- หน้าแรก
- ทำไงได้ ก็ข้าไม่อยากเป็นฮ่องเต้นี่หว่า
- 131 - ทัพเรือ
131 - ทัพเรือ
131 - ทัพเรือ
131 - ทัพเรือ
หวังชิงปังหัวเราะพลางกล่าวว่า “ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด อีกไม่นานฝ่าบาทจะมีพระราชโองการ ท่านอ๋องก็แค่รอฟังข่าวดีก็พอ”
หลินอี้พยักหน้ารับ “ก็ดี ข้าจะรออย่างใจเย็น หวังว่าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง”
ไม่รู้ตัวก็พลันนึกถึงมารดาของตน
นางคงจะผิดหวังแน่ ที่เขาได้แต่งงานกับเพียงธิดาโหว แถมยังอยู่ในช่วงหลบหนี ไม่มีอะไรเลย อาจจะกลายเป็นภาระเสียด้วยซ้ำ
แต่เขาเองกลับรู้สึกยินดีมาก!
ทั้งวันนั้น เขาแทบจะยิ้มจนปากฉีกถึงหู
ในที่สุดก็จะได้พ้นจากชีวิตโสด ไม่ต้องอยู่อย่างเดียวดายอีกต่อไป
แต่หากในอนาคต ภรรยาที่ได้มาไม่น่าพอใจเล่า?
เขาก็ยังสามารถแต่งอนุภรรยาเพิ่มได้อยู่ดี!
ใกล้ถึงปลายปี เมืองไป๋อวิ๋นก็เกิดเรื่องที่ผู้คนทั้งเมืองสนใจพูดถึงกัน
ตั้งแต่เมืองไป๋อวิ๋นเปิดให้คนทุกวัยมาเรียนฝึกวรยุทธ์ในลานฝึก ก็มีผู้คนไม่น้อยเห็นถึงประโยชน์ของการฝึกวรยุทธ์
โดยเฉพาะพวกคนแก่ ต่างรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย
หญิงสาว เมื่อเรียนวรยุทธ์แล้ว ก็ไม่มีทางถูกสามีรังแกได้ง่ายๆ อีก
ดังนั้นจึงเกิดเรื่องอย่าง ‘สตรีตระกูลเฉาแห่งถนนตะวันตก ตบตีสามีอู๋เต๋อปัง’ ไม่พอ ยังไปฟ้องที่ศาลขอแยกทางอีกด้วย
คนที่ช่วยยื่นคำร้องคือ ‘ซุนซิง’ นักพรตแห่ง ‘หอคำนวณโชคชะตา’ แห่งเมืองไป๋อวิ๋น ซึ่งตอนนี้ทำหน้าที่เป็นทนายความไปด้วย ธุรกิจกำลังรุ่งเรืองทีเดียว
ซานฉีเมื่อได้รับคำร้องก็ปวดหัวไม่น้อย
ตามกฎหมายแห่งราชวงศ์เหลียง หากภรรยาทำร้ายสามี จะถูกโบยหนึ่งร้อยไม้ หากต้องการแยกทาง ก็ให้ตามใจ
แต่ท่านอ๋องผู้นี้ กลับไม่เคยยึดมั่นในหลัก ‘สามจริยธรรมห้าธรรมเนียม’ เลย แถมยังส่งเสริมให้ชายหญิงเท่าเทียมกันอีกต่างหาก!
เพราะเช่นนี้ เขาจึงไม่กล้าใช้กฎหมายเหลียงมาตัดสินเอง ต้องมาขอคำแนะนำจากท่านอ๋องเสียก่อน เพื่อจะได้ไม่ถูกตำหนีในภายหลัง
เมื่อมาถึงวังเหอ เขาก็เดินตรงเข้าไป
ฟางปี้ปวดหัวมาก ทุกครั้งก็ต้องวิ่งไปแจ้งล่วงหน้า จนแทบจะหอบตาย
“ท่านอ๋อง!”
ซานฉียื่นคำร้องให้ทันที
หลินอี้รับมา เหลือบมองครู่หนึ่ง แม้จะเป็นภาษาทางการแต่เขาก็พอเข้าใจ
เขาวางคำร้องลงบนโต๊ะ ยกถ้วยชาขึ้นหัวเราะพลางว่า “บุรุษตีสตรีได้ แล้วเหตุใดสตรีถึงจะตีกลับไม่ได้?”
