- หน้าแรก
- ทำไงได้ ก็ข้าไม่อยากเป็นฮ่องเต้นี่หว่า
- 194 - คนที่คิดถึงบ้าน
194 - คนที่คิดถึงบ้าน
194 - คนที่คิดถึงบ้าน
194 - คนที่คิดถึงบ้าน
ท่ามกลางเสียงโกลาหลของการต่อสู้ ที่ดังกึกก้องที่สุดแน่นอนว่าต้องเป็นเจ้าโง่สองคนที่อยู่ด้านล่าง เขาเหมือนจะได้ยินเสียงของค้อนแหวกอากาศ ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนครั้งแล้วครั้งเล่า
เสียงตะโกนจากข้างล่างเหมือนจะมากขึ้นเรื่อยๆ
ปึง ปึง! หน้าต่างถูกคบไฟปาใส่ กระจกแตกกระจาย คบไฟลุกไหม้ลามเข้ามาในห้อง
เย่ชิวลุกขึ้น หยิบกิ่งไม้ดอกที่เสียบอยู่ในแจกันสะบัดเบาๆ คบไฟก็ดับลง เหลือเพียงควันขโมง
เงยหน้าขึ้นก็เห็นคบไฟอีกอันถูกโยนเข้ามาทางหน้าต่าง เขาก็สะบัดกิ่งไม้ไปอีกครั้ง คบไฟลอยกลับไปยังกลุ่มคนที่กำลังต่อสู้อยู่ข้างล่างตามทางเดิม
เขายืนอยู่ริมหน้าต่าง มองฝูงชนเบื้องล่างแน่นขนัด พวกนั้นล้วนถือคบไฟ ดาบใหญ่ ล้อมเจ้าสองโง่ไว้พร้อมโจมตี ขณะเดียวกันก็คอยโยนคบไฟขึ้นมาบนชั้นสอง
เขาใช้กิ่งไม้เพียงอันเดียวปัดคบไฟลงมาทั้งหมด
พอคนพวกนั้นเห็นเย่ชิวยืนอยู่ที่หน้าต่าง ก็มีห้าหกคนกระโจนเข้ามาพร้อมดาบ
เย่ชิวนำกิ่งไม้ในมือฟาดออกไปดุจดาบ พริบตาเดียว คนพวกนั้นล้มตายลงโดยไม่ทันได้ร้อง
หลิวหรูเอี้ยนเห็นเข้าก็ถึงกับตกใจจนลมหายใจติดขัด
คนเหล่านั้นล้วนเป็นยอดฝีมือระดับสามถึงสี่ เป็นยอดฝีมือในองค์รักษ์ลับ ไม่นึกเลยว่าจะพ่ายแพ้ให้เขาในพริบตาเดียว!
แถมเขายังใช้แค่ “กิ่งบุปผา” อันเดียว!
คนผู้นี้มีพลังลึกล้ำจนหยั่งไม่ถึงจริงๆ
“หนึ่ง สอง หนึ่ง…”
“เจ้าหน้าที่มือปราบมาทำหน้าที่ คนไม่เกี่ยวหลีกไป!”
แถวของคบไฟทอดยาวจากที่ไกล มุ่งหน้ามาใกล้
มือปราบจากซานเหอมาถึงแล้ว
พวกเขาล้อมไว้ด้วยกำลังเหนือชั้น ยุติการลอบสังหารในเวลาอันสั้น
“ห้าสิบกว่าคน ไม่เหลือสักคนเลย?”
เฉินซินลั่วหน้าถมึงทึง
“หัวหน้า”
หวังซวีพูดอย่างจนปัญญา “พวกมันนี่ใจเด็ดจริงๆ เห็นท่าว่าหนีไม่ได้ ก็ปาดคอตัวเองบ้าง บ้างก็กัดฟันบดเม็ดยาพิษที่ซ่อนในฟัน ตายคาที่ ยังไม่ทันจะขัดขวางอะไรเลยด้วยซ้ำ”
“นี่แหละองค์รักษ์ลับ”
หลิวหรูเอี้ยนราวกับชินเสียแล้ว สีหน้าเรียบเฉย “พอปฏิบัติภารกิจล้มเหลว ก็ไม่ยอมถูกจับเด็ดขาด”
“พวกมันช่างลงมือได้โหดจริงๆ” หวังซวีหดคอ “ปาดคอตัวเองเนี่ย มันไม่เจ็บหรืออย่างไร”
เฉินซินลั่วกล่าว “มีใครหนีรอดไหม?”
