- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญสายล้มละลาย
- บทที่ 45 คุณสมบัติประหลาดตื่นขึ้นแล้วงั้นเหรอ?
บทที่ 45 คุณสมบัติประหลาดตื่นขึ้นแล้วงั้นเหรอ?
บทที่ 45 คุณสมบัติประหลาดตื่นขึ้นแล้วงั้นเหรอ?
“เห็นหนูแล้วเป็นต้องสู้กันจนตายไปข้างหนึ่งเลยงั้นเหรอ?”
เจียงเฉินเลิกคิ้วขึ้น กำลังจะถามต่อ วิฬาร์จันทร์ธาราที่กำลังหลับอยู่ก็พลันตื่นขึ้นมา ดวงตาสีฟ้าเยือกเย็นแนวตั้งของมันจ้องเขม็งไปยังเซียวเอี้ยน
แต่จริง ๆ แล้วมันกำลังจ้องปลาคาร์ปสีดำที่อยู่ข้าง ๆ เซียวเอี้ยนต่างหาก แถมที่มุมปากยังมีน้ำลายไหลยืดออกมาด้วย
(แมวเหมียว หิวหน่อย ๆ แล้วสิ...)
“แมว? ท่านประธาน ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่นายเลี้ยงแมวด้วยเนี่ย?”
การปรากฏตัวของวิฬาร์จันทร์ธาราดึงดูดความสนใจของเซียวเอี้ยนในทันที เขาก็เดินไปนั่งยอง ๆ อยู่หน้าวิฬาร์จันทร์ธารา แล้วมองสำรวจอย่างอยากรู้อยากเห็น
“ดูจากรูปร่างหน้าตาแล้ว นี่มันวิฬาร์จันทร์ธาราใช่ไหม?”
“น่าจะใช่”
เจียงเฉินพยักหน้าเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ถ้าจะว่ากันตามจริงแล้ว เจ้าแมวตัวนี้แหละที่เป็นคนเจอหนูที่นี่”
“แมวจับหนูมันก็ไม่ผิดปกติอะไรหรอก แต่ทำไมคุณชายผู้นี้ถึงจำไม่ได้เลยว่าแถบเมืองหลิงอิ๋นมีวิฬาร์จันทร์ธาราอาศัยอยู่ด้วย?”
เมื่อมองดูวิฬาร์จันทร์ธาราที่จ้องโม่เขม็ง ในแววตาของเซียวเอี้ยนก็ส่องประกายประหลาด
“เจ้าตัวเล็ก ไปกับคุณชายผู้นี้ไหมล่ะ? รับรองว่ามีปลาให้กินไม่อั้นเลย!”
ป้าบ!
ยังไม่ทันที่เซียวเอี้ยนจะพูดจบ เจ้าโม่ก็ใช้หางฟาดเข้าที่หน้าของเซียวเอี้ยนเต็ม ๆ ทิ้งรอยหางปลาไว้เป็นทางยาว
“ก็ไม่ได้จะกินแกสักหน่อย จะต้องตื่นเต้นอะไรขนาดนั้นด้วย”
เซียวเอี้ยนทำหน้าเหมือนน้อยใจ แต่เจ้าโม่ขี้เกียจจะสนใจเซียวเอี้ยน มันกระโดดพรวดขึ้นแล้วหายวับไปในความว่างเปล่า
“พูดจาเล่นล้อเล่นแบบนี้ต่อหน้าสัตว์อสูรของตัวเอง สมควรแล้วล่ะ...”
เมื่อเห็นเซียวเอี้ยนหน้าแตก เจียงเฉินก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะ
“ท่านประธาน นายยังมีหน้ามาว่าฉันอีกเหรอ ตัวเองก็มีกระรอกบินอยู่แล้ว ยังจะเลี้ยงแมวอีก เคยคิดถึงความรู้สึกของเจ้าหนูบ้างไหม?”
อ่ะจิ๊ อ่ะจิ๊!
ฟาไฉพอได้ยินก็รีบพยักหน้าหงึก ๆ แววตาที่มองเซียวเอี้ยนก็เปลี่ยนไป
(มนุษย์คนนี้ ใช้ได้เลย!)
