- หน้าแรก
- ทำไงได้ ก็ข้าไม่อยากเป็นฮ่องเต้นี่หว่า
- 203 - ยึดเมือง
203 - ยึดเมือง
203 - ยึดเมือง
203 - ยึดเมือง
เมืองถานนับแต่อดีตกาลล้วนเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เหล่าทหารต้องแย่งชิง กำแพงเมืองทั้งสูงใหญ่และมั่นคง ป้องกันง่ายโจมตียาก อีกทั้งยังดูน่าเกรงขาม
หนึ่งในด่านสำคัญที่สุดแห่งแผ่นดิน!
ตลอดหลายยุคหลายสมัย ไม่รู้ว่ามีแม่ทัพเอกสักกี่นายที่พ่ายแพ้แก่ที่นี่!
ดังนั้น แม้แต่ผู้บัญชาการใหญ่อย่างเม่ยจิ้งจือกับหยวนชิงยังไม่กล้าโจมตีโดยสะเพร่า
จางเหมี่ยนหยุดม้า แล้วเงยหน้าขึ้นก็เห็นบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่บนกำแพงเมือง มือถือไม้ไผ่ เสื้อผ้าปลิวสะบัด
“ใต้เท้า นั่นคือเทพคำนวณตาบอด”
หวังโต้วจื่อเตือน
“ตาข้ายังไม่บอด!”
จางเหมี่ยนกล่าวอย่างเดือดดาลแล้วมองไปยังหน้าประตูเมือง เห็นศพเกลื่อนกลาดวางระเกะระกะ
พวกแรงงานต่างแบกหามกันเข้าออกประตูเมือง ส่วนพ่อค้าเจ้าประจำก็ตั้งแผงขายของอยู่หน้าประตู มีสินค้ากองพะเนินอยู่ข้างหลัง
เมืองใหญ่...กลับถูกตีแตกได้ง่ายดายเช่นนี้หรือ?
แถมยังต้องเผชิญกับกองทัพศัตรูที่มีกำลังเหนือกว่าหลายเท่า!
พวกเขาทำได้อย่างไรกันแน่?
สวรรค์!
เขารู้สึกไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป เล่าให้ใครฟังก็อับอายจนอยากมุดดิน
ตีเมืองยึดพื้นที่ สุดท้ายตนกลับสู้แรงงานแบกหามไม่ได้
“ท่านจาง!”
เหลียงชิงซูซึ่งกำลังดีดลูกคิด เห็นจางเหมี่ยนควบม้าเข้ามาก็รีบลุกขึ้นประสานมือกล่าว “การยึดเมืองถานครานี้ช่างยากเย็นนัก กำแพงเมืองสูง ปีนลำบาก
โชคดีที่พวกเรามีพี่น้องฝีมือเก่งกล้า ในที่สุดก็ปีนขึ้นไปได้ ต่อสู้สิบต่อหนึ่งเลยทีเดียว! ฮ่าๆ พวกมันกลับอ่อนแอเกินคาด!”
“พวกเจ้ากล้าทำได้อย่างไรกัน!”
จางเหมี่ยนยิ่งคิดยิ่งโมโห “หานฮุยมีทหารตั้งแสน แต่พวกเจ้ามีแค่นี้ พวกเจ้าไม่กลัวตายกันเลยหรือ!”
ซานเหอใช้ระบบประชาชนเป็นทหาร แรงงานทุกคนไม่ว่าหนุ่มสาวล้วนได้รับการฝึกจากหน่วยอาสา
แต่ระดับการฝึกกับทหารจริงๆ นั้นเทียบกันไม่ได้เลย!
ในสายตาเขา พวกนั้นก็แค่กองกำลังอันไร้ระเบียบ
“ท่านจาง เมืองเยว่โจวไม่เหมือนซานเหอนะ อากาศยิ่งหนาว แถมฝนยังตก พี่น้องของพวกเราทนไม่ไหวจริงๆ แล้ว”
เจียงสือหู่เอ่ยเสียงดัง “เห็นว่ากำแพงเมืองที่นี่สูง ห้องพักมาก ก็เลยพากันบุกเข้ามาหลบฝน ดีกว่านอนหิวท่ามกลางลมฝนข้างนอก
ก็ต้องขอบคุณฟ้าที่มืดฝนก็ตก พอปีนขึ้นไปก็ฟันได้คนละศีรษะ
แล้วก็เปิดประตูเมือง พวกเผ่าเฉียนนั่นก็ดีแท้ ขี่ช้างโถมเข้ามา ฝ่ายกบฏหันหลังหนีหมด ไม่กล้าสู้เลยด้วยซ้ำ
ท่านจาง ท่านไม่รู้หรอกว่าเราต้องไล่ตามพวกกบฏพวกนั้นจนเหนื่อยขนาดไหน”
“สารเลว!”
