- หน้าแรก
- ตั้งแต่วันนี้ข้าจะเป็นเจ้าเมือง
- บทที่ 6: กลิ่นหอมจากผู้สูงศักดิ์
บทที่ 6: กลิ่นหอมจากผู้สูงศักดิ์
บทที่ 6: กลิ่นหอมจากผู้สูงศักดิ์
เมื่อลู่เฉินกลับเข้ามาในห้องอีกครั้งพร้อมถาดอาหารในมือ เขาก็พบกับภาพที่ทำให้ต้องหลุดยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว
มีน่านั่งขดตัวอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเดิม แต่มือทั้งสองกุมท้องตัวเองไว้แน่น ใบหน้าเหยเกเล็กน้อย ดวงตาสีม่วงอ่อนปรือปรอยราวกับกำลังจะหลับ บนมุมปากยังมีคราบข้าวต้มขาวหอมกรุ่นที่เขาให้ไปก่อนหน้าติดอยู่จางๆ ดูท่าทางอิ่มแปล้จนแทบจะขยับตัวไม่ไหว
ลู่เฉินเข้าใจความรู้สึกนั้นดี หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้มาครบหนึ่งเดือน เขาก็ตระหนักว่าคำว่า “ความยากจน” ที่นี่ มันโหดร้ายและฝังรากลึกยิ่งกว่าที่เขาเคยจินตนาการไว้ในโลกเดิม คนยากไร้ที่นี่… อดอยากจนน่าใจหาย ข้าวสารขัดขาวที่เขาใช้ทำข้าวต้มให้เธอกินนั้น ในโลกนี้ถือเป็นอาหารชั้นเลิศที่หาได้ยากยิ่ง แม้แต่ขุนนางระดับสูงบางคนก็อาจไม่มีโอกาสได้ลิ้มลองบ่อยนัก เพราะต้องนำเข้ามาจากดินแดนทางตะวันตกอันไกลโพ้นของทวีป ซึ่งปลูกได้ในปริมาณจำกัด ไม่น่าแปลกใจเลยที่สาวน้อยเผ่าแมวจะแสดงท่าทีราวกับได้ขึ้นสวรรค์เมื่อได้ลิ้มรสมัน – เขาเคยเห็นสายตาละโมบแบบนี้จากพ่อค้าท้องถิ่นมาแล้วหลายครั้งเมื่อนำเสนอสินค้าจากโลกเดิม
แกร๊ง!
ทันทีที่เสียงฝีเท้าของลู่เฉินดังเข้ามาในห้อง เสียงช้อนโลหะที่วางอยู่ข้างตัวมีน่าก็ร่วงหล่นกระทบพื้นตามมาทันที ร่างเล็กนั้นผุดลุกขึ้นยืนอย่างตื่นตระหนก ดวงตาสีม่วงเบิกกว้างเต็มไปด้วยความระแวดระวัง หูแมวสีเทาบนศีรษะตั้งชันพร้อมรับสถานการณ์
ตอนนี้เธอกินอิ่มจนเริ่มมีเรี่ยวแรงกลับคืนมาบ้างแล้ว หากต้องต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด… อย่างน้อยก็น่าจะพอมีโอกาสหนีได้ เธอกวาดสายตามองรอบห้องอย่างรวดเร็ว – ไม่มีใครอื่นตามลู่เฉินเข้ามา ‘จะลองจับเขาเป็นตัวประกันแล้วหาทางหนีดีไหม?’ ความคิดนั้นแวบเข้ามาในหัวเพียงชั่วครู่ แต่เธอก็รีบสลัดมันทิ้งไป ไม่… นั่นไม่ใช่วิธีที่ดีเลย ชายคนนี้เพิ่งช่วยชีวิตเธอไว้
“เจ้าชื่ออะไร?” ลู่เฉินเอ่ยถาม น้ำเสียงราบเรียบ สายตายังคงจับจ้องไปที่หูแมวซึ่งกระดิกเล็กน้อย และหางยาวสีเทาอ่อนที่กำลังแกว่งไกวไปมาเบาๆ ด้านหลังเธอ เขายังคงรู้สึกตื่นตาตื่นใจอยู่ไม่น้อยกับเผ่าพันธุ์พิเศษนี้… นอกจากลักษณะภายนอกบางอย่างที่แตกต่างออกไป พวกเขาก็ดูไม่ต่างจากมนุษย์ธรรมดาเลยจริงๆ
“มีน่า!” เธอตอบกลับเสียงสั้นห้วน น้ำเสียงยังคงแข็งกระด้างแต่ก็แฝงความสั่นเครือเล็กน้อย ที่ยอมตอบออกไป ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะข้าวต้มชามนั้นยังคงให้ความอบอุ่นอยู่ในท้อง และอีกส่วน… คือกลิ่นกายสะอาดๆ ที่ไม่คุ้นเคยจากตัวเขา ซึ่งทำให้เธอรู้สึกวางใจได้อย่างน่าประหลาด
“ชื่อเพราะดีนี่” ลู่เฉินยิ้มบางๆ ก่อนจะวางถาดอาหารลงบนโต๊ะ เขามองเธอด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้ “แล้วเหตุใดเจ้าถึงถูกนำไปขังไว้ในคุกใต้ดินนั่นได้?”