“นี่ไม่ใช่แมวที่ฉันเลี้ยงนะ”
เจียงเฉินอธิบายไปคำหนึ่ง แต่ในตอนนั้นเองวิฬาร์จันทร์ธารากลับมุดเข้ามาในอ้อมแขนของเจียงเฉิน แล้วถูไถอย่างสนิทสนม
อ่ะจิ๊ อ่ะจิ๊!
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟาไฉก็ขนลุกซู่ทันที มันมุดขึ้นไปอยู่บนไหล่ของเจียงเฉิน แล้วมองวิฬาร์จันทร์ธาราด้วยสายตาระแวดระวัง
(ไหล่ของผู้อัญเชิญเป็นอาณาเขตของหนูนะ ใครก็ห้ามมาแย่งไปทั้งนั้น ลูกชายก็ไม่ได้!)
“ท่านประธาน ดูแลตัวเองด้วยนะ”
เซียวเอี้ยนหรี่ตามองแล้วพูดว่า “ท่านประธาน นายพอจะให้ฉันยืมแมวตัวนี้ได้ไหม? วางใจได้เลย ฉันจะเอากลับมาคืนให้ในสภาพสมบูรณ์ครบถ้วนแน่นอน”
“ยืมแมว? นายคงไม่ได้คิดจะเอาไปใช้จีบสาวหรอกนะ?”
เจียงเฉินมองเซียวเอี้ยนอย่างไม่ค่อยไว้ใจ ส่วนเซียวเอี้ยนก็ทำท่าทางเหมือนผู้ผดุงความยุติธรรมแล้วพูดว่า
“จะเป็นไปได้ยังไง คุณชายผู้นี้ก็แค่จะพามันออกไปเปิดหูเปิดตาดูโลกบ้างเท่านั้นเอง”
“ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งให้นายพามันออกไปไม่ได้ใหญ่เลย”
เจียงเฉินเห็นดังนั้นก็ปฏิเสธเสียงแข็ง ดูจากท่าทางของเซียวเอี้ยนแล้ว ไม่ได้จะไปทำเรื่องดี ๆ แน่นอน อย่าให้เขาพาวิฬาร์จันทร์ธาราไปเสียแมวเลย
ที่สำคัญที่สุดก็คือ ตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าเจ้าวิฬาร์จันทร์ธาราตัวนี้มันปลอดภัยจริง ๆ หรือเปล่า ถ้าเกิดเจ้าตัวเล็กนี่เกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมาแล้วไปทำร้ายคนเข้า เรื่องมันจะยุ่งยากมากนะ
ช่างเถอะ ยังไงก็คงต้องไปหาเหวินเฉวียนให้ตรวจดูสักหน่อยแล้ว
เมื่อเหลือบมองไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ยังสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ เจียงเฉินก็โบกมือให้หน้าต่างบานหนึ่ง แล้วก็รีบเดินจากไป
“เฮ้ ท่านประธาน นายนัดฉันออกมาแล้วก็ชิ่งหนีไปแบบนี้เลยเหรอ อย่างน้อยก็ควรจะแสดงความขอบคุณกันบ้างสิ?”
“ขอบคุณ”
“นายจะแสดงความจริงใจมากกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง อย่างน้อยก็เอาอะไรที่มันจับต้องได้หน่อยสิ เช่น แมวของนายไง?”
“ขอโทษนะ ไม่ได้หรอก”
“โลกมันเปลี่ยนไป ใจคนก็ไม่เหมือนเดิมแล้วจริง ๆ สินะ...”
......
วันรุ่งขึ้น
“จากรายงานผลการตรวจ ร่างกายของวิฬาร์จันทร์ธาราตัวนี้ไม่มีอะไรผิดปกติครับ ส่วนรอยประทับสีแดงที่อยู่ระหว่างคิ้วก็ตรวจไม่พบร่องรอยของพลังงานใด ๆ”
เหวินเฉวียนถือรายงานผลการตรวจ มองดูวิฬาร์จันทร์ธาราที่กำลังถูกเซียวเอี้ยนหยอกล้อด้วยปลาตัวเล็กตากแห้งอยู่ข้าง ๆ อย่างสงสัย แล้วพูดว่า “แต่จากตัวอย่างเซลล์ที่ผมสกัดออกมาดูเหมือนว่าวิฬาร์จันทร์ธาราตัวนี้น่าจะเพิ่งเกิดได้แค่สิบกว่าชั่วโมงเองนะครับ?”
