- หน้าแรก
- ทำไงได้ ก็ข้าไม่อยากเป็นฮ่องเต้นี่หว่า
- 133 - ไม่เหมือนเดิม
133 - ไม่เหมือนเดิม
133 - ไม่เหมือนเดิม
133 - ไม่เหมือนเดิม
หากมิใช่เพราะเขายังเกรงใจต่อสิ่งที่จางเหมี่ยนเรียกว่ากฎระเบียบในวงการขุนนางแล้วไซร้ เขาคงยกทัพไปฆ่าถึงบ้านนานแล้ว!
ซานฉีลูบเคราแล้วยิ้มอย่างไม่พูดอะไร
มีนายทหารคนหนึ่งเดินเข้ามา รายงานว่า
“ใต้เท้า ท่านเจียงข่าน ขุนนางกำกับกองทัพเรือแห่งหนานโจวมาขอพบ”
ซานฉีแปลกใจเล็กน้อย “ไวถึงเพียงนี้หรือ? ข้านึกว่าเขายังจะดึงดันต่อไปได้อีกหลายวันเสียอีก”
“ไหนๆ เขาก็มาถึงแล้ว ก็ปล่อยให้รอไปอีกสักชั่วยามเถิด พวกเราจัดงานเลี้ยงกันดีกว่า มาถึงที่นี่หลายวันแล้ว ยังมิได้ดื่มกินกับพวกเจ้าให้สนุกสมกับงานเลี้ยงเลย เป็นความผิดของข้าเอง”
ทุกคนล้วนรู้สึกยินดีนัก เริ่มจัดงานเลี้ยงกันอย่างเอิกเกริก
จนกระทั่งสองชั่วยามผ่านไป เจียงข่านจึงได้เข้ามา ขณะนั้นจางเหมี่ยนและคนอื่นๆ กำลังตักอาหารกินกันอย่างเอร็ดอร่อย มิได้เหลียวแลเขาแม้แต่น้อย
เจียงข่านจ้องไปยังจางเหมี่ยนและพวกด้วยแววตาเย็นชาแล้วส่งเสียงเหอะในลำคอ
จากนั้นหันไปยังซานฉีผู้ที่นั่งอยู่ตรงตำแหน่งประธาน คารวะแล้วกล่าวว่า
“ท่านซาน เราได้พบกันอีกแล้ว”
เขาเป็นขุนพล ยามออกศึกไม่ต้องคุกเข้าต่อผู้ใด
ซานฉีหัวเราะตอบ “ท่านเจียง เชิญนั่งเถิด”
ในใจแอบทอดถอนใจถึงความเสื่อมถอยของระเบียบพิธีการ
“ขอบคุณ”
เจียงข่านเดินตรงไปสองก้าว นั่งลงตรงฝั่งตรงข้ามของซานฉี แล้วยกจอกสุราขึ้น “ข้าขอดื่มอวยพรทุกท่านสักจอก”
กล่าวจบก็กระดกหมดในคำเดียว
ซานฉีปรบมือ “ท่านเจียงดื่มเก่งยิ่งนัก ข้านับถือจริงๆ”
เจียงข่านหัวเราะตอบ “ท่านซาน ข้าเป็นคนหยาบกร้าน ไม่ชอบวกวนไปมา
ข้าอยากรู้ว่าเหตุใดท่านถึงสั่งปิดท่าเรือ?”
ซานฉีตอบ “ข้าเป็นผู้ว่าการ การปกป้องความสงบสุขของพื้นที่เป็นหน้าที่โดยแท้
ซานเหอก็กันดารอยู่แล้ว พวกโจรก็ระบาด หากพวกมันหนีออกจากเกาะฟ่างเหนียวไปลงทะเล นั่นจะเป็นปัญหาใหญ่ ข้าก็คงไม่อาจชี้แจงต่อเบื้องบนได้”
เจียงข่านกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ท่านซาน กองทัพเรือแห่งหนานโจวของข้าก็ได้รับราชโองการให้ปราบโจร เหตุใดท่านจึงไม่อนุญาตให้ขึ้นฝั่ง?”
ซานฉีตอบกลับ “หากข้ามิได้เห็นหน้าท่านเจียงกับตา ข้ายังนึกว่าเป็นโจรสลัดที่แกล้งปลอมตัวเสียอีก ถึงกับกล้าดักเรือการค้าไปมาเสียด้วยซ้ำ!”
เจียงข่านหัวเราะ “ท่านซานคิดรอบคอบจริงๆ เช่นนี้ตอนนี้ไม่ทราบว่าพอจะเปิดท่าเรือได้หรือยัง?”
