เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 ปฐมบท [5]

บทที่ 5 ปฐมบท [5]

บทที่ 5 ปฐมบท [5]


ความเงียบอึดอัดปกคลุมอยู่รอบตัว ดวงตาของโจรขโมยไฟสั่นระริก มองมาที่ฉัน ส่วนฉันก็มองตอบอย่างสงบ

การจะฆ่าคนสองคนหรือสามคน มันไม่ได้ต่างกันเท่าไรนัก บางทีเบรกในใจฉันอาจพังไปแล้วตั้งแต่วันที่เผลอฆ่าคนครั้งแรก “สึกกร่อน” คงเป็นคำที่เหมาะกว่า

แววลังเลแสดงออกบนหน้าของโจรขโมยไฟ สายตาเขาวูบไหวระหว่างฉัน ขวาน และรถบ้าน ความกลัว ความโกรธ ความฮึดสู้ ผลัดเปลี่ยนกันฉายชัดในดวงตา ฉันเพียงเฝ้ามองโดยไม่กระพริบ

แล้วทันทีที่ความฮึดสู้ตัดสินใจเข้าครอบงำ ร่างเขาเหมือนจะหันกายเตรียมวิ่งหนีฉันพูดขึ้นก่อน

“คิดจะหนีงั้นเหรอ? ไม่มีทางหรอก ถ้าหนี ฉันจะปักขวานใส่หลังนายทันที”

ฉันขยับมือ แกะปลอกหนังแล้วเหวี่ยงขวานเป็นสัญญาณ

ศัตรูถ้าหันหลังเมื่อไร ฉันมีเวลาโจมตีเต็มที่แถมฉันยังมีค้อนในมืออีก

ใต้ท้องฟ้ามืดมิดแสงไฟถนนสีขาวนวลส่องหน้าของโจรขโมยไฟให้ซีดเผือด เขาสั่นเทิ้มแล้วค้อมตัวลง ค่อย ๆ วางโทรศัพท์เครื่องใหม่เอี่ยมไว้บนพื้นคอนกรีต

“ดี… ทีนี้เตะมันมาทางนี้”

เขาขบฟันแน่นแล้วเตะโทรศัพท์ออกไป เครื่องไถลครูดกับพื้นเข้าไปใต้ท้องรถบ้าน ฉันเห็นแล้วก็ขมวดคิ้ว

“ไร้สาระ”

ฉันย่อตัวลงจะหยิบโทรศัพท์นี่แหละกลลวงเพื่อโจมตี

“ไม่ ไม่ใช่นะ!”

โจรขโมยไฟรีบส่ายหัว แต่ฉันไม่หลงเชื่อหรอก วันนี้เป็นวันที่ห้าตั้งแต่เกิดวิกฤตซอมบี้ เขาก็ผ่านการเอาตัวรอดมาไม่ต่างจากฉัน ไม่ควรประมาท

ยิ่งไปกว่านั้น เขาเองก็เป็นอาชญากร ขโมยไฟจากที่สาธารณะได้ แสดงว่าศีลธรรมก็พังไม่ต่างกับฉัน

‘ถ้าจะจัดการโดยไม่ให้บาดเจ็บ…’

ฉันคิดเพียงเสี้ยววินาที แล้วเลือกการกระทำที่เหมาะ

“เข้าไปสิ… ไปเอาอุปกรณ์แคมป์ออกมาให้หมด”

ฉันขยับยืนข้างประตู ชี้เข้าไปในรถพร้อมกับแหย่ปลายขวานเข้าไปข้างใน กันไม่ให้เขาปิดประตูได้

โจรไฟก้าวช้า ๆ เข้าไป สายตายังคอยเหลือบมองฉันกับขวานอยู่ตลอด แววเป็นศัตรูแลบผ่านดวงตาเป็นระยะ

ฉันสอดมือเข้าไปในกระเป๋าฮู้ด คว้าค้อนแน่น ถ้าโจมตีเมื่อไร ฉันจะเหวี่ยงมันใส่ทันที

‘อา… ถ้าเขาเข้ามาใกล้เกินไป ประสิทธิภาพของค้อนอาจจะลดลง’

โชคดีที่เขาไม่โจมตี เขาเข้าไปในรถแล้วเอ่ยถามเสียงแข็ง

“จะให้เอาอะไรมาก่อน?”

