เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

289 - วัดซุยโคะ

289 - วัดซุยโคะ

289 - วัดซุยโคะ


289 - วัดซุยโคะ

หลังจากที่จี้ไห่เข้ามา เขาก็ก้มตัวทำความเคารพ แต่เซี่ยเสี่ยวชิงยังคงเชิดหน้าตรง เมื่อเห็นจี้ไห่หันมามองนาง จึงยอมจำนนใจโน้มกายลงเล็กน้อยและกล่าวว่า

“ท่านคือท่านอ๋องใช่หรือไม่?”

หลินอี้ซึ่งปกติใจกว้างกับสตรีงดงามอยู่แล้ว จึงยิ้มกล่าวว่า

“ไม่ผิดหรอก แม่นางกล้าหาญไม่น้อย ไฉนจึงบุกเข้าจวนกรมการปกครองยามค่ำคืน ต้องการสิ่งใดกัน?”

เซี่ยเสี่ยวชิงไม่ลังเล ชี้ไปยังจี้ไห่

“ข้ามาหาเขา ไม่เกี่ยวกับท่าน”

จี้ไห่หน้าขึ้นสีแดงจัด หลับตาลงเล็กน้อย สวดพุทธมนต์เบาๆ อย่างจนใจ

หลินอี้ก็อดประหลาดใจไม่ได้

แม่นางผู้นี้ช่างตรงไปตรงมานัก!

ไม่อ้อมค้อมเลยสักนิด!

เหตุใดสตรีจึงไม่มีความละอายเหมือนสตรีทั่วไปบ้างเล่า? ยิ่งคิดก็ยิ่งขัดใจ ตนแทบไม่เคยพบสตรีเช่นนี้ น่าเจ็บใจนัก เขายังเทียบจี้ไห่ไม่ได้เลย

“แม่นางตรงไปตรงมาจริงๆ”

หลินอี้มองใบหน้างดงามปราศจากตำหนิของนาง พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“เพียงแต่บ้านเมืองมีกฎ ระเบียบในตระกูลก็มี แม่นางทำเช่นนี้เกินไปแล้ว ข้าไม่รู้จะลงโทษเช่นไรดี”

“ท่านอ๋องโปรดเมตตา ขอท่านอ๋องไว้ชีวิตนาง ความผิดทั้งหมดข้าจะรับไว้เพียงผู้เดียว”

จี้ไห่พูดอย่างจริงจัง

เซี่ยเสี่ยวชิงกลับดึงแขนจี้ไห่ไว้แล้วกล่าว

“เฮอะ จี้ไห่! ไม่ต้องไปขอร้องเขา จะฆ่าจะฟันก็แล้วแต่!”

แม้นางจะพูดเช่นนั้น แต่แววตากลับเปี่ยมด้วยความยินดีจากการที่จี้ไห่ขอความเมตตาให้นาง

“โอ้ จี้ไห่เจ้าคงเกิดจิตรักใคร่แล้วกระมัง?”

หลินอี้กล่าวล้อเลียน

จี้ไห่สวดพุทธมนต์ “อามิตตาพุทธ! บาปหนา บาปหนา!”

เขาก้มหน้าอับอาย ไม่กล้าสบตาหลินอี้เลยด้วยซ้ำ

หลินอี้กล่าวด้วยรอยยิ้ม “เจ้าก็เป็นคนก่อนจะจะเป็นพระ เป็นคนก็ย่อมมีเจ็ดอารมณ์หกปรารถนา เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ต้องรู้สึกอับอายหรอก”

เซี่ยเสี่ยวชิงกล่าวเสียงเย็น “เจ้าก็เข้าใจโลกดีนี่นา อย่างนั้นก็อย่าทำให้เขาลำบาก ไม่เช่นนั้นข้าจะไม่ยกโทษให้เจ้า”

จี้ไห่ตกใจ หน้าถอดสี รีบเอ็ดว่า

“แม่นาง! อย่าได้ลบหลู่ต่อท่านอ๋อง!”

เขาก็เหมือนคนอื่น ที่กลัวไม่ใช่ท่านอ๋อง หากแต่เป็นหงอิ๋งผู้อยู่เบื้องหลังท่านอ๋อง

ท่านผู้นั้นไม่เคยมีเมตตาเลยแม้แต่น้อย!