ซานฉีว่า “ท่านเจียงก็ยังกล่าวว่ากำลังปราบโจรมิใช่หรือ? ท่านที่สั่งให้สกัดเรือการค้าที่จะเดินทางไปเกาะฟ่างเหนียวนั้น ตรวจสอบเรียบร้อยหรือยัง?”
แม้หลายลำจะเข้าทางแม่น้ำซีเจียงเข้าสู่เมืองไป๋อวิ๋น แต่เส้นทางระหว่างเมืองไป๋อวิ๋นถึงเกาะฟ่างเหนียวเพิ่งเปิดใช้ใหม่ บรรดาพ่อค้าจำนวนมากจึงเลือกที่จะขึ้นฝั่งที่เกาะฟ่างเหนียวแล้วใช้เส้นทางบกเข้าเมืองแทน
เกาะฟ่างเหนียวคือเส้นทางสำคัญที่สุดของซานเหอในการเข้าออกทะเลใต้
ทัพเรือแห่งหนานโจวสกัดเรือการค้ามาหนึ่งเดือนเต็ม สร้างความเสียหายต่อซานเหออย่างใหญ่หลวง ผลกระทบชัดเจนที่สุดก็คือด้านภาษี!
เพราะกรมการปกครองเก็บเงินได้น้อยลง
นี่จึงเป็นเหตุให้เขารีบรุดมายังเกาะฟ่างเหนียวในครั้งนี้
เจียงข่านกล่าวเสียงเข้ม “พวกโจรเจ้าเล่ห์นัก มิอาจประมาทได้! หากปล่อยให้ปล้นสะดมไปทั่ว แล้วเกิดเรื่องขึ้น ท่านซานจะรับผิดชอบไหวหรือ?”
ซานฉียกถ้วยชา “พวกโจรในแคว้นฉู่ แคว้นเยว่ แคว้นหง ก็พากันไหลบ่าเข้าสู่ซานเหอ ข้าย่อมมีหน้าที่รับผิดชอบ หากพวกมันมากันจนควบคุมมิได้ ข้าก็รับผิดชอบไม่ไหวเช่นกัน”
ซานอินสะบัดมือ “เชิญท่านเจียงกลับเถิด”
เจียงข่านสะบัดแขนเสื้อ “ท่านซาน หวังว่าท่านจะรู้หน้าที่ของตนดี!”
ค่ำคืนวันนั้น ทัพเรือแห่งหนานโจวส่งยอดฝีมือราวห้าหกสิบคนขึ้นฝั่งอย่างลับๆ
ซานอินผู้เป็นยอดฝีมือระดับเจ็ด และเหวินเฉียนระดับแปดลงมือด้วยตัวเอง ทัพเรือหนานโจวสูญเสียยอดฝีมือไปถึงไปสิบห้าคน
รุ่งเช้า
ซานอินวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา “ท่านอา ทัพเรือแห่งหนานโจวบอกว่าพวกเขาจับพวกโจรได้แล้ว!”
ซานฉีพยักหน้าอย่างพอใจ “เช่นนั้นก็ถอนการปิดท่าเรือเสีย ให้พวกเขาเติมเสบียงให้เสร็จ วันนี้ต้องออกจากท่าแน่ๆ”
ซานอินรับคำแล้วรีบออกไป
วันเดียวกันที่ยี่สิบสามลำเรือใหญ่ของทัพเรือแห่งหนานโจวออกจากเกาะฟ่างเหนียว
ก็มีเรือพาณิชย์น้อยใหญ่กว่าเจ็ดสิบลำเข้าเทียบท่าในทันที
ถนนหนทางในเกาะฟ่างเหนียวกลับคืนสู่ความคึกคักดังเดิม บรรยากาศพลุกพล่านมีชีวิตชีวา
ในการเดินทางกลับครั้งนี้ ซานฉีไม่ได้ใช้เรือใหญ่ แต่เลือกเดินทางด้วยรถม้าพร้อมข้าราชการและทหารกว่าร้อยนาย เดินทางตามเส้นทางที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่
ระหว่างทางทัศนียภาพสวยงาม ผู้คนเต็มไปด้วยความสุข
เหล่าชาวเขาที่อยู่บนภูเขาซึ่งได้พบเห็นทหารซานเหอในระหว่างการสร้างถนน ต่างก็มิได้หวาดกลัวอีก ถึงกับหอบหิ้วของออกมาขายกันอย่างคึกคัก
ซานฉีพลันรู้สึกว่า ซานเหอมีบางอย่างแตกต่างจากที่อื่น
แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ในยุคโบราณกล่าวว่า “แม้เศษหญ้าก็มิอาจเหยียบ” แต่จะมีสักกี่คนที่ทำได้จริง?