“หม้อก่อน”

ฉันพยักหน้า เขาหยิบหม้อใบใหญ่ยี่ห้อดัง เสียงโลหะข้างในกระทบกันดังกรุ๋งกริ๋ง

แล้วทันใดนั้น โจรขโมยไฟกัดฟันขว้างหม้อใส่ฉัน

“ไปตายซะ ไอ้สวะ!”

หม้อปลิวมา ฉันรีบยกมือขึ้นบัง น้ำหนักไม่มากนักเลยไม่เจ็บ แต่ฉันแกล้งร้องโอดครวญ “อ๊ากกก!” ก่อนทิ้งตัวล้มไปกับพื้น

แน่นอนว่าขวานยังขวางอยู่กับประตูรถ

“ไอ้ขอทานไร้ค่า!”

เสียงประตูปิดดังปัง แต่ติดตรงด้ามขวานที่กั้นไว้ จากนั้นด้านในก็มีเสียงโกลาหล เหมือนกำลังโยนข้าวของมั่วไปหมด

ฉันค่อย ๆ บิดขวาน หมุนใช้เป็นงัดคันโยก แล้วดึงแรง ๆ ประตูที่เหลือก็เปิดออกเต็มที่

ข้างในมีเก้าอี้และสัมภาระวางซ้อนกันเป็นกำแพงกั้น

ไม่นานนักก็เห็นโจรขโมยไฟปีนป่ายขึ้นอ่างล้างจาน กระเสือกกระสนจะหนีไปที่เบาะคนขับ แขนขาแกว่งไปมายุ่งเหยิง

‘มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดแฮะ…’

ถ้าฉันไม่ได้ยึดขวานไว้ตั้งแต่แรก ป่านนี้คงปล่อยเขาคงหนีไปแล้วจริง ๆ

เขามันอาชญากร ขโมยไฟหลวงไม่ต่างอะไรจากโจรป่าบนโลกยุคใหม่

ฉันถีบเก้าอี้ออกแล้วปีนเข้าไปในรถ ทันทีที่ปลดปลอกหนังของขวาน เสียงกระดุมแป๊กฉีกขาดดัง แกร๊ก

ฉันงอแขน ยกคมขวานไปจ่อคอหอยของโจรขโมยไฟที่นั่งตัวเกร็งอยู่ตรงเบาะคนขับ

“อะ… อ่า…”

เขาหอบหายใจถี่ กลืนน้ำลายลงคอจนลูกกระเดือกสั่นสะท้าน เนื้อผิวแนบกับคมขวานทันที เส้นบาง ๆ ปรากฏขึ้นพร้อมเม็ดเลือดเล็ก ๆ ซึมออกมา

“ขะขอร้องล่ะ อย่าฆ่าผมเลย ผมจะไม่แจ้งตำรวจ เงินล่ะ? ต้องการเงินไหม? ผมมีเงิน!”

ฉันหัวเราะเบา ๆ

เงิน? เมื่อโลกพังทลาย เงินยังจะมีค่าอีกหรือ?

ฉันลากคมขวานช้า ๆ จากลำคอขึ้นไปถึงแก้ม แล้วเลื่อนต่อจนถึงศีรษะ

สายตาของโจรไฟวิ่งตามคมขวานด้วยความตื่นตระหนก หอบหายใจแรงราวกับเพิ่งวิ่งสุดแรง

“รหัสปลดล็อกโทรศัพท์”

“เป็นลายนิ้วมือ แต่ถ้าคุณอยากให้ผมเปลี่ยนเป็นรหัสผ่านก็”

ไม่จำเป็นต้องฟังต่อ ตราบใดที่นิ้วเขายังอยู่ครบก็ใช้ได้

ฉันกดขวานลงเล็กน้อยให้แนบกับศีรษะของเขา สายตาโจรขโมยไฟถูกตรึงอยู่กับคมขวานเท่านั้น

