- หน้าแรก
- ทำไงได้ ก็ข้าไม่อยากเป็นฮ่องเต้นี่หว่า
- 222 - เอาไปทำความสะอาด ข้าจะสอบสวนเอง
222 - เอาไปทำความสะอาด ข้าจะสอบสวนเอง
222 - เอาไปทำความสะอาด ข้าจะสอบสวนเอง
222 - เอาไปทำความสะอาด ข้าจะสอบสวนเอง
คืนส่งท้ายปีเก่า พระจันทร์ที่ซานเหอกลมเป็นพิเศษ งดงามเป็นพิเศษ
ยืนมองจากเขาไป๋อวิ๋น ราวกับพระจันทร์ลอยอยู่บนยอดไม้
“พลังของเจ้าดูเพิ่มขึ้นนะ”
“เจ้ามองไม่เห็น จะรู้ได้อย่างไร”
จี้ไห่ไม่เชื่อคำพูดของหวังต้ง
หวังต้งกล่าว “ใจของข้าไม่ได้บอด”
“วันนี้ควรเป็นวันกินข้าวเย็นปีใหม่แท้ๆ”
จี้ไห่อยู่ๆ ก็พูดขึ้น “ตัวเจ้าเองยังไม่ไป จะบังคับข้าไปทำไม”
ในวัดไป๋อวิ๋น พระกับนักพรตไม่ค่อยถูกกัน มักมีเรื่องกระทบกระทั่ง
แต่ภายใต้การนำของท่านอ๋องตั้งแต่ปีที่แล้ว ทั้งพระและนักพรตก็ละทิ้งความบาดหมาง มาร่วมฉลองปีใหม่ด้วยกัน
ไม่อย่างนั้นจะเป็นการไม่ให้เกียรติท่านอ๋อง ซึ่งถ้าท่านอ๋องโกรธขึ้นมา ผลลัพธ์จะน่ากลัวนัก
“เจ้าเองก็ไม่ไปนี่”
หวังต้งย้อนถาม
“ข้าชินกับการฉลองกับแม่แล้ว” ดวงตาของจี้ไห่ชุ่มน้ำทันที “แม่ไม่อยู่แล้ว จะฉลองอะไรไปเพื่ออะไร”
หวังต้งก้มศีรษะ ถอนหายใจ “ผู้จากไปก็ให้แล้วไปเถอะ เจ้าอยากให้ข้าดื่มเป็นเพื่อนไหม?”
“ข้าเป็นพระ ดื่มไม่ได้”
“เจ้ามันพระปลอม ดื่มเหล้า กินเนื้อก็แค่ผ่านกระเพาะ จะคิดมากไปทำไม ดื่มกับพี่น้องสักครั้งมันจะตายหรือ?”
“จิตใจเมตตา จึงลบล้างบาปนับหมื่น” จี้ไห่พูดอย่างขัดใจ “เจ้าไม่เข้าใจข้าหรอก”
แล้วก็เดินก้าวออกจากห้องหวังต้ง
จู่ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ ว่ายังไม่ได้เอาอาหารไปให้ผู้หญิงในห้องเก็บของ
จึงเดินไปยังครัวของสำนักเต๋า หยิบหมั่นโถวสองลูกกับผักเจอีกสองจานออกมาจากวัด ไปยังห้องเก็บของด้านหลัง
เมื่อเปิดประตู ก็เห็นเพียงตะเกียงน้ำมันปลาจุดสลัว หญิงสาวกำลังนั่งสมาธิอยู่บนเตียง รักษาพลังลมปราณ
จี้ไห่ไม่รบกวนนาง นั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ
แสงจันทร์ยิ่งขาวกระจ่าง
เวลาผ่านไปพักใหญ่ เซี่ยจิ่วอวิ๋นจึงลืมตาขึ้น
“เจ้าฟื้นแล้ว” จี้ไห่ลืมตาพนมมือกล่าว “กินอะไรรองท้องหน่อยเถิด”
“ขอบใจ”
เซี่ยจิ่วอวิ๋นลุกจากเตียง ถือหมั่นโถวกินคำเล็กๆ
จี้ไห่รินน้ำให้ถ้วยหนึ่ง แล้วกล่าวเรียบๆ ว่า “แม่นาง พรุ่งนี้ข้าจะออกเดินทางแล้ว เจ้าอยู่ที่นี่ต้องดูแลตัวเองให้ดี”
“เจ้าจะไปไหนหรือ?”