“เอ่อ…” มีน่าชะงักไปเล็กน้อย เธอสะอึกเบาๆ มองเขาด้วยความงุนงงอย่างเห็นได้ชัด ‘หา? ก็ต้องเป็นเจ้าไม่ใช่หรือไงที่จับข้าไปขังไว้น่ะ!?’ ดวงตาสีม่วงคู่สวยกะพริบปริบๆ หางสีเทาแกว่งไปมาเร็วขึ้น บ่งบอกถึงความสับสนในใจ
ลู่เฉินสังเกตเห็นท่าทางนั้นก็อดหัวเราะเบาๆ ในลำคอไม่ได้ ก่อนจะอธิบายด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลลง “เจ้าเมืองคนก่อนกับพวกขุนนางเก่าๆ หนีเตลิดไปกันหมดแล้ว ข้าเพิ่งจะมาซื้อเมืองนี้ต่อจากเขาเมื่อครู่นี้เอง ตอนนี้ข้าคือเจ้าเมืองคนใหม่ของที่นี่”
มีน่าค่อยๆ หลุบตาลง ความเข้าใจเริ่มกระจ่างขึ้นในใจ นั่นสินะ… นี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงช่วยเธอออกมาจากคุกมืดนั่น แถมยังใจดีหาข้าวต้มร้อนๆ ให้กินอีก เธอจำได้แม่นว่าอาเรนต์ เจ้าเมืองคนก่อน เคยขู่ว่าจะขังให้เธออดอาหารหลายวันจนกว่าจะเชื่อง แล้วค่อยส่งตัวไปขายต่อให้ขุนนางตัณหากลับสักคนในเมืองหลวง
เมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวได้ แม้ความระแวดระวังในใจจะลดลงไปบ้าง แต่มีน่าก็ยังคงยืนรักษาระยะห่างจากลู่เฉินอยู่ดี เธอเคยถูกมนุษย์หลอกลวงมาก่อน และไม่อยากให้ความผิดพลาดนั้นเกิดขึ้นซ้ำสอง หากชายคนนี้มีแผนร้ายซ่อนอยู่ เธอก็พร้อมจะกัดเขาให้ตายตกตามกันไป ดีกว่าจะต้องกลับไปอยู่ในคุกใต้ดินอันน่าสะพรึงกลัวนั่นอีกครั้ง
“แค่กๆ… ถ้างั้น ข้าขอถามหน่อยได้ไหม ว่าเรื่องราวมันเป็นมาอย่างไรกันแน่?” น้ำเสียงของลู่เฉินอ่อนโยนลง เขาทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งข้างโต๊ะ สบตาเธออย่างจริงจัง
มีน่าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ แล้วเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้เขาฟังอย่างช้าๆ น้ำเสียงของเธอสั่นเครือไปด้วยความเจ็บปวดและความเสียใจ
เรื่องราวของเธอนั้นเรียบง่ายแต่ก็สะเทือนใจยิ่งนัก เด็กสาวเผ่าแมวที่กำลังหิวโซจนตาลาย ถูกมนุษย์ใจร้ายกลุ่มหนึ่งแสร้งทำเป็นเมตตา หยิบยื่นอาหารให้ด้วยรอยยิ้มเสแสร้ง ทันทีที่เธอกลืนอาหารคำแรกนั้นลงคอ สติก็ดับวูบไปทันที – อาหารนั้นผสมยาสลบชนิดรุนแรง เธอถูกจับตัวมัดมือมัดเท้า และถูกขายต่อในราคาเพียงหนึ่งเหรียญเงินเท่านั้น ก่อนจะถูกส่งตัวมายังคุกใต้ดินของเมืองซีดอนในวันเดียวกัน
ลู่เฉินนั่งฟังเงียบๆ แต่กำหมัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกโกรธแค้นเดือดพล่านขึ้นในอก หากเขาไม่ได้บังเอิญมาซื้อเมืองนี้เข้าพอดี… ชะตากรรมของมีน่าก็คงไม่ต่างจากทาสบำเรอกามของขุนนางชั่วร้ายสักคนเป็นแน่ เขาสูดลมหายใจลึก พยายามข่มอารมณ์กรุ่นโกรธเอาไว้
มีน่าเล่าไปด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียด เธอเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดวันนั้นถึงได้หลงเชื่อคำพูดและท่าทีของมนุษย์เหล่านั้นง่ายดายนัก แต่เมื่อคนเราหิวจนถึงขีดสุด ต่อให้ในใจจะรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง ก็ยังคงเลือกที่จะกลืนอาหารนั้นลงไปอยู่ดี หางสีเทาของเธอตกลงนิ่งแนบข้างลำตัว บ่งบอกถึงความรู้สึกผิดหวังในตนเอง