นี่คือโอกาส โอกาสสังหารโดยไร้การต่อต้าน

ฉันชักมืออีกข้างออกมาจากกระเป๋าฮู้ด คว้าค้อนแน่นหนา

ถ้าเหวี่ยงค้อนสวนทางกับขวาน คงเป็นการฆ่าที่สะอาด เลือดสาดก็ไม่ใช่ปัญหา ถ้าเอาถุงครอบหัวแล้วรัดด้วยสายชาร์จให้แน่น เลือดก็ไม่เลอะเทอะ

“ขอร้องล่ะ ได้โปรด…”

“…”

หยดน้ำตาเอ่อขึ้นในดวงตาของเขา ไหลลงแก้มอย่างน่าสมเพช

ฉันเป็นแค่ฆาตกร นักโทษแหกคุก ขโมยจักรยาน นักรีดไถที่เคยทำร้ายคนธรรมดา แต่เขาต่างออกไป อาชญากรชั่วช้าที่กล้าขโมยไฟของชาติ

ด้วยความหน้าด้านขนาดนี้ จะให้ร้องไห้ง่าย ๆ ได้ยังไง?

ที่พยายามหลอกฉันด้วยโทรศัพท์เมื่อกี้ก็บอกอยู่แล้วว่าเขาเป็นนักเลงเจ้าเล่ห์

ฉันค่อย ๆ ยกค้อนขึ้นสูง

แต่หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง ฉันก็เก็บค้อนกลับเข้าไป

“โยนกุญแจรถลงพื้นฝั่งผู้โดยสาร ปลดล็อกโทรศัพท์ซะ”

“คะครับ…!”

“แล้วก็ เข้าไปในถุงนอน”

เขายังพอมีค่าให้ไว้ชีวิตอยู่

“จะชาร์จเสร็จเมื่อไร?”

ฉันไม่รู้หรอกว่ารถไฟฟ้าต้องชาร์จนานแค่ไหน ฉันกระดิกเท้าอย่างหงุดหงิดบนเบาะคนขับ อยากจะหนีไปจากที่นี่เร็วที่สุด ถ้าขับรถคนอื่นหนี คงไม่โดนตำรวจตามแน่

เสียงดังขึ้นจากด้านหลัง เป็นเสียงของโจรขโมยไฟ

“ไปได้แล้ว! แบตยังเหลืออีกเยอะ!”

ฉันเหลียวกลับไปมอง

ในพื้นที่ที่ฉันจัดไว้ ร่างของมันนอนขดเหมือนหนอนผีเสื้อ ถูกขังอยู่ในคุกถุงนอน ฉันใช้เชือกแคมป์พันรัดหลายชั้น  มือเขาถูกมัดแน่นหนา ไม่มีทางหนีเองได้

สีหน้าของเขายังดูไม่แย่นัก ตรงกันข้าม แววตาที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมกลับเปล่งประกาย เหมือนกำลังมองหาจังหวะเอาตัวรอด

ฉันลองสวมบทเป็นเขาในใจ อาชญากร ลักพาตัว แผนหลบหนี

‘เขาจะตะโกนขอความช่วยเหลือถ้ามีคนผ่านมา? หรืออาจจะรอจังหวะที่ฉันไม่อยู่แล้วขอให้คนแถวนั้นช่วย?’

แต่ไม่ใช่ปัญหาแค่เปิดเพลงดัง ๆ ผ่านลำโพง ก็จะกลบเสียงทุกอย่างได้

ฉันเอ่ยสั้น ๆ

“เปิดเพลงในรถนี่ ยังไง?”

“อะ… นั่นมัน”

ทันทีที่ฉันยกขวานขึ้น โจรขโมยไฟรีบอธิบายรัว ๆ ฉันพยักหน้ารับ แล้วก้าวออกไปดึงสายชาร์จออกมา

เชือกที่เหนียวทนพวกนี้ ต่อให้โลกแตก ไฟฟ้าหมด ก็ยังคงมีค่าเสมอ

พอกลับมานั่งประจำเบาะคนขับ กำพวงมาลัยไว้ ฉันกลับชะงัก

มีปัญหา ปัญหาใหญ่

ฉันทำหน้าลำบากใจ แล้วเอ่ยถามเสียงแผ่ว

“เอ่อ… คันเร่งคืออันไหนนะ?”