จางเหมี่ยนอยากจะเฆี่ยนเจียงสือหู่ให้เนื้อแตกจริงๆ
เจ้าตีเมืองเพื่อหลบฝนเนี่ยนะ?
เล่าให้ใครฟังใครจะเชื่อกัน!
เจียงสือหู่ตะโกนเห็นด้วยเสียงดัง “พวกมันนี่สารเลวจริงๆ วิ่งเร็วจนน่าหงุดหงิด!”
“หานฮุยล่ะ?”
จางเหมี่ยนกล่าวเสียงเย็น
“ต้องขอบคุณเทพนักคำนวณ หานฮุยเดิมทีหนีออกทางประตูทิศตะวันตกเฉียงใต้ แต่เทพนักคำนวณไล่ตามไปจับตัวไว้ได้ จับเป็นไว้แล้ว ตอนนี้ขังอยู่เลย”
เหลียงชิงซูเห็นจางเหมี่ยนมองมาทางสินค้าด้านหลังก็รีบกล่าวว่า “ท่านจางวางใจได้ ครั้งนี้พวกเรามิได้แตะต้องเสบียงของเมืองถานแม้แต่เมล็ดเดียว ทุกอย่างเก็บไว้ในคลังเสบียงเรียบร้อยแล้ว กลัวว่าพี่น้องบางคนไม่รู้เรื่อง คุณหนูหลี่จึงจัดคนเฝ้าไว้”
เมื่อก่อนที่เมืองไป๋หยาง พวกเขาเคยหากินจากท่านท่านอ๋องมาก็เกรงใจจนตัวสั่น พอมาถึงเมืองถานซึ่งเป็นเมืองใหญ่ หากยังกล้าล้วงกระเป๋าท่านอ๋องอีก...
อยากตายหรืออย่างไร!
พูดง่ายๆ พวกเขาก็มีศักดิ์ศรีของตัวเองเหมือนกัน!
ที่หน้าประตูเมือง เต็มไปด้วยผู้คนแน่นขนัด จางเหมี่ยนควบม้าแทบแทรกไม่ออก จนหวังโต้วจื่อต้องตะโกนขึ้นว่า “ท่านจางมาแล้ว!”
แรงงานที่เข้าออกจึงยอมหลีกทางให้ เพื่อให้ทหารซานเหอเข้าสู่เมือง
พอถึงเที่ยง เหอจี้เซียงก็นำทหารราบเข้าสู่เมืองเช่นกัน
มองเห็นเมืองถานอันพังพินาศ ก็อดถอนหายใจไม่ได้ เมืองแห่งนี้เมื่อก่อนคือเมืองรุ่งเรืองที่สุดรองจากเมืองหลวงกับเจียงหนานเท่านั้น!
“เจ้าคือหานฮุยหรือ?”
เหอจี้เซียงหันมามองบุรุษร่างใหญ่ไว้หนวดสวมชุดหม่างเพา (ชุดขุนนาง) คาดเข็มขัดหยก
“เดินไม่เปลี่ยนชื่อ นั่งไม่เปลี่ยนนาม ข้าคือหานฮุย”
หานฮุยแค่นเสียง “อยากฆ่าจะเฉือนก็เชิญ!”
“หานฮุย เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นวีรบุรุษจริงหรือ?”
เหอจี้เซียงกล่าวเสียงขรึม “เจ้าก็เกิดจากชนชั้นยากจนเหมือนกัน แต่เหตุใดจึงต้องฆ่าปล้น ผู้คนในเมืองถานใหญ่โตเพียงนี้ ตอนนี้เหลือรอดไม่ถึงหนึ่งในสิบ!”
หานฮุยหัวเราะลั่น “ข้ายอมทรยศแผ่นดิน แต่ไม่ยอมให้แผ่นดินทรยศข้า!
ผู้ชนะคือราชันย์ ผู้แพ้คือโจร จเจ้าเฒ่าจะพูดอย่างไรก็เชิญเถอะ!”
เหอจี้เซียงโบกมือ “ดื้อดึงนัก พาไป!”
จางเหมี่ยนเดินเข้ามา “ใต้เท้า ท่านโจวมาแล้ว”
ด้านหลังเขาคือชายชราผมขาว เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง หลังค่อม ดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา
ผู้นั้นคือโจวจิ่วหลิง ข้าหลวงกรมวางแผนเมืองเยว่โจว
“เจ้าคือ…”
โจวจิ่วหลิงขยี้ตาที่บวมแดง มองเหอจี้เซียงด้วยใบหน้าตกตะลึง
“ท่านเหรินซี ข้ากับท่านสอบจอหงวนปีเดียวกัน”
เหอจี้เซียงหัวเราะเสียงดัง “หรือว่าท่านลืมข้าเสียแล้ว?”
