา
เมื่อริมฝีปากประกบกัน ซูอันจึงยอมปล่อยเนื้อหยกหอมหวนอบอุ่นในอ้อมแขนด้วยความไม่เต็มใจ
“ข้าต้องไปก่อน ที่นิกายเทียนสุ่ยยังต้องให้ข้าไปดูแลสถานการณ์โดยรวม”
ทันทีที่หลุดพ้นจากพันธนาการ มู่หนิงเจินรีบสวมเสื้อผ้าเพื่อปกปิดร่างกายขาวผุดผ่องที่เต็มไปด้วยรอยประทับสีแดง
นางไม่กล้ารั้งรออยู่อีก เพราะใครจะรู้ว่าเด็กคนนี้คิดทำสิ่งใดบ้าง
เมื่อมู่หนิงเจินจากไป ซูอันจึงลุกขึ้นนั่งด้วยสายตาที่ชัดเจน เขามองร่องรอยที่เหลือจากการต่อสู้บนเตียงแล้วยิ้มออกมา
เกราะป้องกันของมู่หนิงเจินค่อยๆ ลดลงทุกขณะ
“อาจารย์ยังคิดว่าจะหลอกตัวเองได้นานสักแค่ไหนเชียว”
จากหลิงโจวไปยังเมืองหลวงมีข่าวว่าซูอันได้สร้างความดีความชอบครั้งใหญ่อีกครั้ง
เนื่องจากลัทธิผู้ปลูกฝังมารที่แข็งแกร่งที่สุดในต้าซางถูกทำลาย แน่นอนว่าข่าวดังกล่าวแพร่มาถึงเมืองหลวงด้วยความรวดเร็วเช่นกัน
ทุกคนต่างพูดถึงรางวัลที่ท่านโหวซูจะได้รับ แต่คราวนี้กลับไม่มีความเคลื่อนไหวจากในวังเลย
อาจเพราะความดีความชอบนี้ถูกบันทึกไว้เพื่อรวมกับผลงานครั้งต่อไปก็เป็นได้
……
“ใต้เท้าทุกท่าน บัดนี้ผู้ปลูกฝังมารแดนเหนือเริ่มอาละวาดหนักขึ้นเรื่อยๆ พวกท่านมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง?”
ในท้องพระโรงหลิงเซียวมีการจัดประชุมราชสำนักที่หายากขึ้นอีกครั้ง
จักรพรรดินีอยู่ในชุดคลุมมังกรและนั่งบนบัลลังก์เช่นเดียวกับจักรพรรดิสวรรค์ที่ปกครองเก้าชั้นฟ้า นางมีความสูงส่งและสง่างามไม่อาจละเมิดได้
“ประเด็นนี้...”
หลังจากได้ยินคำถามของจักรพรรดินีจึงทำให้ทั่วท้องพระโรงหลิงเซียวเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง
ขุนนางบางคนหันมองหน้ากัน
แม้ว่าแดนเหนือจะสูญเสียจอมมารไปถึงสองคน แต่ต้าซางกลับสูญเสียการควบคุม เพราะผู้ปลูกฝังมารหลายคนคิดว่ากำลังได้รับการหนุนหลังจาก ‘มารสวรรค์’ ผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมเหิมเกริมของผู้ปลูกฝังมารเหล่านั้น
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้พวกผู้ปลูกฝังมารมักพยายามล่วงล้ำเขตชายแดนเหนือเข้ามาเพื่อปล้นทรัพยากร บางคนบุกเข้ามาง่ายๆ เปิดเผย บางคนซ่อนตัวมิดชิด ทำให้หน่วยพิทักษ์ดินแดนเหนือและสำนักปราบมารกำลังร่วมมือกันปราบปรามอย่างหนัก
มีสองความยากลำบากในการจัดการกับแดนเหนือ หนึ่งคือแดนเหนือเป็นสถานที่ที่ผู้ปลูกฝังมารมารวมตัวกันและมีผู้ปลูกฝังมารหยางบริสุทธิ์ไม่น้อยกว่ายี่สิบคนขึ้นไปแน่นอน
สองคือ ‘มารสวรรค์’ นั้นทำให้ทุกคนสับสนกับสถานการณ์ปัจจุบันและไม่กล้าทำการบุ่มบ่าม
โดยเฉพาะถ้า ‘มารสวรรค์’ ไม่ถูกกำจัดก็ไม่มีใครกล้าแสดงความคิดเห็น
จักรพรรดินีเบนความสนใจไปที่ซูอันซึ่งแฝงภัยคุกคามโดยนัย
ความหมายง่ายมาก คือปัญหาที่เจ้าก่อไว้ เจ้าต้องแก้ไขให้เจิ้น
ซูอันซึ่งกำลังอู้งานจึงทำได้เพียงลุกเดินออกมา
