- หน้าแรก
- ตั้งแต่วันนี้ข้าจะเป็นเจ้าเมือง
- บทที่ 19: ชายามบ่าย กับแผนรับมือพ่อค้าโก่งราคา
บทที่ 19: ชายามบ่าย กับแผนรับมือพ่อค้าโก่งราคา
บทที่ 19: ชายามบ่าย กับแผนรับมือพ่อค้าโก่งราคา
ลู่เฉินยืนสงบนิ่งอยู่ริมหน้าต่างห้องทำงาน ทอดสายตามองลงไปยังค่ายฝึกทหารที่อยู่ไม่ไกล เสียงตะโกนสั่งการและเสียงคำรามตอบรับของเหล่าทหารใหม่ที่กำลังฝึกฝนอย่างหนักดังแว่วมาเป็นระยะ เขาพยักหน้าเบาๆ อย่างพึงพอใจ
ทหารใหม่ทั้ง 148 นายนี้ คือรากฐานสำคัญที่จะทำให้เขาหยั่งรากลงในโลกใบใหม่นี้ได้อย่างมั่นคง ตราบใดที่เขามีกองกำลังที่แข็งแกร่งและภักดีอยู่ในมือ ก็จะไม่มีใครกล้ามาดูแคลนหรือท้าทายอำนาจของเขาได้ง่ายๆ อีกต่อไป
ก๊อก ก๊อก…
เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ลู่เฉินหันไปมอง ก็เห็นนิโคลเดินเข้ามาอย่างนอบน้อมพร้อมกับถาดไม้ขัดเงาในมือ
“ท่านเจ้าเมือง ได้เวลาสำหรับชายามบ่ายแล้วเจ้าค่ะ” นางกล่าวพลางวางถาดลงบนโต๊ะรับแขกขนาดเล็กอย่างเบามือ บนถาดนั้นมีขนมอบชิ้นเล็กๆ หน้าตาสวยงามหลายชิ้นวางอยู่ พร้อมกับถ้วยกาแฟหอมกรุ่นที่ส่งกลิ่นหอมอันคุ้นเคยสำหรับลู่เฉิน สิ่งเหล่านี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับธรรมเนียมยามบ่ายของขุนนางท้องถิ่น ที่มักเป็นเพียงขนมปังหยาบๆ รสเลี่ยนจากมันหมู และน้ำชาต้มจากใบไม้รสขม
‘หืม… กลิ่นหอมดีนี่’ ลู่เฉินเดินเข้าไปใกล้ เขามองขนมชิ้นเล็กๆ รูปดอกไม้ในถาด พลางพึมพำชม เขาจำได้ดีถึงรสชาติอันเลวร้ายของขนมและชาดั้งเดิมของที่นี่ที่เคยลองชิมเพียงครั้งเดียวก็แทบเข็ดไปตลอดชีวิต นับแต่นั้น เขาจึงตัดสินใจสอนสูตรง่ายๆ จากโลกเดิมให้ป้าเมย์และนิโคล ซึ่งทั้งคู่ก็เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะนิโคลที่ดูจะมีพรสวรรค์ด้านนี้เป็นพิเศษ “นิโคล ฝีมือการทำขนมของเจ้าพัฒนาขึ้นเร็วมากจริงๆ นะ อีกไม่นานคงจะเทียบชั้นกับเชฟทำขนมเก่งๆ จากบ้านเกิดของข้าได้แล้ว”
“ว้าวววว! นี่มันขนมไส้ถั่วแดงนี่นา!” ยังไม่ทันที่นิโคลจะได้เอ่ยตอบ เสียงใสร่าเริงของมีน่าก็ดังขึ้น พร้อมกับร่างเล็กๆ ที่โผล่พรวดเข้ามาคว้าขนมชิ้นหนึ่งจากในถาดไปใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ ทันทีโดยไม่เกรงใจใคร “อร่อยมากเลย นิโคล!” สาวน้อยเผ่าแมวพูดเสียงอู้อี้ขณะเคี้ยว ดวงตาสีม่วงเป็นประกาย หูแมวบนศีรษะกระดิกดุ๊กดิ๊กอย่างมีความสุข
“ลองดื่มชานี่ดูด้วยสิเจ้าคะ คุณมีน่า” นิโคลส่งยิ้มเอ็นดูให้กับท่าทางนั้น ก่อนจะรินชาเขียวร้อนๆ หอมกรุ่นลงในถ้วยเล็กๆ ส่งให้มีน่าอย่างเอาใจ
ลู่เฉินยกถ้วยกาแฟของตนขึ้นจิบ ก่อนจะหยิบส้อมคันเล็กขึ้นมาจิ้มขนมไส้ถั่วแดงชิ้นหนึ่งส่งเข้าปาก หลังจากละเลียดชิมรสชาติ เขาก็ยกนิ้วโป้งให้กับนิโคลพร้อมรอยยิ้มพึงพอใจ