“ท่านอ๋องพูดมีเหตุผล”
ซานฉีไม่รู้จะเถียงอย่างไร
หลินอี้กล่าวต่อ “ส่วนการแบ่งทรัพย์สินหลังแยกทาง เจ้าเป็นผู้ดูแลเถอะ ใครหาได้เท่าไหร่ก็ให้ตามนั้น แต่อย่าให้สตรีออกไปมือเปล่า อย่างน้อยต้องพอใช้ดำรงชีพได้”
การแบ่งสมบัติหลังแยกทาง ต่อให้เป็นโลกอดีตของเขาก็ยังจัดการยาก
ยิ่งในเวลานี้ ยิ่งต้องให้แค่แนวทางคร่าวๆ เท่านั้น
“พะย่ะค่ะ” ซานฉีคิดครู่หนึ่งก่อนกล่าว “ท่านอ๋อง หญิงผู้นี้เป็นคนแรกในซานเหอที่ขอแยกทางด้วยตนเอง ไม่ทราบว่าควรให้รางวัลหรือไม่?”
เขารู้ว่าท่านอ๋องชอบให้รางวัลกับเรื่องที่ทำถูกต้อง จึงเสนอขึ้นมาตามอุปนิสัยของท่านอ๋อง
หลินอี้ส่ายหน้า “โบราณกล่าวว่า ‘ไกล่เกลี่ยให้คืนดี ไม่ส่งเสริมการแยกทาง’ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องให้รางวัลอะไรทั้งนั้น”
ถ้าเขาเผลอให้รางวัลจริงๆ วันถัดไป คนทั้งเมืองซานเหอก็อาจพร้อมใจหย่าหลอกเอารางวัลแน่นอน!
แถมคงจะหย่าด้วยความดีใจเสียด้วย!
แผนแบบนี้ ใครๆ ก็คิดได้!
อย่าได้ประเมินสติปัญญาของคนยุคโบราณต่ำเกินไป
“กระหม่อมทราบแล้ว”
ซานฉีกล่าวต่อ “ทัพเรือแห่งหนานโจวตอนนี้จอดอยู่ที่เกาะฟ่างเหนียว(ปล่อยนก)
ท่านอ๋องทรงเห็นว่าอย่างไร?”
“เจ้าเป็นทั้งแม่ทัพฝ่ายพลเรือนและแม่ทัพฝ่ายทหาร จะมาถามข้าทำไม?”
“กระหม่อมเข้าใจแล้ว”
ซานฉีห่อไหล่เดินจากไป
พูดกับท่านอ๋องผู้นี้ ไม่ต้องคาดหวังเรื่องถนอมน้ำใจ...
ในวันนั้นเอง ซานฉีกัดฟันเบิกเงินหนึ่งหมื่นตำลึง จัดหาเรือใหญ่สี่ลำ พร้อมนำทหารจากกองกำลังรักษาการณ์จำนวนหนึ่งพันนาย มุ่งหน้าไปยังเกาะฟ่างเหนียวด้วยตนเอง
เขายืนอยู่หัวเรือ มองดูเรือรบที่แขวนธงมังกรแห่งแคว้นเหลียงจำนวนยี่สิบลำกลางทะเลหน้าตาเครียดจัด
แต่พอเข้าใกล้ฝั่ง ความรู้สึกมั่นใจก็กลับคืนมา
แม้จะเป็นขุนนางพลเรือน แต่เขาเองก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์!