ถึงจะมีใบขับขี่ แต่ในชีวิตไม่เคยขับจริงเลย ความทรงจำมันเลือนหายไปหมดแล้ว

ตาของโจรไฟเบิกกว้าง

“เฮ้ย! อย่าขับนะ! ให้ฉันดีกว่า”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวลอง ๆ ดูเอง”

“ไม่นะ! อย่า! รถแคมป์เปอร์คันนี้แพงมากนะ! หยุด! อย่าทำบ้า ๆ แบบนั้น!”

เขาดูโอเวอร์ไปหน่อย ฉันหัวเราะในคอ แล้วหมุนเสียงเพลงให้ดังสุด ๆ

บทเพลงท่องเที่ยวกระหึ่มลำโพง กลบเสียงทุกสิ่ง

เอาล่ะ ฉันกดคันเหยียบอันหนึ่งลงไป

สิ่งที่อยู่ตรงหน้ากำลังใกล้เข้ามาคืออาคารห้องน้ำสาธารณะ

ฉันพุ่งเข้าชนเต็มแรง เสียงกระแทกถูกกลืนหายด้วยเสียงเพลง รถเพียงสั่นสะเทือนแรง ๆ เท่านั้น

“อ้อ อันนี้เองคือคันเร่ง วิ่งตรงไปข้างหน้า ใช่แน่แล้ว”

ฉันหัวเราะลั่น ฮัมเพลงตาม แล้วขยับเกียร์ขับออกไปทางถนน

เหมือนจะได้ยินเสียงกรีดร้องจากด้านหลัง แต่ไม่จำเป็นต้องใส่ใจอะไรอีก

ฉันขับรถอย่างรื่นเริง มุ่งหน้าลงจากภูเขา

วันที่ 5 หลังเกิดวิกฤติซอมบี้

ฉันได้ทั้งรถแคมป์เปอร์กับโทรศัพท์มือถือ แถมยังได้พูดคุยกับคนอีกครั้ง

จากคนป่าที่ติดแหง็กบนภูเขา ฉันกลับมาเป็นมนุษย์เมืองที่มีอารยธรรมอีกครั้ง

วันที่ 6 หลังเกิดวิกฤติซอมบี้

โลกกำลังล่มสลายไปอย่างราบรื่น

ถนนชนบทที่รกร้างชานเมือง

ฉันจอดรถพักข้างทางแล้วหลับสนิท เมื่อตื่นมาก็ล้างหน้าล้างตาด้วยน้ำที่มีอยู่ในครัวรถแคมป์เปอร์ ก่อนจะหยิบกล่องข้าวมากิน

เป็นข้าวกล่องที่โจรขโมยไฟซื้อมาเตรียมแคมป์ปิ้ง คล้าย ๆ เสบียงทหาร เป็นข้าวคลุกเครื่อง

‘อร่อยชะมัด’

หลังจากเอาแต่เคี้ยวช็อกโกแลตบาร์กับซีเรียลบนภูเขามาหลายวัน การได้กินข้าวจริง ๆ มันทำให้หัวใจเบาสบาย ความตึงเครียดคลายลงพร้อมความอิ่มเอม

“เฮ้ ฉันก็หิวนะ”

ฉันก้มลงมอง โจรขโมยไฟที่ยังถูกขังอยู่ในถุงนอนส่งสายตาน่าสงสารมาให้ ฉันส่ายหน้า

“คนเราทนไม่กินอาหารได้ตั้ง 3 อาทิตย์”

กฎ 333 ใช่ไหม 3 นาทีไม่มีอากาศหายใจ  3 ชั่วโมงไร้ความอบอุ่น  3 วันไม่มีน้ำ  3 อาทิตย์ไม่แตะอาหาร

ตามกฎนั้น เขาไม่จำเป็นต้องกินอะไรเลย ส่วนฉันน่ะสิ ต้องกิน ฉันรีบตักข้าวคลุกเข้าปาก เคี้ยวพลางพูดว่า