“ทูลฝ่าบาท สาเหตุที่ผู้ปลูกฝังมารออกอาละวาดเพราะอาศัยพลังของ ‘จอมมาร’ เท่านั้น แต่ถ้าจอมมารน่ากลัวขนาดนั้นจริงๆ เหตุใดเขาถึงมัวแต่ซ่อนตัวและยังไม่กล้าโผล่หน้าออกมาอีก ตามความเห็นของกระหม่อมคือจอมมารอะไรนั่นไม่มีสิ่งใดมากไปกว่าเสือกระดาษ กระหม่อมคิดว่าแค่ส่งคนที่แข็งแกร่งไปทางเหนือเพื่อหยุดยั้งและสังหารผู้ปลูกฝังมารเหล่านั้น รับประกันว่าพวกเขาจะสงบลงโดยธรรมชาติ”
นี่คือวิธีแก้ปัญหาที่หยาบมาก แต่ถ้าสถานการณ์เป็นไปตามที่ซูอันพูดก็จะได้ผลมากจริงๆ
“แล้วใต้เท้าซูคิดว่าควรส่งผู้ใดไปล่ะ?” จักรพรรดินีถามอีกครั้ง
เมื่อได้ยินคำถามของจักรพรรดินี บรรดาขุนนางก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาโดยพลัน พวกเขาทั้งหมดกำลังครุ่นคิดว่าตัวเองเคยมีความแค้นต่อท่านโหวหรือไม่
ขออย่าพูดชื่อของพวกเขาออกมาก็พอ
“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมรู้สึกว่าแม่ทัพอวิ๋นฮุ่ยลู่ฉงหลิน, ผิงหยางโหวลู่ซิน...ฯลฯ มีความแข็งแกร่งที่ไม่ธรรมดา พวกเขาเป็นเสาหลักของต้าซางและสามารถแบกรับงานสำคัญนี้ได้พ่ะย่ะค่ะ”
ซูอันร่ายรายชื่อออกมาเจ็ดแปดชื่อซึ่งล้วนเป็นผู้แข็งแกร่งในระดับหยางบริสุทธิ์
เมื่อได้ยินว่าไม่มีชื่อของตน บรรดาขุนนางทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหารจึงอดถอนหายใจด้วยความโล่งอกไม่ได้ หลังจากนั้นจึงตระหนักได้ว่าท่านโหวซูต้องการทำลายอดีตพรรคพวกขององค์ชายใหญ่ให้สิ้นซาก
เพราะชื่อเหล่านี้เคยเป็นผู้สนับสนุนขององค์ชายใหญ่
ครั้งสุดท้ายที่เฉินเฟิงประพันธ์กวีต่อต้านราชสำนัก พวกเศษซากขององค์ชายใหญ่ที่เหลืออยู่เกือบถูกทำลายจนสิ้นแล้ว
แต่ยังมีบางคนที่จัดการยาก
เพราะส่วนใหญ่เป็นผู้มีอำนาจและดำรงตำแหน่งลอยๆ จากยุคของอดีตจักรพรรดิ ในเมื่อพวกเขาอยู่ห่างจากศูนย์กลางอำนาจจึงไม่คุ้มที่จะปราบปราม
แต่คราวนี้บังเอิญได้ใช้ประโยชน์จากเศษซากเหล่านี้พอดี
“กระหม่อมเห็นด้วย!” หลี่เต๋อเฉวียนลุกขึ้นยืนทันที
“กระหม่อมก็เห็นด้วย!”
สิ่งที่ตามมาคือความเห็นชอบจากทุกคน
ตราบใดที่ไม่ทิ้งความยุ่งเหยิงนี้ใส่ตัวเองก็จะไม่เป็นไร
“ตกลงตามนี้” จักรพรรดินีอนุมัติ
จากนั้นคำสั่งของราชสำนักจึงถูกส่งไปยังที่พักของขุนนางที่ได้รับการเสนอชื่อเหล่านั้น
……
ในเรือนจำของสำนักมือปราบ พวกหวังต้ากังที่ถูกซูอันลืมเลือนกำลังเผชิญกับประสบการณ์ที่น่าเศร้า
ผู้คนที่ถูกคุมขังในเรือนจำของสำนักมือปราบไม่ใช่ผู้กระทำความผิดสถานเบา
พวกหวังต้ากังจึงได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากหัวหน้าสำนักมือปราบ
แต่ละคนได้รับการดูแลแตกต่างกันไป
“วันนี้เจ้าต้องรับใช้พวกเราสามพี่น้อง”
ชายร่างกำยำสามคนเดินเข้ามาหาหวังต้ากังซึ่งดูเหมือนซากสุนัขตาย สำหรับชายร่างกำยำที่เป็นผู้นำนั้นมีรอยแผลเป็นบนใบหน้าและเป็นที่รู้จักในนามพี่หน้าบาก
“ไม่ ไม่เอาแล้ว!”
ความสยองขวัญปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหวังต้ากังทันที