- หน้าแรก
- เหล็กกล้า ดินปืน และผู้ใช้เวท
- บทที่ 61 การเยี่ยมเยือน ( 2 )
บทที่ 61 การเยี่ยมเยือน ( 2 )
บทที่ 61 การเยี่ยมเยือน ( 2 )
"เราไม่ได้ถูกต้อนรับขับสู้อย่างดีนักหรอกครับ" วินเทอร์สกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มแหยๆ "พวกเราทุกคนถูกจับโยนเข้าห้องขัง แม้ว่าอย่างน้อยสภาพก็ยังสะอาด แต่ว่ามีคนบาดเจ็บสาหัสอยู่คนหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าจะดีกว่าถ้าเราสามารถพาเขาออกไปรับการรักษาที่เหมาะสมได้"
"บาดเจ็บสาหัสเหรอ? เป็นนักเรียนนายร้อยรึเปล่า?"
"ไม่ใช่ครับ เป็นพันตรีมอริตซ์"
"มอริตซ์ ฟาน นัสเซา?" คิ้วของอันโตนิโอเลิกสูง ใบหน้าปรากฏแววฉงนสนเท่ห์ แสดงความสนใจในชื่อมอริตซ์อย่างเห็นได้ชัด
"ผมไม่ทราบชื่อเต็มของท่านพันตรีครับ" วินเทอร์สส่ายหน้า ในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่วันที่พวกเขาได้มีปฏิสัมพันธ์กัน เขารู้เพียงว่าพันตรีผู้นี้ชื่อมอริตซ์และไม่ทราบนามสกุลของเขาเลย
"อืมม์" อันโตนิโอลูบคางพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงหยั่งเชิง "ในกองทัพ ลุงเคยได้ยินคนชื่อมอริตซ์อยู่แค่คนเดียว เป็นผู้ที่ได้อันดับสามในการแข่งขันฟันดาบในกีฬากองทัพเมื่อปีที่แล้ว เขาว่ากันว่าเป็นผู้ใช้เวทมนตร์ด้วย ใช่คนเดียวกันหรือเปล่า?"
เมื่อได้ยินคำอธิบายของลุง วินเทอร์สก็พยักหน้า "ยอดฝีมือด้านดาบและเป็นผู้ใช้เวทมนตร์ ถ้าอย่างนั้นพวกเราคงกำลังพูดถึงคนเดียวกันอยู่แน่ครับ"
"ยอดฝีมือด้านดาบและผู้ใช้เวทมนตร์" อันโตนิโอพึมพำด้วยความประหลาดใจ "ลำพังเขาคนเดียวก็น่าจะรับมือกองร้อยเต็มอัตราหนึ่งร้อยนายได้แล้ว พวกเจ้าไปเจอศัตรูมากแค่ไหนกัน ถึงทำให้คนระดับนี้บาดเจ็บสาหัสได้?"
"อาการบาดเจ็บหลักของท่านพันตรีมาจากการเกือบจมน้ำครับ นอกจากนี้แก้วหูของท่านยังฉีกขาดจากแรงกระแทกของเวทมนตร์ของตัวเอง ทำให้หูหนวกชั่วคราว" วินเทอร์สอธิบายสาเหตุอาการบาดเจ็บของท่านพันตรีอย่างตรงไปตรงมาที่สุดเท่าที่จะทำได้ "นอกจากนี้..."
"เดี๋ยวก่อน" อันโตนิโอหยุดวินเทอร์สแล้วดึงสมุดบันทึกเล่มเล็กออกมาจากกระเป๋า จากนั้นก็ไปหยิบหมึกและปากกาขนนกมาจากตู้ที่มุมห้อง
เมื่อเตรียมจดบันทึกพร้อมแล้ว อันโตนิโอก็กล่าวกับหลานชายอย่างจริงจัง "เจ้าเลย์ตันโง่นั่นส่งข้อมูลกลับมาแค่เล็กๆ น้อยๆ แถมในวังหลวงก็ยังได้รับรายงานที่ขัดแย้งกันไปหมด ข่าวลือสะพัดไปทั่ว เล่าให้ลุงฟังสิว่าเกิดอะไรขึ้นที่ท่าเรือบ่ายนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ"
วินเทอร์สเริ่มเล่าตั้งแต่ตอนที่เรือของพวกเขาเข้าเทียบท่า เขาเล่ารายละเอียดให้ลุงฟังเกี่ยวกับผู้โดยสารสี่คน มือสังหาร และเหตุระเบิด เพื่อไม่ให้เบี่ยงเบนจากประเด็นหลัก เขาจึงกล่าวถึงการปะทะกับโจรสลัดเพียงสั้นๆ และเพื่อป้องกันการดักฟัง เขาจึงไม่เปิดเผยความจริงที่ว่าหนึ่งในผู้โดยสารสี่คนนั้นเป็นผู้ใช้เวทมนตร์ ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็อยู่ในอาณาเขตของศุลกากร ใครจะไปรู้ว่ามีช่องทางลับสำหรับดักฟังอยู่หรือไม่
อันโตนิโอตั้งใจฟังเรื่องราวประสบการณ์ของวินเทอร์สด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ม่านตาของเขาหดเล็กลงโดยไม่รู้ตัวเมื่อได้ยินว่าหลานชายเกือบถูกฆ่า แต่เขาก็ยังคงนิ่งเงียบตลอดการฟัง เพียงพยักหน้าเป็นครั้งคราวและจดประเด็นสำคัญลงบนกระดาษ