ทั้งกาแฟและชาเขียวล้วนเป็นสิ่งที่เขานำมาจากโลกเดิม แม้ตอนนี้จะยังไม่สามารถเพาะปลูกในดินแดนแห่งนี้ได้ แต่เขาก็ได้นำเมล็ดพันธุ์จำนวนหนึ่งติดตัวมาด้วย โดยหวังว่าสักวันหนึ่งจะสามารถขยายพันธุ์และผลิตเครื่องดื่มเหล่านี้ได้เองภายในเมืองซีดอน
ลู่เฉินหยิบจานขนมสองใบยื่นส่งให้มีน่า แล้วบุ้ยใบ้ให้เธอไปนั่งกินเงียบๆ ที่มุมห้อง จากนั้นจึงหันกลับมามองนิโคลด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“เจ้ามีเรื่องไม่สบายใจอะไรอยู่ใช่ไหม นิโคล?” เขาเอ่ยถามเสียงเรียบ “ข้าสังเกตเห็นว่าตาเจ้าจะดูลอยๆ ทุกครั้งเวลาที่กำลังคิดมาก”
“เอ๊ะ?” นิโคลสะดุ้งเล็กน้อย ใบหน้าขึ้นสีแดงจางๆ เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าตนเองมีลักษณะท่าทางเช่นนั้นเวลาที่กำลังกังวล
“เรื่องเสบียงอาหารใช่หรือไม่?” ลู่เฉินเท้าคางถามต่อ
“เจ้าค่ะ ท่านเจ้าเมือง” นางพยักหน้ารับ “ตอนนี้เรามีทหารใหม่เพิ่มเข้ามาอีกถึง 148 นาย ปริมาณข้าวสารและแป้งสาลีที่เราซื้อตุนไว้ ยังไงก็คงจะไม่เพียงพอต่อการบริโภคในระยะยาวแน่นอนเจ้าค่ะ” นางหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กๆ ที่เหน็บไว้ที่อกเสื้อออกมา – เป็นสมุดโน้ตที่ลู่เฉินให้ไว้ ซึ่งนางใช้บันทึกทั้งสูตรขนม รายการเสบียงคงคลัง และแม้กระทั่งความชอบส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ ของเขาแทบจะทุกอย่าง
“พวกพ่อค้าในเมืองเริ่มฉวยโอกาสขึ้นราคาอีกแล้วอย่างนั้นรึ?” เขาถามเสียงเย็นลงเล็กน้อย
นิโคลรีบเปิดสมุดบันทึกพลิกหาข้อมูลอย่างรวดเร็ว แล้วรายงานตามความเป็นจริง “เจ้าค่ะ ครั้งนี้พวกเขาขึ้นราคามาอีกหนึ่งเหรียญทองแดงต่อหน่วย ตอนนี้แป้งสาลีที่เราเคยซื้อได้ในราคาหน่วยละหนึ่งเหรียญ ต้องซื้อในราคาสี่เหรียญทองแดงแล้วเจ้าค่ะ”
“พวกหน้าเลือดเอ๊ย!” มีน่าที่นั่งกินขนมอยู่มุมห้องถึงกับทุบโต๊ะไม้ข้างตัวดังปัง! เธอผุดลุกขึ้นยืน พูดอย่างเดือดดาล “คนพวกนี้มันคิดจะหากำไรบนความทุกข์ยากของชาวบ้านไปถึงไหนกัน!”
“พวกเขาก็แค่อยากจะกอบโกยให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่ฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบใหม่จะมาถึงเท่านั้นแหละ” ลู่เฉินยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา
“แต่ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป เสบียงของเราจะไม่เพียงพอ และชาวเมืองซีดอนอาจจะต้องอดตายกันหมดนะเจ้าคะ!” นิโคลกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล
“ไม่ต้องตกใจไปหรอก” เขาตอบกลับอย่างใจเย็น “แล้วถ้าเราจะเดินทางไปซื้อข้าวจากเมืองที่ใกล้ที่สุดล่ะ? ต้องใช้เวลากี่วันถ้าขนส่งทางแม่น้ำ? แล้วราคาข้าวที่นั่นเป็นอย่างไรบ้าง?”
