- หน้าแรก
- ทำไงได้ ก็ข้าไม่อยากเป็นฮ่องเต้นี่หว่า
- 280 - จินกังไถ (แท่นวัชระ)
280 - จินกังไถ (แท่นวัชระ)
280 - จินกังไถ (แท่นวัชระ)
280 - จินกังไถ (แท่นวัชระ)
เมื่อกลับมาถึงค่ายใหญ่แล้ว หลินอี้ก็ดื่มชาติดกันสองถ้วย แล้วแค่นเสียงเย้ยหยัน “อารามจี้จ้าวนี่ช่างเก่งกล้านัก ถึงขั้นบีบบังคับให้พระบิดาของข้าต้องก้มหัว แล้วยังพาหยงอ๋องออกมาอีกด้วย”
เหอจี้เซียงกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น “จากที่กระหม่อมรู้จักฝ่าบาท เรื่องนี้เกรงว่าจะไม่จบลงง่ายๆ”
หลินอี้กล่าว “ใต้ฟ้านี้ล้วนเป็นแผ่นดินของฮ่องเต้ เหล่าราษฎรในแว่นแคว้นล้วนเป็นบ่าวของพระองค์
อารามจี้จ้าวกระทำการเยี่ยงนี้ เท่ากับตบหน้าพระบิดาของข้า หากพระบิดาทนได้ นั่นสิถึงจะประหลาด
เพียงแต่อารามจี้จ้าวมีมหาปรมาจารย์อยู่ถึงสองคน ต่อให้ทนไม่ได้ก็คงต้องทนใช่หรือไม่?”
“หาใช่เช่นนั้นไม่”
เหอจี้เซียงส่ายหน้ากล่าว “ท่านอ๋องทราบหรือไม่ว่า วัดหลวงของแคว้นเหลียงเราคือวัดใด?”
“ย่อมต้องเป็นวัดไป๋หม่า(อาชาขาว)ซึ่งอยู่นอกประตูเมืองทิศเหนือยี่สิบลี้อย่างแน่นอน”
หลินอี้กล่าวออกมาโดยไม่ต้องคิด “ท่านอาจารย์เหอมองข้าต่ำเกินไปแล้ว เรื่องเท่านี้จะไม่รู้ได้อย่างไร”
“หาใช่เช่นนั้นไม่”
เหอจี้เซียงประสานมือคารวะหลินอี้ “วัดหลวงของแคว้นเหลียงเรามีเพียงแห่งเดียว นั่นก็คือจินกังไถ ผู้อาวุโสผู้ดูแลที่นั่นในแต่ละรุ่นล้วนเป็นราชครูของแคว้นเหลียง”
“ราชครู?”
หลินอี้อุทานด้วยความประหลาดใจ “เหตุใดข้าถึงไม่เคยรู้มาก่อน?”
เขาไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย
เหอจี้เซียงกล่าว “เมื่อครั้งยังเยาว์ ปฐมฮ่องเต้มีฐานะยากจน ต้องเลี้ยงวัวตั้งแต่เด็ก แต่ก็เป็นลูกคนสุดท้องของบ้าน และเป็นที่รักใคร่
แต่สวรรค์กลับไม่เมตตา ปีนั้นเมืองฉู่เกิดโรคระบาด บิดามารดาก็เสียชีวิตไปทีละคน ชีวิตพลันไร้ที่พึ่ง
พี่น้องต่างคนต่างหาทางเอาตัวรอด พระองค์หลงทางไปถึงเมืองเป่าซึ่งอยู่ในแคว้นอวี้ ไร้ญาติขาดมิตร สุดท้ายได้เข้าไปอยู่ในวัด บวชเป็นพระ ขณะนั้นวัดจินกังไถยังเป็นวัดเล็กๆ มีเพียงห้าหกคนเท่านั้น”
หลินอี้ตกใจ “ปฐมฮ่องเต้เคยบวชอยู่ที่จินกังไถ?”
แต่ก่อนเขาเคยอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ของปฐมฮ่องเต้ด้วยความอยากรู้
แต่ในหนังสือไม่มีรายละเอียดเรื่องการบวชของพระองค์เลย
“เป็นเช่นนั้น”
เหอจี้เซียงกล่าวต่อ “ปฐมฮ่องเต้เป็นผู้ถ่อมตน ขยันหมั่นเพียร เพียงแค่สองปีก็บรรลุถึงขั้นสาม ถือเป็นผู้มีพรสวรรค์อย่างยิ่ง!