“สิบกว่าชั่วโมง?”
เจียงเฉินเลิกคิ้วขึ้น นับตั้งแต่ตอนที่เขาพบร่องรอยของวิฬาร์จันทร์ธาราจนถึงตอนนี้ก็ผ่านไปหลายวันแล้ว มันจะเป็นไปได้ยังไงที่จะเพิ่งเกิดได้แค่สิบกว่าชั่วโมง
หรือว่า ตอนนั้นแสงเจ็ดสีมันรีเซ็ตเจ้านี่กลับไปเป็นค่าเริ่มต้นจากโรงงานเลยงั้นเหรอ?
“ใช่ครับ ผมไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อนเลยครับ มันน่าอัศจรรย์มากจริง ๆ”
ในดวงตาของเหวินเฉวียนฉายประกายคมกล้า “พี่เฉินครับ พอจะ...”
“ไม่ได้!”
หางตาของเจียงเฉินกระตุกยิก ๆ ทำไมเจ้านี่ถึงเหมือนกับเซียวเอี้ยนไม่มีผิด คิดจะจับสัตว์เลี้ยงของคนอื่นมาทดลองอยู่เรื่อยเลย
ไม่สิ เจ้านี่มันอันตรายกว่าอีก
เซียวเอี้ยนก็แค่เอาไปใช้จีบสาว แต่เจ้านี่เผลอ ๆ อาจจะจับมันมาชำแหละเลยก็ได้!
“ก็ได้ครับ...”
เหวินเฉวียนก็ดูผิดหวังเล็กน้อยแล้วพูดว่า “พี่เฉินตั้งใจจะทำสัญญากับวิฬาร์จันทร์ธาราตัวนี้หรือเปล่าครับ?”
“ถึงแม้วิฬาร์จันทร์ธาราจะเป็นแค่สายเลือดหายาก แต่ศักยภาพของมันสูงมาก มีโอกาสสูงที่จะสามารถยกระดับไปถึงสายเลือดระดับมหากาพย์ได้เลยนะครับ”
“ทำสัญญางั้นเหรอ?”
ภาพของลูกตาสีแดงก่ำนั่นก็ผุดขึ้นมาในหัวของเจียงเฉินโดยอัตโนมัติ ทำให้เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย
ถ้าเป็นแค่วิฬาร์จันทร์ธาราธรรมดาทั่วไป เขาอาจจะทำสัญญาด้วยไปแล้ว แต่พอคิดถึงท่าทางคลุ้มคลั่งของวิฬาร์จันทร์ธาราก่อนหน้านี้ ในใจก็ยังไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่
ถึงแม้วิฬาร์จันทร์ธาราจะแสดงพลังต่อสู้อันแข็งแกร่งออกมา แต่สภาพที่ผิดปกติแบบนั้น ต่อให้เป็นใครก็คงไม่กล้าทำสัญญาด้วยง่าย ๆ หรอก
แต่ว่า ก็ถูกฟาร์มรีเซ็ตไปแล้วรอบหนึ่ง ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้วมั้ง?
เจียงเฉินถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในใจก็ตัดสินใจได้แล้ว
เพียงแต่พอเขาหันไปมองหาวิฬาร์จันทร์ธารา ก็พบว่าทั้งวิฬาร์จันทร์ธาราทั้งเซียวเอี้ยนหายตัวไปด้วยกันเสียแล้ว
“เจ้านั่นมันคงไม่ได้ลักพาตัวแมวไปเลยหรอกนะ?”