“หัวหน้า วางใจได้เลย”
หวังซวีตอบ “ทางเข้าออกของที่นี่ ต่อให้เป็นยุงบินผ่าน ยังต้องตรวจว่าเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย รับรองว่าไม่มีใครหลุดรอด”
“อย่าได้ผ่อนคลาย ตรวจสอบต่อไป
จะต้องถอนรากถอนโคนองค์รักษ์ลับให้หมดจากซานเหอ”
เฉินซินลั่วกัดฟันพูด “ซานเหอไม่ใช่ที่ที่พวกมันควรย่างกรายเข้ามา”
หลังจากมือปราบเก็บศพเสร็จ คนที่เหนื่อยต่อก็คือคนงานทำความสะอาดของเมืองไป๋อวิ๋น
ยามสามยามสี่ของคืน พวกเขาขนน้ำมาล้างคราบเลือดและขยะบนถนน กันเป็นสิบๆ คน ทำงานต่อเนื่องจนฟ้าสว่าง
แม่ของซุนอี้ก็เป็นหนึ่งในคนงานทำความสะอาด เพราะบ้านมีห้าชีวิต จะให้พึ่งพาซุนอี้คนเดียวก็ไม่ไหว
แม้งานจะหนัก แต่ก็ยังได้เงินเดือนละหลายสิบเหรียญทองแดง พอช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวได้บ้าง
กลับถึงบ้าน ก็พบว่าสามีของนาง ซุนตู้ ทำข้าวต้มไว้เต็มหม้อแล้ว เขาเรียกนางมากินข้าว แต่นางกลับปิดปากส่ายหน้า “กินไม่ลงหรอก”
ตอนกวาดถนนน่ะ ได้กลิ่นเลือดเข้าไปจนคลื่นไส้ จะกินอะไรก็รู้สึกอยากอาเจียนไปหมด กินไม่ลงเลยจริงๆ
ซุนตู้ถาม “ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า? ไม่ไหวก็อย่าทำแล้วก็ได้ ออกไปทำความสะอาดตอนตีสามตีสี่ มันจะเกินไปแล้ว!”
เขาเป็นคนขับรถม้ามือเก่า ไปที่ไหนก็หางานได้ ที่นี่เขารับจ้างขนของให้ร้านค้าต่างๆ ในเมืองไป๋อวิ๋น เดือนหนึ่งอย่างไรก็มีรายได้ราวหนึ่งตำลึงเงิน”
“ใช่เลย ไม่ไหวก็เลิกเถอะ” ซุนอี้เดินออกมาจากห้องด้านในพลางหาว “บ้านเราก็ไม่ได้ขัดสนขนาดนั้น”
เขาเองก็เริ่มรู้สึกเสียใจ ที่ไปรับตำแหน่งครูฝึกอะไรนั่น!
ฟังดูดี เป็นหัวหน้าครูฝึกนายทหาร แต่พอทำจริงไม่มีน้ำ ไม่มีเนื้อเลย!
เงินเดือนยังไม่เท่าทหารรักษาวังเสียอีก
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนเป็นยามเฝ้าประตูเมื่อก่อนเลย
เป็นยามเฝ้าประตู มีเงินพิเศษเยอะกว่าตั้งมากมาย ไม่อย่างนั้นบ้านหลังโตหลังนี้เขาคงไม่มีปัญญาซื้อได้หรอก
แม่ซุนพูดว่า “เจ้าพูดง่าย บ้านนี้ใช่ว่าจะไม่มีรายจ่าย
เงินเดือนเจ้าที่ว่าแน่ๆ น่ะ พอหรือสำหรับไปร่วมงานแต่ง งานศพ งานเลี้ยงต่างๆ ที่เจ้าต้องไปตามมารยาท?”