คิดจะลงมือก็ลงมือทันที

เซี่ยเสี่ยวชิงฮึดฮัด เบือนหน้าหนีอย่างไม่สบอารมณ์

หลินอี้ถอนหายใจ “ข้าก็ลำบากใจเหมือนกัน หากข้ายอมปล่อยเจ้าไป วันนี้ วันหน้าคนอื่นจะทำตามเจ้าไม่ได้หรือ? จงให้เหตุผลดีๆ ที่ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”

เซี่ยเสี่ยวชิงกลอกตา ยิ้มแล้วกล่าว “หากข้าเอาข่าวมาแลกล่ะ?”

หลินอี้กล่าว “ลองว่ามาดูสิ”

เซี่ยเสี่ยวชิงว่า

“วัดซุยโคะส่งสี่มหาธรรมราชาเข้ามาในชวนโจว ข่าวนี้ดีพอไหม?”

“วัดซุยโคะ?

วัดศักดิ์สิทธิ์ในหุบเขาใต้ ข้ารู้จัก“หลินอี้เอ่ยอย่างแปลกใจ”แต่สี่มหาธรรมราชาคือใคร? แล้วมาชวนโจวเพื่อสิ่งใด? ข้าไม่รู้เลย หวังว่าแม่นางจะไขข้อข้องใจ”

เซี่ยเสี่ยวชิงยิ้ม “ข้าบอกแล้วจะให้ข้าไปหรือไม่?”

หงอิ๋งแค่นเสียง “หยาบช้า! กล้าต่อรองต่อหน้าท่านอ๋องหรือ!”

เซี่ยเสี่ยวชิงส่งเสียงอึดอัด เลือดซึมออกมาจากมุมปากอีกครั้ง แต่นางยังฝืนยิ้มอยู่ และไม่ขยับแม้แต่น้อย

จี้ไห่รีบควักผ้าเช็ดหน้าออกมายื่นให้นาง แล้วมองหงอิ๋งด้วยสายตาเว้าวอน

“พอแล้ว นางคือแขก ไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนี้”

หลินอี้โบกมือให้หงอิ๋ง แล้วหันไปพูดกับเซี่ยเสี่ยวชิง

“ข้ารับปากแล้ว เจ้าพูดได้”

เขาไม่เคยลงมือทำร้ายดอกไม้งามมาก่อน

เซี่ยเสี่ยวชิงกล่าว “สี่มหาธรรมราชาแห่งวัดซุยโคะ เป็นรองก็เพียงแต่มารใต้แห่งหุบเขาใต้เท่านั้น ครั้งนี้พวกเขาไปที่อารามจี้จ้าวเพื่อหาเรื่อง”

“หาเรื่องอารามจี้จ้าว?”

หลินอี้ขมวดคิ้ว

หงอิ๋ง เย่ชิว เซียนตาบอด และเหวินเจาอี๋ ทั้งสี่คนยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของจิ้งอี แต่สี่มหาธรรมราชากลับกล้าบุกไปเหยียบสำนักเลยหรือ?

เซี่ยเสี่ยวชิงกล่าว “ใช่แล้ว อาจารย์ข้าบอกว่า สี่มหาธรรมราชาแห่งวัดซุยโคะแต่ละคนล้วนเป็นยอดฝีมือของยุค แม้เผชิญหน้ากับอารามจี้จ้าวก็ไม่เกรงกลัว”

กล่าวพลางหันไปมองหงอิ๋งเบื้องหลังหลินอี้ “ครั้งนี้จิ้งอีและจิ้งกวนไปยังนครอันคัง พวกเขาไม่ลงมือกับพวกท่านก็เพราะต้องเก็บพลังไว้รับมือสี่มหาธรรมราชา”

หลินอี้ว่า “อย่างนั้นข้ายังต้องขอบคุณสี่มหาธรรมราชาเหล่านั้นอีกสินะ”

เซี่ยเสี่ยวชิงกล่าว “ท่านคิดว่าในแผ่นดินนี้มีแต่ต้าเหลียงเท่านั้นหรือที่มีมหาปรมาจารย์? พวกยอดฝีมือจากต่างถิ่นก็มีฝีมือแปลกประหลาดยิ่ง รับมือไม่ง่าย

เมื่อครั้งนั้นถึงแม้เจ้าเมืองผิงชวนจะได้รับความช่วยเหลือจากอารามจี้จ้าวทั้งสำนัก ก็ยังต้านคนจากหุบเขาใต้ไม่ไหวจนถึงแก่ความตาย”

หลินอี้ยิ้ม “ขอบคุณแม่นางมาก จี้ไห่ ช่วยส่งแขกให้ข้าด้วย”

“ขอบพระทัยท่านอ๋อง!”