“เล่าต่อมาสิ ว่าเกิดอะไรขึ้นข้างนอกบ้าง”

ฉันอยากรู้เรื่องราวของโลกภายนอก ระหว่างที่ฉันติดแหง็กอยู่บนภูเขา

“ผมจะเล่า… ถ้าได้ดื่มน้ำสักหน่อย”

โจรขโมยไฟกระพริบตาถี่ ๆ อย่างวิงวอน ฉันพยักหน้า เห็นว่าในรถแคมป์เปอร์นี้มีน้ำเป็นสิบ ๆ ลิตร คงไม่เป็นไรที่จะให้เขาจิบสักเล็กน้อย

“ฉันจะให้น้ำดื่มบ้าง ถ้าแกพูด”

โจรขโมยไฟเบิกตาเป็นประกายทันที

“ฉันเล่าถึงไหนแล้วนะ? อ้อ… เรื่องทหาร กองทัพเองก็ปั่นป่วนเหมือนกัน ได้ยินว่ามีผู้ติดเชื้ออยู่ตามค่ายฝึก หลายที่ถึงกับยิงผู้ติดเชื้อตายเลย”

“ยิง…งั้นเหรอ?”

ฉันวางช้อนลงทันที

ปืน กองทัพที่มีอาวุธครบมือ

หรือว่าวันสิ้นโลกจะไม่มาถึงจริง ๆ กัน? เอาจริงนะ ต่อให้ซอมบี้จะน่ากลัวแค่ไหน แต่พวกมันไม่มีทางต้านทานรถถังหรือเครื่องบินรบได้หรอก

มือฉันสั่นระริก นี่มันไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหม? ไม่ได้! ฉันมีสิ่งที่จะต้องเสียมากเกินไปในวันสิ้นโลก…ต้องมาถึงแน่ ๆ!

โชคดีที่โจรขโมยไฟพูดต่อราวกับปลอบใจฉัน เขาบ่นงึมงำ

“มันบ้าไปแล้ว พวกนั้นเป็นผู้ป่วย ไม่ใช่ซอมบี้ ทหารกลับยิงคนป่วยเนี่ยนะ แบบนี้มันไม่ถูกหรอก ตอนโควิดก็จะยิงผู้ป่วย จะฆ่าพลเมืองด้วย ใครจะเป็นรายต่อไปหลังซอมบี้กันล่ะ?”

ดี…

โลกใบนี้ยังเข้าข้างฉัน โลกที่ยังยึดมั่นกับสมมุติฐานว่า ซอมบี้ก็คือมนุษย์

ความหวังและความมองโลกในแง่ดี ยังล้นทะลักอยู่รอบตัว

ฉันยิ้มกว้างอย่างห้ามไม่อยู่

“แต่ถ้ามีวัคซีนหรือยารักษา ซอมบี้ก็กลับมาเป็นคนได้เหมือนกัน ครอบครัวของผู้ติดเชื้อกับกลุ่มสิทธิมนุษยชนก็กดดันกองทัพอย่างหนัก”

ถ้าเป็นอย่างนั้น กองทัพก็ไม่อาจเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ พวกเขาจะค่อย ๆ อ่อนกำลังลง เมื่อถูกไวรัสกัดกินไปทีละน้อย

รถถัง เครื่องบินรบ อาวุธทุกชนิด… สุดท้ายก็ยังต้องพึ่งพามนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นนักบิน ช่างเครื่อง ทหารลำเลียงและขนส่งเสบียง และเมื่อคนเหล่านั้นทยอยกลายเป็นซอมบี้ อนาคตที่รออยู่ก็เห็นชัดเจนแล้ว

ฉันกลับมาตักข้าวเข้าปาก ยิ้มอย่างพอใจ

“แล้วในกองทัพมีคนติดเชื้อเยอะไหม?”