ต่อมาเมืองเป่าเกิดภัยแล้ง ผู้เช่าที่ดินของจินกังไถไม่สามารถจ่ายค่าเช่าได้ เหล่าพระภิกษุก็ออกบิณฑบาตไม่ได้ จึงต้องแยกย้ายกันลงเขา
ปฐมฮ่องเต้เห็นใจความยากลำบากของราษฎร จึงเข้าร่วมกับกองกำลังกู้ชาติ แล้วรบจากใต้ขึ้นเหนือ กว่าจะได้ครองใต้หล้า
(นี่มันเนื้อเรื่องของจูหยวนจางแห่งราชวงศ์หมิงชัดๆ)
หลังขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงระลึกถึงบุญคุณของจินกังไถ จึงบูรณะใหม่อีกครั้ง
ต่อมาฮ่องเต้กู่เจ๋อเพราะเสียใจต่อการสิ้นชีพของจินเฟย ถึงกับสละราชบัลลังก์ ไปบวชที่จินกังไถ
โอรสของพระองค์คือฮ่องเต้หยวนซั่ว ครองราชย์แล้วก็ไปเยือนจินกังไถหลายครั้ง หวังจะพบหน้าพระบิดา แต่ฮ่องเต้กู่เจ๋อปลีกวิเวก ไม่ยอมพบหน้าเลยสักครั้ง
ฮ่องเต้หยวนซั่วจนปัญญา จึงตั้งให้จินกังไถเป็นวัดหลวง ต่อมาฮ่องเต้ทุกพระองค์ล้วนไปกราบไหว้จินกังไถ ผู้อาวุโสแต่ละรุ่นของที่นั่นจึงเป็นราชครู
(อันนี้ก็ประวัติของซุ่นจื้อกับคังซี 5555)
เพียงแต่จินกังไถสันโดษ ไม่ข้องเกี่ยวกับโลกภายนอก ผู้อาวุโสจึงไม่เคยเข้าเมืองหลวงเลยสักคน ท่านอ๋องไม่ทราบก็ไม่แปลก
แต่ตามธรรมเนียม ฮ่องเต้แต่ละพระองค์จะเลือกสมาชิกวงศ์ตระกูลหรือขุนนางผู้มีพรสวรรค์ส่งไปบำเพ็ญเพียรที่จินกังไถ อาทิเช่น องค์ชายรอง หวังผิงชวน เนี่ยโหย่วเต้า ท่านลุงของท่านอ๋องหยวนชิง แม่ทัพใหญ่แห่งจี้โจวคือกวงต้าฉาง ต่างก็ล้วนเป็นศิษย์ของจินกังไถทั้งสิ้น!”
คำกล่าวนี้ทำให้หลินอี้ถึงกับนิ่งงัน แม้แต่เสิ่นชูกับจี้จั๋วที่อยู่ข้างๆ ก็ล้วนตกตะลึง
โดยเฉพาะผานโต้ว เขาเข้าใจเสียทีว่าทำไมคนที่เขาส่งไปยังชวนโจวถึงได้หายตัวไปทีละคน
หลินอี้นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าว “แต่อารามจี้จ้าวเก่งกาจปานนี้ เหตุใดจินกังไถจึงไม่เห็นเคลื่อนไหวเลยเล่า?”
เหอจี้เซียงส่ายหน้า “ท่านอ๋อง หากไม่มีจินกังไถ เกรงว่าอารามจี้จ้าวคงไม่คิดจะใช้ชื่อหยงอ๋องแล้ว”
“หืม?”
หลินอี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเหมือนจะเข้าใจ “หากไม่มีจินกังไถ อารามจี้จ้าวคงจะตั้งตนเป็นใหญ่เสียเอง เช่นไปหาคนอย่างถังเซี่ย แบบนี้ก็ไม่มีหยงอ๋องอยู่ในแผนเลย”
เหอจี้เซียงกล่าว “ท่านอ๋องชาญฉลาด”
หลินอี้กล่าวอีก “แต่ข้าได้ยินมาว่าจินกังไถมีเพียงมหาปรมาจารย์ท่านเดียวคือพระอาจารย์อู๋เซี่ยง จะเอาอะไรไปต่อกรกับอารามจี้จ้าวได้?”