"ก็เท่านี้แหละครับ" วินเทอร์สสรุปเรื่องการลอบสังหารและเหตุระเบิดที่ท่าเรือ ที่จริงเขาอยากจะเล่าเรื่องการปะทะกันในทะเลและเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในเมืองกุยเต่าให้ลุงฟัง เขามีคำถามมากมายและหวังว่าจะได้รับคำแนะนำที่เฉียบแหลมจากลุงของเขา แต่เห็นได้ชัดว่านี่ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม
อันโตนิโอใคร่ครวญเรื่องราวของวินเทอร์สในใจ จนได้ข้อสรุป
เขานวดขมับแล้วพูดว่า "ถ้าอย่างนั้น เรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับกองทัพเลยแม้แต่น้อย! นักเรียนนายร้อยของเราแค่บังเอิญเข้าไปพัวพันเพราะทำไปตามความรู้สึกรักความยุติธรรมเท่านั้น"
"ใช่เลยครับ!" วินเทอร์สตบโต๊ะ แต่แล้วเขาก็นึกถึงผู้โดยสารที่สามารถใช้เวทมนตร์เบี่ยงเบนได้ขึ้นมา และคิดในใจเงียบๆ ว่าเรื่องนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับกองทัพอยู่บ้าง แต่ไม่เกี่ยวกับเหล่านักเรียนนายร้อยอย่างแน่นอน
"พวกศุลกากรมันคิดอะไรของมันกัน? แทนที่จะไปไล่ล่าพวกมือสังหาร กลับมาขังพวกเจ้าไว้ทั้งหมด" อันโตนิโอเก็บสมุดบันทึกของเขา "ไม่ต้องห่วง ถ้าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเรา พวกศุลกากรก็อย่าหวังว่าจะโยนความผิดเรื่องยุ่งๆ นี้มาให้กองทัพได้"
วินเทอร์สพยักหน้าอย่างหนักแน่น รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาจากท่าทีของลุง
"ไปบอกเพื่อนๆ ของเจ้าว่าไม่ต้องกังวล ให้กินดื่มตามปกติไป เรามาดูกันว่าพวกศุลกากรจะกักบริเวณพวกเจ้าได้นานแค่ไหน" อันโตนิโอผู้เปี่ยมด้วยความมั่นใจได้บอกกลยุทธ์ของเขากับวินเทอร์ส "พวกเจ้าไม่ใช่อาชญากร อยากได้อะไรก็เรียกร้องไปเลย ถ้าพวกศุลกากรกล้าไม่ให้ ก็พังที่นี่ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย พวกมันก็แค่ยามไม่กี่คน พวกเจ้าจัดการไม่ได้รึไง?"
วินเทอร์สกำลังจะเตือนลุงของเขาว่ากำแพงมีหูประตูมีช่อง แต่แล้วเขาก็พลันตระหนักได้ว่าบางทีลุงของเขาอาจจะตั้งใจใช้โอกาสนี้เพื่อกดดันศุลกากร เขาจึงเล่นตามน้ำไปอย่างแข็งขัน ตอบรับ "ครับ" เป็นชุด
อย่างไรก็ตาม เขายังกังวลเรื่องพันตรีมอริตซ์อยู่ จึงถามด้วยเสียงเบา "แล้วพันตรีมอริตซ์ล่ะครับ? ท่านน่าจะได้รับการดูแลที่ดีที่สุดในสถานที่ที่สงบ"
อันโตนิโอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงตอบช้าๆ "มอริตซ์ยังออกไปตอนนี้ไม่ได้ ทางบัลลังก์จะไม่ร้องขอตัวเขาไปก่อนหรอก เดี๋ยวลุงจะให้ศุลกากรจัดหาหมอมาดูแลมอริตซ์เอง"
จากนั้นเขาก็เสริมพร้อมรอยยิ้ม "วางใจเถอะ ตอนนี้พวกศุลกากรต่างหากที่ต้องสวดภาวนา ภาวนาให้พันตรีมอริตซ์มีสุขภาพแข็งแรงดี ภาวนาให้เขาไม่ตายในห้องขังของพวกมัน ถ้ามอริตซ์เป็นอะไรไป กองบัญชาการศุลกากรจะได้เห็นเองว่าปืนใหญ่ของกองทัพหน้าตาเป็นอย่างไร"
วินเทอร์สพยักหน้าอย่างแรงอีกครั้ง ไม่ว่าจะมีคนจากศุลกากรแอบฟังอยู่หรือไม่ คำขู่ของอันโตนิโอก็ไม่ใช่คำขู่ลอยๆ
สถาบันอำนาจต่างๆ ของสาธารณรัฐทะเลสีครามล้วนมีความเป็นอิสระอย่างสูง
จะให้พูดให้ถูกก็คือ ไม่ใช่ว่ารัฐบาลเป็นผู้กำกับดูแลหน่วยงานที่มีอำนาจต่างๆ แต่หน่วยงานที่มีอำนาจเหล่านี้ต่างหากที่ประกอบกันขึ้นเป็นรัฐบาลของสาธารณรัฐทะเลสีคราม
ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สถาบันที่มีอำนาจเหล่านี้จะเกิดการปะทะกันด้วยอาวุธเมื่อมีความขัดแย้งที่ไม่อาจประนีประนอมกันได้
แม้ว่าจนถึงปัจจุบันจะยังไม่มีการใช้อาวุธปืน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จินตนาการไม่ได้ว่าหากกองทัพถูกบีบคั้นจนเกินไป พวกเขาจะลากปืนใหญ่ออกมาเพื่อให้เหล่าพี่น้องร่วมชาติได้ลิ้มรส "สัมผัสอันแสนสดชื่นของกระสุนลูกปราย"