เซี่ยจิ่วอวิ๋นถามด้วยความแปลกใจ
“พวกกบฏเข้ามาถึงหนานโจวแล้ว ประชาชนทุกข์ยาก ข้ากับอาจารย์ทั้งหลายจะไปแจกจ่ายอาหารที่ชายแดนระหว่างซานเหอกับหนานโจว” จี้ไห่กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “สรรพสัตว์ล้วนทนทุกข์”
เขาเป็นคนหนานโจว เมื่อได้เห็นบ้านเกิดของตนประสบความทุกข์ใจ ก็ยิ่งเจ็บปวดยิ่งกว่าใคร
เซี่ยจิ่วอวิ๋นยิ้มแล้วกล่าว “ถ้าข้าตายไปแล้วเล่า?”
จี้ไห่กล่าว “ที่นี่คือเมืองไป๋อวิ๋น”
“แล้วอย่างไร?”
เซี่ยจิ่วอวิ๋นย้อนถาม
“ไม่มีใครอาละวาดที่นี่ได้” จี้ไห่กล่าวทีละคำ “แม่นางอยู่ที่นี่ให้สบายใจเถอะ”
แล้วก็วางเงินแผ่นหนึ่งบนโต๊ะ เดินจากไปอย่างเงียบงัน
นางเดินตามออกมา มองดูพลุที่สว่างไสวราวกับแตกกระจายอยู่รอบตัว
พลุของเมืองไป๋อวิ๋นจุดต่อเนื่องจนถึงวันที่สิบห้าของเดือนอ้าย
ยังไม่เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ไม่ว่าจะเป็นไร่ที่เพาะปลูกแล้ว หรือที่เพิ่งเปิดใหม่ ก็มีหญ้าป่าขึ้นมาแล้ว
ชาวซานเหอไม่รอถึงฤดูเพาะปลูกก็เริ่มทำงานกันแล้ว ตามประสบการณ์ก่อนหน้า ต้องไถดินใหม่อีกครั้ง ฆ่าหญ้าให้ตายตั้งแต่เริ่มงอก
และเพื่อชิงตำแหน่งยอดเกษตรกรประจำฤดูเก็บเกี่ยวหน้าร้อน
โดยพิจารณาจากผลผลิตต่อไร่และผลผลิตรวม ผู้ชนะจะได้รับรางวัลหนึ่งร้อยตำลึง!
เป็นที่น่าเสียดายของชาวเมืองไป๋อวิ๋นว่า ตลอดสามปีที่ผ่านมา ผู้ที่คว้ารางวัลล้วนเป็นผู้ลี้ภัยจากเยว่โจว เหมือนพวกเขาเกิดมาเพื่อทำนาโดยเฉพาะ
เรือใหญ่ของเมืองไป๋อวิ๋นกลับมาแล้ว
อีกครั้งที่มีการเปิดประมูลชาวพื้นเมืองในที่สาธารณะ ในหมู่พวกเขามีไม่น้อยที่มีผมทอง ตาสีฟ้า จมูกโด่ง
ชาวเมืองไป๋อวิ๋นไม่เคยเห็นคนลักษณะแบบนี้มาก่อน
พวกเขาคาดไม่ถึงว่า คนผิวขาวจะมีราคาสูงกว่าคนผิวคล้ำหรือผิวดำเสียอีก
แต่หลายคนก็ซื้อไว้เพราะอยากลองของแปลกใหม่
หลินอี้กำลังตัดแต่งเถาองุ่นที่เพิ่งผลิหน่อ ฟางปี้วิ่งเข้ามา “ท่านอ๋อง เก๋อล่าซานมาแล้วพะย่ะค่ะ”
“พาอะไรมาด้วย?”
หลินอี้ไม่แม้แต่จะเงยหน้า ยังตั้งใจตัดแต่งกิ่งอยู่
ฟางปี้ตอบ “พาชาวพื้นเมืองมาสี่คนพะย่ะค่ะ”
หลินอี้กล่าวอย่างหงุดหงิด “ไม่มีไข่มุกดำ พามาทำไม?”
“เอ่อ…”
ฟางปี้ไม่เข้าใจ ควรให้เข้าเฝ้าหรือไม่?
หลินอี้ตัดแต่งกิ่งสุดท้ายเสร็จ ก็หัวเราะ “ให้เขาเข้ามาเถอะ”
ฟางปี้รีบวิ่งออกไปอีกครั้ง
ไม่นานก็พาเก๋อล่าซานเข้ามา
อดีตหัวหน้าภูเขาฟู่หลงผู้นี้ ตอนนี้ดูมีสง่าราศี ใส่แพรไหมอย่างหรู แต่ความเป็นโจรก็ยังฝังอยู่ ย่อเข่าคุกเข่าลงต่อหน้าหลินอี้ “ท่านอ๋องทรงพระเจริญ!”
หลินอี้ไม่สนใจ
สายตาเขาไปหยุดอยู่ที่สี่หญิงสาวผมทองตาฟ้าที่ตามหลังเก๋อล่าซานมา ร่างอ้อนแอ้น ผิวขาวผ่อง สะอาดหมดจด
นี่คือ ‘สาวต่างชาติ’ ตามตำนานหรือ?