เหอจี้เซียงกล่าว “ความลึกซึ้งของจินกังไถ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เพียงรู้ว่ามีพระอาจารย์อู๋เซี่ยงคนเดียว จากที่กระหม่อมคาดการณ์ หากมีเพียงคนเดียว อารามจี้จ้าวคงบุกมานานแล้ว คงไม่ทนเฉยอยู่จนถึงบัดนี้”
หลินอี้ถอนหายใจ “โอ้ สิ่งที่เจ้าพูดทำเอาสมองข้าแทบจะหมุนไม่ทันแล้ว”
แต่ละวันมีแต่เรื่องน่าตกใจ
หงอิ๋งค้อมกายกล่าว “ท่านอ๋อง กระหม่อมมีเรื่องหนึ่งยังมิได้รายงาน ตอนที่ตามท่านอ๋องเข้าเฝ้าในวัง กระหม่อมยืนอยู่ที่หน้าประตูท้องพระโรง รู้สึกถึงพลังที่หนักแน่นน่าเกรงขาม
กระหม่อมเคยปะมือกับอารามจี้จ้าว สนิทสนมกับหลิวกงกง จึงมั่นใจว่าไม่ใช่ทั้งสองคน
เมื่อฟังคำของท่านอาจารย์เหอ กระหม่อมคิดว่าอาจจะเป็นคนของจินกังไถ พลังนั้นคล้ายกับเนี่ยโหย่วเต้า”
เย่ชิวกล่าว “ตอนที่กระหม่อมเข้าวังในคืนนั้น ก็รู้สึกว่ามีคนจับตามองอยู่ กระหม่อมไม่ใช่คู่มือแน่”
หลินอี้ถอนหายใจ “เช่นนั้นในวังมีมหาปรมาจารย์มากกว่าหนึ่งคน?”
หงอิ๋งลังเลครู่หนึ่งก่อนกล่าว “จากที่กระหม่อมสังเกต เห็นจะเป็นเช่นนั้น”
หลินอี้ใจสะท้าน ถาม “องค์หญิงใหญ่ออกมาหรือยัง?”
หงอิ๋งส่ายหน้า “กระหม่อมไม่ทราบ”
หลินอี้ถอนหายใจ “ช่างเถอะ สั่งการไป ถอนทัพกลับบ้าน!”
“รับพระบัญชา!”
ทุกคนพร้อมใจกันตอบรับ
เสียงสัญญาณแตรดังก้องทั่วค่ายซานเหอ
“ถอนทัพ!”
นายทหารผู้ถือธงสะบัดธงขี่ม้าไปทั่วค่ายซานเหอที่ทอดยาวหลายลี้
ในที่สุดเสียงก็กลายเป็น “กลับบ้าน!”
“กลับบ้านกันเถอะ!”
“กลับบ้านกันเถอะ!”
ทุกคนต่างตะโกนตามกัน
ภายในกระโจม หยวนกุ้ยเฟยสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ หลินหนิงรีบเข้ามาปลอบ “พระมารดา พี่ใหญ่สั่งถอนทัพกลับซานเหอ ทำให้ท่านตกใจ”
หยวนกุ้ยเฟยพูดละเมอ “ซานเหอ...ดินแดนร้อนระอุ หากข้าไปเกรงว่าจะทนไม่ไหว ถ้าเช่นนั้น ไม่ไปเสียยังดีกว่า”
หลินหนิงกล่าว “พระมารดา พี่ฝ่าฟันลำบากมาไกลเพียงนี้ ก็เพื่อมารับพวกเรา หากเราไม่ไป พี่ต้องเป็นห่วงแน่”
สิ่งสำคัญที่สุดที่นางไม่พูดออกไปก็คือ หากนางกับพระมารดาถูกจับเป็นตัวประกัน จะกลายเป็นเครื่องต่อรองกับพี่ชายของนาง ด้วยนิสัยพี่ชายแล้ว เพื่อพวกนาง เขาต้องยอมอ่อนข้อแน่
สุดท้ายอาจจะเป็นภัยแก่เขา
หยวนกุ้ยเฟยถอนหายใจ “เจ้าคิดว่าแม่ไม่รู้หรือ?
เพียงแต่เป็นห่วงยายกับยายทวดของเจ้า อีกทั้งพี่ชายของเจ้าก็เปลี่ยนไปจนแม่แทบจำไม่ได้”
หลินหนิงเถียง “พี่ไม่เคยเปลี่ยนเลยสักนิด”
หยวนกุ้ยเฟยส่ายหน้า “เจ้ารู้เรื่องอะไรกัน ยังเด็กอยู่แท้ๆ สิ่งที่แม่เสียใจที่สุดก็คือ ไม่ได้ให้เจ้าหมั้นหมายแต่งงานตั้งแต่เนิ่นๆ มิเช่นนั้นคงไม่ต้องติดตามแม่ระหกระเหินเช่นนี้”
หลินหนิงคล้องแขนของนางกล่าว “พระมารดา ข้าจะไม่แต่งงานตลอดชีวิต ข้าจะอยู่เคียงข้างพระมารดาตลอดไป”
“พูดอะไรเหลวไหล”
หยวนกุ้ยเฟยเอ็นดู ลูบศีรษะของนางเบาๆ
……….