เจียงเฉินมองไปรอบ ๆ ก็ไม่เห็นร่องรอยของคนหนึ่งคนกับแมวหนึ่งตัวเลย ในใจก็พลันสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาทันที
“คุณผู้หญิงคนสวยครับ คุณชายผู้นี้จะได้รับเกียรติร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับคุณได้ไหมครับ?”
ในตอนนั้นเอง พลันมีเสียงที่คุ้นเคยดังมาจากนอกประตู เจียงเฉินกับเหวินเฉวียนมองหน้ากัน ก็เดาออกได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
เป็นไปตามคาด พอเจียงเฉินเดินออกจากห้องวิจัยของเหวินเฉวียน ก็เห็นเซียวเอี้ยนกำลังดันผู้หญิงคนหนึ่งที่สวมชุดนักวิจัยเหมือนกันติดกับกำแพง ในปากคาบดอกกุหลาบที่ไปฉกมาจากไหนก็ไม่รู้ดอกหนึ่ง กำลังมองอีกฝ่ายด้วยสายตาหวานซึ้ง
ส่วนที่ข้างเท้าของเซียวเอี้ยน วิฬาร์จันทร์ธาราก็กำลังคาบดอกกุหลาบอยู่เหมือนกัน ทำท่าทางเดียวกัน ส่งเสียงร้องเหมียว ๆ ใส่แมวตัวเมียตัวหนึ่งอยู่
นี่มันเพิ่งจะผ่านไปนานเท่าไหร่กัน วิฬาร์จันทร์ธาราก็ถูกเซียวเอี้ยนสอนจนเสียแมวไปแล้วเรอะ?
เขาปล่อยให้วิฬาร์จันทร์ธาราอยู่กับเซียวเอี้ยนตามลำพังได้ยังไงกันนะ โง่จนอยากจะร้องไห้ให้ตัวเองจริง ๆ!
เพียะ!
ดูเหมือนจะทนท่าทางแบบนั้นของเซียวเอี้ยนไม่ไหว นักวิจัยหญิงคนนั้นทั้งอายทั้งโกรธ ก็เลยตบหน้าเซียวเอี้ยนไปฉาดหนึ่งแล้วรีบวิ่งหนีไปทันที
เหตุการณ์เดียวกันก็เกิดขึ้นกับวิฬาร์จันทร์ธาราด้วยเหมือนกัน
เพียงแต่สิ่งที่ทำให้เจียงเฉินแทบบ้าก็คือ หลังจากโดนตบไปคนละฉาด ทั้งเซียวเอี้ยนและวิฬาร์จันทร์ธารากลับเผยสีหน้าเคลิบเคลิ้มออกมาพร้อมกัน มองตามคนหนึ่งคนกับแมวหนึ่งตัวที่เดินจากไปตาละห้อย
นี่มันมีคุณสมบัติประหลาดอะไรตื่นขึ้นมาหรือเปล่าเนี่ย? แถมยังพร้อมกันอีกต่างหาก?!
“ถึงแม้ช่วงติดสัดของวิฬาร์จันทร์ธาราจะยาวนานมาก แต่ฤดูนี้น่าจะเป็นช่วงที่พวกมันไม่ค่อยสนใจเรื่องเพศตรงข้ามไม่ใช่เหรอครับ วิฬาร์จันทร์ธาราตัวนี้กลับยังสนใจเพศตรงข้ามอยู่อีก มันหายากมากจริง ๆ นะครับ”
เหวินเฉวียนดวงตาก็เป็นประกายแล้วพูดว่า “หรือว่าจะเป็นเพราะปัญหาเรื่องอายุเซลล์ที่เปลี่ยนไปกันนะ? หัวข้อนี้น่าสนใจศึกษามากเลยครับ!”
“พี่เฉินครับ ผมขอ... พี่เฉินครับ พี่จะไปไหนเหรอครับ?”
เหวินเฉวียนก็หันกลับไปมองพี่เฉิน แต่กลับพบว่าพี่เฉินเดินไปไกลแล้วตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ จึงรีบถามตามไป
“อยู่ห่าง ๆ พวกนั้นไว้หน่อย ฉันไม่อยากถูกมองว่าเป็นพวกโรคจิต...”