ซุนอี้หัวเราะแห้ง
แม่พูดถูก เงินเดือนเขาน่ะ ไม่พอจริงๆ!
รู้จักคนมากขึ้น วงสังคมกว้างขึ้น งานเลี้ยง งานแต่ง งานบวช งานเกิด ต้องใส่ซองทุกงาน
ไม่อย่างนั้นพอคนอื่นไปกันหมด มีแค่เขาไม่ไป มันจะดูแย่แค่ไหน?
เขาน่ะ เป็นหัวหน้าครูฝึกนะ!
จะเสียหน้าได้อย่างไร?
นี่แหละ ความลำบากของคนระดับสูง
ในที่สุด เขาก็เข้าใจว่าทำไมขุนนางถึงต้องพยายามกอบโกยเงินนัก
ไม่มีเงินจะอยู่ได้หรือ?
เจ้านายไม่เล่นงานเอาหรือ?
จะอยู่รอดได้อย่างไรล่ะ?
ท่านอ๋องเองก็เคยกล่าวไว้ว่า “ชีวิตไม่ง่าย จงทะนุถนอม”
ซุนตู้โบกมือ “พอแล้ว อย่าพูดมากเลย
ข้าว่าที่นี่มันดีกว่าเมืองอันคังตั้งเยอะ บ้านใหญ่ สะดวกสบาย ลานหลังก็ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ได้ ไม่ต้องไปซื้ออาหาร
ญาติพี่น้องก็ไม่ต้องไปคบหา ลดรายจ่ายได้มาก
ที่นี่ ทุกอย่างมีกฎ มีเกณฑ์ ไม่ต้องทนความอัปยศมากมาย
คนเราทั้งชีวิต มันต้องการอะไรกัน? ก็แค่ความสุขสงบไม่ใช่หรือ?”
“แล้วทำไมไม่บอกไปว่า อากาศร้อนขนาดนี้ ประหยัดค่าผ้าไปอีก”
แม่ซุนมองเขาอย่างค้อนๆ แล้วก็เข้าห้องไปนอนต่อ
ซุนเฉิงเดินคอตกออกมาหน้าบ้าน สีหน้าอิดโรย ซุนอี้ถลึงตาใส่ “รีบไปล้างหน้าแปรงฟัน กินข้าว แล้วก็ไปขึ้นเรือ สายแล้วไม่มีเรือนะ!
ไปถึงเกาะฟางเหนี่ยวก็ทำงานให้ดี อย่าทำให้ข้าเสียชื่อ นั่นข้านะที่ยอมไปขอร้องถึงกับหน้าด้านขอกับพี่ใหญ่หานเต๋อชิ่งถึงได้งานให้น้องชาย ถ้าเจ้ายังไม่รู้จักทำตัวดีๆ อีก ข้าก็ไม่ช่วยอะไรอีกแล้วนะ!”
น้องชายมาอยู่ซานเหอได้พักใหญ่ เขาก็เลิกหวังเรื่องให้สอบขุนนางไปแล้ว
ยิ่งสภาพบ้านเมืองตอนนี้ ต่อให้สอบได้ มันจะมีประโยชน์อะไร?
เลยอ้อนวอนหานเต๋อชิ่ง หาให้ซุนเฉิงเป็นเสมียนที่กรมการท่าทางทะเล อย่างน้อยก็มีเงินเดือน ไม่อดตาย ดีกว่านอนอยู่บ้านเปล่าๆ
“รู้แล้ว…”
ซุนเฉิงถอนใจ “ข้ามีความรู้เต็มกระบวน กลับต้องลดตัวไปเป็นข้ารับใช้ ช่างน่าสังเวชนัก…”
ซุนอี้กัดฟัน “เลิกพูดเพ้อฝัน! ไปแล้วก็ทำให้ดี เจออะไรก็ฟังพี่หานของเจ้าให้มาก ถ้าข้าได้ยินว่าเจ้ายังดื้อรั้นอยู่ล่ะก็ ข้าจะตามไปซัดเจ้าให้ตาย!”