“ตอนนี้เจ้าปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องกังวลอะไรอีก” ลู่เฉินกล่าวพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น แววตาที่เขามองมานั้นทำให้หัวใจของมีน่าสั่นไหวไปเล็กน้อยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน “ไปอาบน้ำชำระร่างกายให้สดชื่นก่อนเถอะ”
“อาบ… น้ำ?” มีน่าทวนคำเสียงเบา เธอชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเผลอยกแขนเสื้อเก่าๆ ของตนขึ้นดมตามสัญชาตญาณ กลิ่นเหม็นอับจากคราบเหงื่อไคลและฝุ่นดินที่หมักหมมมานานพุ่งเข้าจมูกทันที แก้มของเธอพลันแดงก่ำขึ้นมาในพริบตา หูแมวบนศีรษะลู่ลงด้วยความอับอาย
“พอดีข้าหาเสื้อผ้าของผู้หญิงในปราสาทนี้ไม่เจอเลยจริงๆ คงต้องรบกวนเจ้าใส่เสื้อผ้าของข้าไปก่อนนะ นี่… แล้วก็นี่ สบู่” ลู่เฉินยื่นเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายตัวใหญ่ของตนเอง พร้อมกับก้อนสบู่สีขาวสะอาดส่งให้เธอ เขาอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “เอาไปใช้ถูตัวตอนอาบน้ำ มันจะช่วยขจัดคราบสกปรกได้ดี”
พูดจบ เขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากห้องไปเงียบๆ โดยไม่พูดอะไรเพิ่มเติม ทิ้งให้มีน่ายืนนิ่ง มองตามแผ่นหลังของเขาไปด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถามและความสับสน
‘หมอนี่… เขาเป็นคนดีจริงๆ หรือ?’ มีน่าขมวดคิ้วมุ่น เผลอนึกถึงคำพูดของ “แอนนี่” เพื่อนรักเผ่าอสูรที่เคยพร่ำบอกเธอเสมอว่า มนุษย์ดีๆ ก็มีอยู่จริง แต่หาได้ยากยิ่งกว่าหยดน้ำในทะเลทรายเสียอีก ‘แอนนี่… ป่านนี้เจ้าจะเป็นอย่างไรบ้างนะ? หวังว่าเจ้าจะหนีรอดออกไปได้ทัน เพราะเมืองนี้มันไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้วจริงๆ’
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะหยิบเสื้อผ้าและก้อนสบู่บนโต๊ะ แล้วเดินเข้าไปยังห้องอาบน้ำเล็กๆ ที่อยู่ติดกับห้องนี้อย่างเงียบๆ
กลิ่นหอมสะอาดอ่อนๆ ลอยฟุ้งขึ้นทันทีที่เธอเริ่มใช้ก้อนสบู่ลูบไล้ไปตามร่างกาย ฟองสบู่เนื้อนุ่มละเอียดช่วยชำระล้างคราบฝุ่นและกลิ่นอับที่ติดตรึงอยู่บนผิวหนังออกไปอย่างหมดจด น้ำอุ่นๆ ที่ตักราดจากถังไม้ให้ความรู้สึกสดชื่นราวกับสายฝนแรกในฤดูใบไม้ผลิ
มีน่าถึงกับตกใจระคนประหลาดใจ – สิ่งนี้… มันคือเวทมนตร์ชนิดหนึ่งหรือ? เธอยกเอาก้อนสบู่ขึ้นมาดมใกล้ๆ กลิ่นหอมสะอาดบริสุทธิ์ของมันทำให้หัวใจเธอเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็น
‘นี่คือวิถีชีวิตของพวกขุนนางมนุษย์อย่างนั้นหรือ? ไม่สิ… กลิ่นแบบนี้มัน…’ เธอหยุดความคิดชั่วครู่ ดวงตาสีม่วงเบิกกว้างขึ้นเมื่อตระหนักถึงบางสิ่ง ‘ใช่แล้ว! กลิ่นของสบู่นี่… มันคือกลิ่นกายของเขาคนนั้นนี่นา!’