เหล่าทหารซานเหอแม้เป็นเพียงพลทหารไร้นาม แต่กลับทำได้จริง!
การเดินทางครั้งนี้แม้มิได้แวะพักใดๆ แต่ก็ยังใช้เวลาถึงครึ่งเดือนจึงกลับถึงเมืองไป๋อวิ๋น
เขาจึงอดมิได้ที่จะทอดถอนใจในความกว้างใหญ่ของแคว้นซานเหอ
หลินอี้เมื่อได้ข่าวว่าซานฉีกลับมาแล้ว ก็แสดงความใส่ใจไม่น้อย
ตอนนี้เขากำลังกลุ้มใจกับพวกเจ้าลิงที่ลงมาจากเขา
หมิงเยว่จึงจัดให้ทหารยามขึ้นไปโปรยข้าวโพดกับกล้วยไว้บนเขาทุกวัน
จำนวนลิงที่มาลงมือก่อกวนนั้นลดลงจริง
แต่ก็ยังมีลิงตัวน้อยตัวหนึ่ง ที่ทุกวันยังคงอยู่ประจำในจวนเหออ๋อง ขี่เจ้าเหลืองกับเจ้าดำใหญ่เป็นพาหนะ อวดเบ่งอยู่ในจวนอย่างไม่เกรงกลัว
หากไม่ใช่เพราะท่านอ๋องห้ามไว้ เหล่าคนในจวนคงเตะมันออกไปนานแล้ว
และแล้วหลินอี้ก็ได้ต้อนรับตรุษจีนปีที่สองที่เขามาอยู่ที่ซานเหอ
แน่นอนว่า ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เขายังคงนั่งเหม่อมองโต๊ะที่เต็มไปด้วยกับข้าวเพียงลำพังอีกครั้ง
“เรามาจุดดอกไม้ไฟพันตำลึงให้ดังสนั่นกันเถอะ”
หลังจากกินข้าวเสร็จ หลินอี้ก็ให้คนยกดอกไม้ไฟที่เตรียมไว้ล่วงหน้ามาวางเต็มสวนจวนเหออ๋อง
เมื่อจุดพร้อมกัน ดอกไม้ไฟหลากสีสันก็ระเบิดเสียงกึกก้องบนฟ้า ดึงดูดสายตาชาวเมืองไป๋อวิ๋นทั้งเมือง
เขายืนอยู่หน้าประตูจวนจนถึงเที่ยงคืน แล้วจู่ๆ ก็หัวเราะพลางกล่าวว่า “ข้าอายุครบยี่สิบแล้ว!”
“ขอแสดงความยินดีกับท่านอ๋อง ขออวยพรแด่ท่านอ๋อง!”
เหล่าทหารยาม ขันที และคนรับใช้กว่าร้อยคน คุกเข่าเต็มลานเรือน
หลินอี้หันไปพูดกับหมิงเยว่า “พวกเจ้าลำบากกันมากที่มากับข้ามายังซานเหอ ข้าให้พวกเจ้าคนละหนึ่งตำลึง นับเป็นอั่งเปา
ขอให้พวกเจ้ามีสุขภาพแข็งแรง มีความสุข คิดสิ่งใดสมปรารถนา เคราะห์ร้ายหลีกไกล”
“ขอบพระทัยท่านอ๋อง”
ทุกคนขานรับพร้อมกัน “ท่านอ๋องหมื่นปี หมื่นหมื่นปี!”
“ลุกขึ้นเถอะ”
หลินอี้โบกมือแล้วกล่าว “วันมงคลทั้งที ขอให้พวกเจ้ามีความสุข อย่าจริงจังนักเลย
หานเต๋อชิ่ง เป่าไคว่”
“กระหม่อมอยู่!”
หลินอี้ยิ้มกล่าวว่า “เปิดโคม ตั้งโต๊ะใหญ่ ข้าจะเล่นไพ่กับพวกเจ้า ถ้าพวกเจ้ามีฝีมือ ก็เชิญชนะให้เต็มที่”
พูดจบก็นำถาดที่หงอิ๋งถืออยู่วางลงบนโต๊ะ ข้างในเต็มไปด้วยทองคำและเงิน
ทุกคนล้วนตาวาว เพราะมีเมล็ดทองจำนวนไม่น้อยอยู่ในนั้นด้วย!