“ใช่”
ซุนตู้พูดเตือน “พี่เจ้าพูดถูก เจ้าก็ยังเด็ก ไม่เคยเจอโลก อย่าด่วนตัดสินใจ อะไรก็ต้องขอคำแนะนำคนอื่นก่อน”
“โอ้ย ข้านี่ขี้ลืมจริงๆ ลืมไปเลยว่าวันนี้เจ้าต้องไปแล้ว”
แม่ซุนที่ว่าจะไปนอนก็กลับออกมาอีก เริ่มช่วยซุนเฉิงเก็บของพะรุงพะรัง น้ำตาก็ไหลออกมาตลอด
“เจ้าต้องไปอยู่ที่ห่างไกลไร้ผู้คนขนาดนั้น มันจะดีได้อย่างไร…”
ซุนตู้ดุ “โตจนป่านนี้แล้ว ยังจะให้เอาเชือกผูกติดเอวไว้หรืออย่างไร?”
“เจ้ามันใจดำ นั่นลูกเจ้านะ!”
แม่ซุนยิ่งพูดยิ่งร้องไห้
พ่อและพี่ชายต่างทำหน้าเหนื่อยใจ
ซุนเฉิงรีบอ้างว่าจะไปล้างหน้า แล้วหลบออกมา
พอกินข้าวเสร็จ แต่งตัวเรียบร้อย บิดาและพี่ชายก็จัดรถม้าพร้อม วางสัมภาระไว้ครบ
เพิ่งเดินออกจากประตูบ้าน ก็ถูกแม่ลากตัวไว้ แกมองซ้ายขวา แล้วแอบยัดห่อเงินห่อหนึ่งที่ห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าใส่มือเขา
“นอกบ้านไม่เหมือนในบ้าน ทุกอย่างต้องใช้เงิน พกไปเยอะหน่อย จะได้ไม่ลำบาก ขึ้นทางต้องรวย ถึงอยู่บ้านจะจนก็ช่างเถอะ”
“ข้ามีอยู่แล้ว พอใช้แล้ว”
ซุนเฉิงเห็นแม่จะร้องไห้ เลยจำใจรับมาอย่างเสียไม่ได้
ฟางปี้ที่นั่งอยู่บนกำแพง มองเห็นทุกอย่าง น้ำตารื้น รีบกระโดดลงมาจากกำแพง
ในใจมันอัดอั้นจนแทบกลั้นไม่อยู่
ซุนตู้พ่อซุนอี้ขับรถม้าพาซุนเฉิงมาถึงท่าน้ำฝั่งตะวันตก แต่เช้าก็มีเรือโดยสารลำหนึ่งจอดเทียบท่า
ตอนนี้การไปมาระหว่างเกาะฟางเหนี่ยวกับเมืองไป๋อวิ๋นคึกคักมากขึ้น คนหัวใสจึงซื้อเรือโดยสารมาทำธุรกิจ
ในหนึ่งเดือนมีเพียงสามเที่ยว และต้องมาตรงเวลาถึงจะขึ้นเรือได้
ขณะนี้ ริมท่ามีคนยืนรอขึ้นเรือหลายสิบคนแล้ว
เกาะฟางเหนี่ยวตอนนี้เป็นท่าเรือเสรี มีเรือใหญ่มากมายทั้งนำเข้าส่งออกสินค้า ต้องการแรงงานจำนวนมาก ไปแล้วไม่ต้องกลัวไม่มีงาน
ตอนนี้แหละที่เห็นชัดว่า ตำแหน่งหัวหน้าครูฝึกของซุนอี้นั้นมีประโยชน์ เขาเพียงพูดกับเจ้าของเรือคำเดียว ก็สามารถขึ้นเรือพร้อมบิดา พาข้าวของของน้องชายขึ้นเรือด้วย
เพื่อป้องกันพวกหลบหนีโดยสาร คนทั่วไปจะไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นเรืออย่างง่ายดาย
ซุนอี้กับบิดาอธิบายข้อควรระวังให้ซุนเฉิงเรียบร้อย แล้วจึงลงจากเรือ
ยืนมองเรือค่อยๆ แล่นห่างออกไป จึงค่อยหันกลับบ้าน
ตะวันสาดแสง เมืองไป๋อวิ๋นเข้าสู่โหมดอบอ้าวอีกครั้ง
ฟางปี้ดวงตาบวมแดง ไร้ชีวิตชีวา
หงอันนั่งข้างๆ ที่ริมแม่น้ำ เงียบอยู่นานแล้วถามขึ้นว่า “เจ้าเป็นอะไรไป?”