น้ำลายแทบไหล
หัวใจรู้สึกแน่นราวกับวิ่งพันเมตรมาแล้วยังไม่ทันได้หายใจ
“ท่านอ๋องทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปี!”
เห็นหลินอี้ไม่สนใจ เก๋อล่าซานจึงตะโกนเสียงดังขึ้นอีก
ในใจลอบดีใจ!
ดูท่าแล้ว การพาหญิงสาวมาสี่คนนี้ถูกต้องแล้ว
“เจ้าหายหัวไปไหนมา แล้วกลับมาพร้อมกับสี่สาวต่างชาติ”
หลินอี้แปลกใจนัก
นี่มันคนขาว!
จะไปใช่ชาวพื้นเมืองได้อย่างไร!
ชัดๆ ว่าไม่ใช่เผ่าพันธุ์เดียวกัน
“ท่านอ๋อง!”
เก๋อล่าซานพูดเสียงดังขึ้น “ช่วงไม่กี่ปีมานี้ทางน่านน้ำทางใต้มีพวกจมูกโด่งแบบนี้เพิ่มขึ้น กระหม่อมไม่เคยสังเกตมาก่อน
จึงพากลับมาให้ท่านอ๋องสอบถามด้วยตัวเอง!”
หลินอี้ถาม “จู่ๆ ถึงเพิ่มขึ้น? ก่อนหน้านี้ไม่มีหรือ?”
เก๋อล่าซานตอบ “ท่านอ๋อง กระหม่อมถามเหวินเฉวียนแล้ว เมื่อก่อนก็มีพวกจมูกโด่ง แต่ไม่เยอะ สองปีนี้โผล่มาเรื่อยๆ ไม่รู้มาจากไหน”
“จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นอย่างนั้นหรือ?”
หลินอี้เปลี่ยนสีหน้า “อย่างนั้นก็ต้องสอบสวนให้ดีหน่อยแล้ว คนมา เอาตัวลงไปอาบน้ำทำความสะอาด ข้าจะสอบสวนเอง”
“รับทราบ!”
เสี่ยวซีจื่อพาหญิงสาวทั้งสี่ไปยังสวนหลังบ้าน
เจ้านายดี บ่าวก็ดีตาม!
เจ้านายดีใจ เขาก็ดีใจด้วย!
“ท่านอ๋อง คราวนี้เถียนซื่อโหย่วสูญเสียคนในทะเลใต้ไปหลายร้อยคน!”
เก๋อล่าซานกล่าวด้วยความกลัว “พวกจมูกโด่งมีปืนใหญ่ร้ายแรงมาก!
ยอดฝีมือระดับขั้นสาม โดนปืนยิงทีเดียวร่างหายวับ!”
"ยิงปืนใหญ่ครั้งเดียวล้มยอดฝีมือขั้นสามได้?"
น้ำเสียงของหลินอี้ไร้ซึ่งความเศร้า ผู้ใต้บัญชาของเถียนซื่อโยวส่วนใหญ่ล้วนเป็นพวกไม่กลัวตาย แต่ละคนมือล้วนเปื้อนเลือด หากพวกมันตายหมด โลกก็คงสงบขึ้น
เขาไม่รู้สึกเสียดายแม้แต่น้อย
ในใจมีแต่ความตกตะลึงและตื่นเต้น!
ปืนใหญ่ที่ยิงสังหารยอดฝีมือได้ นี่แหละคือสิ่งที่เขาใฝ่ฝัน!
หากของพรรค์นี้ตกอยู่ในมือเขาเอง จะไม่ยิ่งดีหรือ?
"ท่านอ๋อง กระหม่อมรับประกันได้" เก๋อล่าวซานกล่าวอย่างมั่นใจ "กระหม่อมเห็นศพมาแล้ว ถูกปืนใหญ่ถล่มจนแทบไม่เหลือเศษซาก น่าสยดสยองนัก ทรงพลังเกินไปแล้ว
ท้ายที่สุดเถียนซื่อโยวก็เกรงกลัวปืนใหญ่พวกนี้ ถึงได้ยกพวกไปจัดการกลางดึก ไม่เช่นนั้นคงซวยยิ่งกว่าเดิม
แล้วยังมีปืนไฟอีก ร้ายกาจกว่าของพวกเราหลายเท่า ข้าก็เกือบถูกยิงเข้าให้แล้ว ของพวกนี้โหดเหี้ยมจริงๆ ยากจะรับมือ"
"ยังมีปืนไฟอีก?" หลินอี้ยิ่งดีใจขึ้น "ดูท่าว่าพวกพวกต่างชาตินี่ก็ไม่เลวทีเดียว"
นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มาอยู่ในโลกแห่งนี้ที่เขาเกิดความตื่นเต้นอย่างแท้จริง
…………