นิโคลก้มลงเปิดสมุดบันทึกอีกครั้ง “ใช้เวลาเดินทางประมาณสี่วันเจ้าค่ะ หากล่องเรือไปตามแม่น้ำ ราคาข้าวสารที่นั่นจะอยู่ที่ประมาณสามเหรียญทองแดงต่อหนึ่งจิน (หน่วยน้ำหนักประมาณครึ่งกิโลกรัม) เจ้าค่ะ”
“แล้วเสบียงที่เรามีอยู่ตอนนี้ พอจะใช้ได้อีกประมาณกี่วัน?”
“ถ้าหากเราประหยัดกันอย่างเต็มที่ ก็น่าจะพอประทังไปได้อีกราวๆ แปดวันเท่านั้นเจ้าค่ะ”
ลู่เฉินลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่างอีกครั้ง ทอดสายตามองไปยังค่ายฝึกทหารด้วยแววตาที่แน่วแน่ “ไม่ต้องประหยัดแล้ว ส่งคนไปจัดซื้อข้าวสารจากเมืองนั้นทันที! ให้แม็กซ์เป็นผู้จัดการเรื่องนี้ ข้าต้องการข้าวสารในปริมาณที่มากพอจะเลี้ยงดูคนประมาณสามพันคนได้นานหนึ่งเดือนเต็ม!”
“รับทราบเจ้าค่ะ!” นิโคลขานรับอย่างแข็งขัน เธอรีบตรงไปที่โต๊ะทำงาน ร่างคำสั่งลงบนแผ่นกระดาษอย่างรวดเร็ว แม้ตำแหน่งอย่างเป็นทางการของนางคือหัวหน้าสาวใช้ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว นางทำหน้าที่ไม่ต่างจากเลขานุการส่วนตัว เพราะลายมือภาษาท้องถิ่นของลู่เฉินนั้น… จัดอยู่ในขั้นที่เขาไม่ค่อยอยากให้ใครเห็นนัก ก่อนจะหยิบตราประทับประจำตำแหน่งเจ้าเมือง ซึ่งสลักคำว่า “Lucas” ลงไปกลางแผ่นกระดาษนั้น
ลู่เฉินเดินเข้ามาชะโงกดู ก่อนจะลงลายมือชื่อด้วยตัวอักษรของโลกนี้ (ซึ่งเขาพอจะเขียนได้ แม้จะไม่สวยนัก) กำกับลงไป เป็นกระบวนการอนุมัติเอกสารที่เขาเริ่มจะคุ้นเคยมากขึ้นทุกวัน
“เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ ท่านเจ้าเมือง” นางยื่นม้วนกระดาษคำสั่งให้ ลู่เฉินรับมาตรวจทานคร่าวๆ ก่อนจะเผลอยกมือขึ้นลูบศีรษะของนางเบาๆ อย่างให้กำลังใจ “ปล่อยให้พวกพ่อค้าหน้าเลือดในเมืองนี้กักตุนสินค้าโก่งราคาต่อไปเถอะ หวังว่าพวกเขาจะภาวนาให้ข้าวสารในโกดังของตนเองไม่เน่าเสียไปเสียก่อนที่จะได้ขายก็แล้วกัน”
ในหัวของเขา เริ่มมองเห็นเค้าโครงของแผนการบางอย่างแล้ว อีกไม่นาน พ่อค้าเหล่านั้นก็จะได้รู้ซึ้งว่าความโลภของพวกเขานั้น… มันมีราคาที่ต้องจ่ายคืนเช่นกัน
“ขะ… เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ!” นิโคลหน้าแดงก่ำ รีบโค้งตัวแล้ววิ่งออกจากห้องทำงานไปทันที
“ส่วนเจ้า มีน่า” ลู่เฉินหันไปกล่าวกับสาวน้อยเผ่าแมว ดวงตาหรี่ลงอย่างเย็นชา “คืนนี้ข้ามีงานให้เจ้าทำหน่อย ฝากไปสืบดูทีสิว่า ใครคือผู้อยู่เบื้องหลังพ่อค้าที่กักตุนอาหารและขึ้นราคาสินค้าในเมืองของเรากันแน่”
“เรื่องสืบความลับแบบนี้ ไว้ใจข้าได้เลย ท่านลู่เฉิน” แมวสาวยกมุมปากขึ้นยิ้มอย่างมั่นใจ เธอหยิบมีดคอมแบทเล่มเล็กที่เหน็บไว้ข้างเอวออกมาถือไว้ แววตาเป็นประกายพร้อมปฏิบัติภารกิจ