ในบ่อนพนัน ย่อมไม่มีชนชั้น
คืนนั้น หลินอี้เสียเงินไปห้าร้อยสามสิบตำลึง
เช้าวันถัดมาเมื่อสร่างเมา เขาเจ็บใจจนแทบหายใจไม่ออก
หลินอี้ยังคงกำชับอย่างเข้มงวด ทำให้สวนดอกไม้ที่เย่ชิวดูแลอย่างดีเบ่งบานสดใส
ขณะที่หลินอี้กำลังยื่นหน้าดมดอกไฮ่ถางอยู่ ฟางปี้ก็วิ่งมาแล้วกล่าวว่า “ท่านอ๋อง มีหญิงสาวมาหา สวยมากเลย”
“สวยมาก?”
ดวงตาหลินอี้สว่างวาบ “บอกชื่อมาหรือไม่?”
ฟางปี้เกาศีรษะแล้วกล่าว “บอกแล้ว เหมือนจะชื่อหลิวหรูเอี้ยน”
“หลิวหรูเอี้ยน?”
นับตั้งแต่เขายืนยันได้ว่าหลิวหรูเอี้ยนแห่งเมืองไป๋อวิ๋น กับหลิวหรูเอี้ยนแห่งเมืองอันคังเป็นคนเดียวกัน หลินอี้ก็หมดความสนใจทันที
อย่างไรเสีย นางก็เป็นบุตรบุญธรรมของเจียงจง และมีความเกี่ยวข้องกับองครักษ์เงา
ฟางปี้กล่าวว่า “ท่านอ๋อง ให้เขาเข้ามาไหม?”
หลินอี้คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “ให้เข้ามาเถอะ”
เขานั่งอยู่ตรงนั้นพร้อมถ้วยชาในมือ พอเห็นหลิวหรูเอี้ยนเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าราวภาพวาด ก็ถึงกับกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว
“หรูเอี้ยนคารวะท่านอ๋อง”
หลิวหรูเอี้ยนกล่าวพลางเดินตรงเข้ามาหาหลินอี้
“เจ้าก็ยังงามเช่นเคย ข้าคิดถึงเจ้าไม่น้อยเลย” หลินอี้ชี้ไปที่เก้าอี้
หมิงเยว่แอบถอยออกไป แล้วพึมพำที่หน้าประตูว่า “นางจิ้งจอก”
“ท่านอ๋อง ท่านหลอกหม่อมฉันอีกแล้ว”
หลิวหรูเอี้ยนพูดด้วยเสียงหวาน “หม่อมฉันมาอยู่นานแล้ว ท่านยังไม่เคยมาเยี่ยมเลย”
“หรือ?”
หลินอี้คิดถึงหญิงสาวที่งดงามแต่ยังคงพรหมจรรย์ผู้นี้แล้วอดเสียดายไม่ได้ “ว่ามาเถอะ เจ้ามาซานเหอทำไม?”
“ท่านอ๋อง หม่อมฉันคิดถึงท่าน จึงมานี่ไง”
หลิวหรูเอี้ยนนั่งลงที่ข้างขวาของเขา
“พูดตามตรง” แม้นางจะงามล้ำ แต่นับตั้งแต่เขารู้ฐานะของนาง เขาก็ไม่อาจมองนางเช่นเดิมได้อีก “ปากผู้หญิง คือผีที่หลอกคน ข้าไม่เชื่อเจ้าแล้ว”
หลิวหรูเอี้ยนชะงักไป นี่ไม่ใช่สิ่งที่ท่านอ๋องในอดีตจะพูด
นางจึงได้แต่กล่าวด้วยความน้อยใจว่า “ท่านอ๋องจากนครหลวงมา อาจยังไม่รู้เรื่อง
เมื่อปีที่แล้วเมืองอันคังเลือกหัวหน้านางโลมคนใหม่แล้ว หม่อมฉันอายุมาก ความงามก็โรยรา จะอยู่ต่อไปได้อย่างไร จึงต้องมาที่นี่”
หลินอี้แค่นเสียงเยาะ แน่นอนว่าเขาไม่เชื่อคำพูดของนาง
ถึงจะไม่ใช่หัวหน้านางโลม อย่างน้อยก็ยังหาชายมั่งมีและซื่อสัตย์ในเมืองอันคังแต่งงานด้วยได้อยู่ดี
แม้นางจะอายุยี่สิบสามแล้ว แต่ก็ยังงามเกินหญิงใด
“เจ้าหาเงินได้มากมาย ขนาดใช้ได้ถึงสองชาติก็ไม่หมด แล้วจะลำบากมาทำไมอีก?”
หลินอี้คำนวณคร่าวๆ ในใจ ตนเองที่ถือว่าประหยัดยังใช้เงินไปกับนางราวสองพันตำลึง แค่เพียงสองปีเท่านั้นเอง
………….