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอเคยแอบสังเกตขุนนางมนุษย์มาหลายคน พวกนั้นส่วนใหญ่ล้วนมีกลิ่นตัวที่ผสมปนเประหว่างกลิ่นเหงื่อกับกลิ่นดินโคลน มีเพียงชายหนุ่มคนนี้ – เจ้าเมืองคนใหม่ – เท่านั้น ที่มีกลิ่นกายสะอาดสะอ้านและให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างน่าประหลาด คล้ายกับกลิ่นหญ้าสดหลังฝนตก
มีน่าเผลอสบถในใจเบาๆ ‘หมอนี่… ไม่เหมือนมนุษย์คนอื่นๆ เลยจริงๆ’
หลังจากอาบน้ำสระผมจนสะอาดหมดจด เธอก็สวมเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ของลู่เฉินออกมา ชายเสื้อยาวเพียงแค่คลุมบั้นท้ายได้ครึ่งๆ กลางๆ เท่านั้น มันทั้งหลวมทั้งโพรกจนเธอต้องคอยใช้มือกุมชายเสื้อไว้ตลอดเวลา
“เสื้อนี่… ใส่แล้วรู้สึกแปลกชะมัด” เธอบ่นพึมพำกับตัวเอง พลางขยับตัวไปมาอย่างไม่คุ้นชิน เนื้อผ้าแม้จะหยาบเล็กน้อยแต่ก็สะอาดสะอ้าน เมื่อสัมผัสกับผิวก็ให้ความรู้สึกแปลกใหม่
จังหวะนั้นเอง ลู่เฉินก็ผลักประตูเดินกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง แต่เขาก็ต้องชะงักค้างไปทันทีเมื่อเห็นภาพตรงหน้า – เรือนผมยาวสลวยสีเทาอ่อนที่ยังเปียกชื้นเล็กน้อย มีหยดน้ำเกาะพราว ดวงตาสีม่วงอเมทิสต์คู่สวยสะท้อนแสงตะเกียงแวววาว แก้มเนียนใสแดงระเรื่อจากไออุ่นของน้ำ มือทั้งสองข้างกุมชายเสื้อที่หลวมโพรกไว้แน่นอย่างประหม่า หูแมวบนศีรษะกระดิกน้อยๆ หางยาวสีเทาแกว่งไกวไปมาอย่างเชื่องช้า… ชั่วขณะหนึ่ง เขาแทบคิดว่าตัวเองกำลังมองดูตัวการ์ตูนสาวน้อยเผ่าแมวที่หลุดออกมาจากโลกอนิเมะ
“แค่กๆ…” ลู่เฉินกระแอมไอเบาๆ รีบเบือนสายตาไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว พยายามสงบสติอารมณ์ “รอให้ผมเจ้าแห้ง หรืออยากจะพักผ่อนก่อนก็ได้ แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะไปไหนต่อ”
“หา?” มีน่าเบิกตากว้างขึ้นกว่าเดิม จ้องมองใบหน้าเขาด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ หางที่แกว่งไกวอยู่หยุดชะงักค้างกลางอากาศทันที “เจ้า… เจ้าหมายความว่า… จะปล่อยข้าไปอย่างนั้นหรือ?”