“ข้าคิดถึงท่านแม่”
ฟางปี้น้ำตาไหลอีกรอบ
หงอันนิ่งไม่พูดอะไร
นางไม่รู้ว่าควรคิดถึงหรือไม่ควรคิดถึง
เห็นฟางปี้ร้องไห้จนเสียงดัง นางจึงยื่นผ้าเช็ดหน้าให้
“ท่านแม่เจ้าตีเจ้าหรือ?”
“อืม…”
ฟางปี้สะอื้นพร้อมพยักหน้า
“อย่างนั้นก็อย่าคิดถึงสิ”
หงอันพูด “นางตีเจ้า เจ้าจะคิดถึงนางทำไม?”
ฟางปี้ตะโกน “ท่านแม่ข้าดีที่สุดในโลก!”
“ข้าก็คิดถึงบ้านเหมือนกัน”
หงอันกอดเข่าทั้งสองข้าง พูดเสียงเบา “แต่ข้าไม่อยากกลับ
ตั้งแต่เด็ก พ่อก็ตี แม่ก็ตี ตีข้าแรงมาก
แม่ข้าบอกให้ข้าไปตาย ข้าไม่ตาย แล้วก็ถูกขายให้กับอาจารย์
ข้าชื่อหงอัน ไม่ใช่แซ่ซุนแล้ว”
ฟางปี้เช็ดน้ำตา ดวงตาบวมแดง “แล้วเจ้าเกลียดแม่เจ้าไหม?”
เขารู้จักหงอันมาเป็นเวลาสามปี นี่เป็นครั้งแรกที่หงอันพูดถึงครอบครัวตัวเอง
“เกลียด”
ครั้งนี้หงอันตอบโดยไม่ลังเลเลย
น้ำตาร่วงหล่นจากใบหน้าที่อ่อนเยาว์ของนาง
ขณะทั้งสองคุยกัน ก็ได้ยินเสียงสะอื้นดังขึ้น
หันกลับไปดู พบว่าอวี่เสี่ยวซือกับอาไต้ต่างก็ร้องไห้ตาบวมเป็นลูกหมา
ฟางปี้ถาม “พวกเจ้าร้องไห้ทำไม?”
อาไต้ว่า “ข้าก็คิดถึงท่านแม่”
อวี่เสี่ยวซือเช็ดน้ำตาไปพูดไป “หอยทอดของแม่ข้าอร่อยมาก…”
“อย่างนั้นพวกเราอย่าคิดถึงแล้วเถอะ”
ฟางปี้ยิ้มกล้ำกลืน “ไปไล่ล่าลิงกันเถอะ!”
เป็นคนแรกที่ลุกขึ้นยืน
ตั้งแต่ท่านอ๋องสั่งให้ไล่ล่าลิงในเมือง ชาวเมืองไป๋อวิ๋นต่างร่วมมือร่วมใจกัน เมื่อเห็นลิงก็จะไล่ตีทันที!
เมืองไป๋อวิ๋นทุกข์กับ “ลิง” มานานแล้ว!
ตอนนี้ถ้าไม่มีอะไรทำ ก็แค่กิน นอน ไล่ล่าลิง
เพียงไม่กี่วัน รัศมีหลายลี้รอบเมืองไป๋อวิ๋น ไม่พบแม้แต่ลิงตัวเดียวแล้ว
พวกมันหนีไปซ่อนในป่าลึกกันหมด
………….