“คงเยอะน่ะสิ”

ระยะฟักตัวมันยาวนาน ทหาร นายสิบ นายทหาร ไม่เว้นใครสักคน

ไม่สิ… ไม่ใช่แค่กองทัพ

ภาพหนึ่งผุดขึ้นในหัว

หน่วยงานรัฐบาลทั้งหมดไร้การทำงาน โลกกำลังพังทลายต่อหน้าคลื่นซอมบี้และไวรัส ภาพนั้นมันชัดเจนเหมือนหยดหมึกดำปนเปื้อนลงในแก้วน้ำใส

โจรขโมยไฟเล่าต่อ

“ไม่ใช่แค่ทหาร ปัญหามันเต็มไปหมด พวกเขาพยายามกักกันซอมบี้ติดเชื้อ แต่พื้นที่ก็ไม่พอ โรงพยาบาลเองก็ขาดคนล้นมือ เอาแต่ยุ่งกับการกักตัวและรักษาผู้ที่ถูกซอมบี้ทำร้าย”

“แล้วตำรวจล่ะ?”

ฉันถามเรื่อย ๆ

“ได้ยินว่าใช้ปืนไฟฟ้าช็อตก็หยุดซอมบี้ได้ แต่ตามข่าวก็บอกว่าขาดคนเหมือนกัน งานก็หนักเกินไป… ผมขอน้ำหน่อยได้ไหม?”

เสียงของโจรจโมยไฟแห้งผาก

ฉันเอียงขวดน้ำ รินลงช้า ๆ เขาเอาแต่จดจ่อกับการดื่ม แม้กระทั่งน้ำไหลเปื้อนลงใบหน้าก็ไม่สนใจ

ครู่ต่อมา ฉันถามคำถามสุดท้าย

“เล่าเรื่องซอมบี้กับไวรัส I ให้ฟังหน่อย”

“เรื่องนั้นข่าวปลอมเยอะ แต่ที่แน่ ๆ คือแพร่เชื้อทางละอองน้ำลายเหมือนโควิด แล้วเลือดก็อันตรายเหมือนกัน มีข่าวลือว่าน้ำก็ติดได้เหมือนกัน น้ำเป็นพาหะงั้นเหรอ…”

ฉันกำหมัดแน่น ไวรัสอันตรายขนาดนี้ อาวุธชีวภาพทรงพลังถึงเพียงนั้น โรคที่สามารถทำลายล้างโลกได้

และโลก…ก็กำลังพังพินาศจริง ๆ

ภาพหน้าของซีอีโอบริษัทอิมมอทอลผุดขึ้นมา

‘เป็นฝีมือท่านซีอีโอจริง ๆ!’

ไม่แปลกที่ตอนถูกลากตัวไป เขายังยิ้มแบบนั้น เขามั่นใจมาตลอด ฉันไม่ได้คิดผิดวันสิ้นโลกมันต้องมา!

ฉันก้มมองโจรขโมยไฟ ความคิดหนึ่งก่อตัวขึ้น

“…”

พวกปล้นสะดมต้องมีเป็นกลุ่ม หากอยู่คนเดียวจะไม่ใช่ ‘นักปล้น’ แต่เป็นแค่ ‘คนเร่ร่อน’ หรือ ‘ผู้รอดชีวิต’ ซึ่งสุดท้ายก็กลายเป็น เหยื่อ ไม่ใช่ นักล่า

ใบหน้าโจรขโมยไฟซีดเผือด เขาคงสัมผัสได้ว่าคุณค่าของตัวเองกำลังหมดลง

“อย่า…อย่าฆ่าผมเลย”

จริง ๆ แล้ว เขาก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่เลวร้าย

เขามีศีลธรรมบิดเบี้ยวพอ ๆ กับฉัน กล้าขโมยสมบัติของชาติ และมีเล่ห์เหลี่ยมให้เห็นตั้งแต่ครั้งแรกที่ปะทะกัน

คุณสมบัติทั้งหมดพอจะเป็น นักล่าในวันสิ้นโลก ได้

ถึงจะไม่ดีเท่าผู้สมัครชั้นยอดที่ฉันเล็งไว้ อย่างพวกโจรที่งัดกุญแจเก่ง หรือพวกทหารหนีทัพที่มีปืนพร้อมกระสุน แต่ก็ถือว่า…ใช้ได้อยู่

จบบทที่ บทที่ 5 ปฐมบท [5]

คัดลอกลิงก์แล้ว