“ข้าจะลืมพี่หงเจี้ยนได้อย่างไร สมัยก่อนพี่หงเจี้ยนขี่ม้าเดินขบวนช่างองอาจยิ่งนัก”
โจวจิ่วหลิงเช็ดน้ำตา “แต่ตอนนี้ข้ารู้สึกเหมือนอยู่ในความฝัน”
อดีตนักโทษ ถูกส่งตัวเป็นทหารจองจำ จู่ๆ กลับมาปรากฏตรงหน้า แถมยังปราบกบฏ ช่วยตนเองอีก ใครเล่าจะรับมือกับเรื่องนี้ได้ทัน
ไม่รู้จะเรียกเขาอย่างไรด้วยซ้ำ
เหอจี้เซียงยกมือเชื้อเชิญ “ท่านเหรินซี เชิญนั่ง! ยกชาเข้ามา!”
ในยามนี้ เขาเปี่ยมด้วยพลังและความมั่นใจ
สามสิบปีฟ้าฝั่งตะวันออก สามสิบปีฟ้าฝั่งตะวันตก!
เขาผู้เป็นนักโทษ ยังมีวันที่พลิกชะตาได้!
“พี่หงเจี้ยน!”
โจวจิ่วหลิงไม่ได้นั่ง รีบกล่าวอย่างร้อนรน “ไม่ทราบว่าท่านได้พบภรรยาและบุตรข้าหรือไม่?”
“ฮ่าๆ” เหอจี้เซียงหัวเราะลั่น “เชิญครอบครัวท่านเหรินซีขึ้นมา!”
“ขอรับ!”
จางเหมี่ยนตะโกนรับคำแล้วรีบออกจากห้องโถง ไม่นานก็มีผู้คนสิบกว่าคนตามมาข้างหลัง มีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ชาย หญิง ต่างตะลึงงันเมื่อเห็นโจวจิ่วหลิง
ครอบครัวกอดกันร้องไห้โฮ
“ลูกสาวที่น่าสงสารของข้า!”
เมื่อโจวจิ่วหลิงทราบว่าบุตรีของตนถูกกบฏย่ำยีจนฆ่าตัวตาย ก็โศกเศร้าราววิญญาณหลุดจากร่าง
เหอจี้เซียงโบกมือให้ผู้อื่นถอยไป เหลือเพียงหลี่ซานเหนียงไว้จัดการทุกเรื่อง
ตกกลางคืน เหอจี้เซียงจัดงานเลี้ยง
หลังอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว โจวจิ่วหลิงพบเหอจี้เซียงก็โบกแขนเสื้อสองที กำลังจะคุกเข่าลง ก็ถูกเหอจี้เซียงคว้ามือไว้
“ท่านเหรินซี”
เหอจี้เซียงยิ้มกล่าว “ท่านจะทำให้ข้าลำบากใจแล้ว”
“หากมิใช่เพราะพี่หงเจี้ยน ข้าจะได้กลับมามองเห็นแสงสว่างอีกหรือ…”
โจวจิ่วหลิงน้ำตาไหลไม่หยุด
“ท่านเหรินซี พูดเช่นนี้มันห่างเหินกันไปแล้ว”
เหอจี้เซียงประคองเขาขึ้น “เราสองคนจำเป็นต้องพิธีรีตองกันด้วยหรือ? บัดนี้เมืองถานกลับคืนสู่ความสงบ ถือเป็นเรื่องมงคลยิ่ง ท่านเหรินซี เราควรดีใจสิ”
“ใช่ ใช่”
โจวจิ่วหลิงดีใจจนน้ำตาไหล “ใต้หล้าอันเป็นธรรมของฝ่าบาท ยังไม่ลืมขุนนางเก่า!”
เหอจี้เซียงปล่อยมือออก
โจวจิ่วหลิงคุกเข่าลงบนพื้น หันหน้าไปทางทิศเหนือแล้วกล่าวเสียงดัง “ฝ่าบาททรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปี!”
เหอจี้เซียงกล่าวอย่างราบเรียบ “ท่านเหรินซี ท่านถูกจองจำมานาน คงยังไม่ทราบสถานการณ์ภายนอก ตอนนี้ฝ่าบาทสละราชสมบัติแล้ว ผู้ครองราชย์คือไท่จื่อ บัดนี้เป็นปีแรกแห่งยุคเจิ้งชาง”
“อะไรนะ”
โจวจิ่วหลิงทรุดลงกับพื้นทันที
………..