จี้ไห่รีบพาเซี่ยเสี่ยวชิงออกไปทันที

หลังออกจากจวนกรมการปกครอง จี้ไห่พยุงเซี่ยเสี่ยวชิงไว้

“แม่นางเซี่ย ท่านหุนหันเกินไปแล้ว”

เขามองถนนที่เงียบงัน วางเซี่ยเสี่ยวชิงลงที่บันไดหินก่อนเข้าไปในจวนจูงรถม้าออกมา ทั้งสองเดินทางขึ้นเขาใกล้เมือง

เขารู้ว่าบนเขามีสำนักแม่ชีอยู่แห่งหนึ่ง

แม่ชีที่เปิดประตูมีฟันหลุดหมด เดินก็สั่นเทาไปหมด แต่เมื่อเห็นแท่งเงินในมือเซี่ยเสี่ยวชิง ดวงตาก็เปล่งประกาย

เซี่ยเสี่ยวชิงนอนอยู่ในห้องพักเรียบง่าย จนกระทั่งตะวันตกดินจึงได้ฟื้นขึ้นมา

นางดื่มน้ำและกินอาหารไปเล็กน้อย แล้วมองจี้ไห่โดยไม่กะพริบตา

จี้ไห่กล่าวอย่างอึดอัด

“แม่นางปลอดภัยแล้ว ข้าก็วางใจ”

เซี่ยเสี่ยวชิงว่า

“จี้ไห่…”

จี้ไห่ตอบ “แม่นางมีอะไรก็สั่งได้”

เซี่ยเสี่ยวชิงกล่าว “สัญญากับข้า หากเจอคนจากวัดซุยโคะ ต้องหนีให้ไกลที่สุด”

จี้ไห่ไม่เข้าใจ “แม่นางหมายความว่าอย่างไร?”

เซี่ยเสี่ยวชิงถอนหายใจ “ผู้คนที่ไม่รู้จักวัดซุยโคะ มักคิดว่ามันเป็นแค่วัดแห่งหนึ่ง

แต่หากจะพูดให้ถูก มันคือเผ่าหนึ่ง วัดซุยโคะสั่งการผู้คนทั้งภูเขาซุยโคะได้”

จี้ไห่ว่า “เหมือนเมืองชุนซานของพวกท่าน?”

เซี่ยเสี่ยวชิงส่ายหน้า “ไม่เหมือน เมืองชุนซานยังมีคนธรรมดาที่ไม่ฝึกวรยุทธ์ แต่บนภูเขาซุยโคะ ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ไม่ฝึกฝน

ภูเขาซุยโคะสูงมาก สูงเกินกว่าที่คนธรรมดาจะจินตนาการได้

เจ้าเคยรู้สึกหายใจไม่ออกยามยืนอยู่บนยอดเขาหรือไม่?

แต่สำหรับคนที่นั่น พวกเขาดำเนินชีวิตราวกับเราทุกอย่าง

ไม่ว่าจะเป็นเด็กก็ตาม หากมาจากซุยโคะ ต้องอย่าประมาท

‘ซุยโคะไม่ครบหมื่น หากครบหมื่น ไม่มีใครต้านได้’”

จี้ไห่ว่า “แม่นางคิดมากไปกระมัง เราอยู่ห่างวัดซุยโคะเป็นพันลี้ ไม่น่ามีโอกาสพบพาน”

เซี่ยเสี่ยวชิงว่า “หุบเขาใต้จ้องแคว้นต้าเหลียงไม่ละสายตา หากแคว้นเราอ่อนแอลงเมื่อใด ก็คือเวลาที่พวกเขาจะบุกเข้ามา”

“ข้าเข้าใจแล้ว”

จี้ไห่พยักหน้า

……..

推古寺 ซุยโคะ เป็นพระนามของสมเด็จพระจักรพรรดินีองค์หนึ่งของญี่ปุ่น วัดซุยโคะน่าจะเป็นอารามหลวงของญี่ปุ่น

……….

จบบทที่ 289 - วัดซุยโคะ

คัดลอกลิงก์แล้ว