ทหารที่ตามมา ล้วนเป็นผู้บ่มเพาะระดับสองขึ้นไป ทั้งราชองครักษ์ยังสู้ไม่ได้
ดังนั้น เขาจึงก้าวขึ้นฝั่งเกาะฟ่างเหนียวด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
“ท่านเสนาบดี”
ผู้บัญชาการทัพเรือจางเหมียน กับ*ผู้พันเหวินเฉียน และหานเต๋อชิงออกมาต้อนรับด้วยตนเอง
(ผู้พัน-แม่ทัพที่ได้รับพระราชทานบ่าวไพร่พันครัวเรือน)
ซานฉีคำนับตอบ “ทุกท่านลำบากแล้ว”
จางเหมียนยิ้ม “ท่านเสนาบดีเดินทางมาเหนื่อยไม่น้อย ควรพักผ่อนก่อน”
ซานฉีกล่าว “ข้าจะไปอาบน้ำผลัดผ้าเสียก่อนค่อยกลับมาพูดคุยกับทุกท่านอีกครั้ง”
เขาอายุมากแล้ว นั่งเรือมาหลายวัน ร่างกายก็อ่อนล้า
เขาแวะกินอะไรเบาๆ ที่กรมท่าเรือ ก่อนจะไปอาบน้ำ และนอนยาวจนเช้าอีกวัน
“แก่แล้วหนอ”
ซานฉีนั่งบนที่ประจำตำแหน่ง ถอนหายใจว่า “พวกเจ้าไม่มีใครเรียกข้าบ้างเลย น่าอับอายจริงๆ”
จางเหมียนตอบ “เห็นท่านหลับสบาย เราก็ไม่กล้าไปรบกวน อีกอย่างก็ไม่มีเรื่องสำคัญอะไร”
ซานฉีลูบเคราครู่หนึ่ง ยกถ้วยชาขึ้นดื่ม ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเคร่ง “ทัพเรือแห่งหนานโจวจอดอยู่ที่เกาะฟ่างเหนียวมาครึ่งเดือนแล้ว เจียงข่านคิดอะไรอยู่?”
จางเหมียนส่ายหน้า “ท่านเจียงเช่าโรงเตี๊ยมไว้ แต่ก็ไม่ออกมาพบใครเลย”
ซานฉีถามต่อ “ทัพเรือแห่งหนานโจวมีกำลังเท่าไร?”
จางเหมียนตอบ “หนึ่งพันสองร้อยคน ทั้งหมดอยู่บนเรือ เจียงข่านขึ้นฝั่งเพียงลำพัง”
ซานฉีหัวเราะเยาะ “เขาคิดว่าเมืองซานเหอเป็นบ้านเขาหรือ?
เอาคนไปส่งนามบัตรของข้าไปก่อน ให้เกียรติก่อนใช้กำลัง
หากไม่รู้ดี ก็อย่าโทษข้า!”
ซานอินเดินเข้ามา “ท่านลุง ให้หลานไปเองเถอะ”
ซานฉีพยักหน้า “ดี ไม่ต้องพิธีรีตรองมาก”
หลานชายเขาเป็นขุนนางชั้นเจ็ด เขาไม่ห่วงว่าอะไรจะเกิดขึ้น อีกอย่าง ที่นี่คือเกาะฟ่างเหนียว ทัพเรือกับทหารรวมกันมีถึงสามพันคน!
เหวินเฉียนกล่าวขึ้นมา “ท่านเสนาบดี เท่าที่ข้าสังเกต เจียงข่านมิใช่คนธรรมดา”
จางเหมียนกล่าว “แต่เดิม ทัพเรือหนานโจวต้องพึ่งพาพ่อค้าสัญจร ครั้นเมื่อพ่อค้าหันมาจอดเรือที่ซานเหอหมด ข้าเกรงว่าเจียงข่านจะไม่พอใจ ท่านต้องระวัง”
“แล้วจะทำอะไรได้อีกเล่า?”
ซานฉีหัวเราะ “ที่นี่คือซานเหอ เขาจะกล้าทำอะไร? นอกจากคิดก่อกบฏ!”
จางเหมียนว่า “หากเขาหน้าด้านจนถึงขั้นไปสกัดเรือการค้าของซานเหอ เกรงว่าจะยุ่งยาก”
ซานฉีว่า “เจ้าคิดว่าพวกเราทำอะไรไม่ได้?”
จางเหมียนกล่าวจริงจัง “พวกเราย่อมไม่กลัว แต่ทัพเรือแห่งหนานโจวก่อตั้งมานาน ส่วนของซานเหอเพิ่งฝึกได้ไม่นาน หากสู้กันซึ่งหน้า ข้าก็ไม่แน่ใจว่าจะชนะ”
ซานฉีรู้ว่านี่คือความจริง จึงถามต่อ “ถ้าเป็นบนบกเล่า?”
จางเหมียนเชิดหน้าอย่างภูมิใจ “แน่นอนว่า มันไม่มีทางกลับออกไปได้!”
เหวินเฉียนที่ฟังอยู่ตลอดก็อดไม่ได้จะเอ่ยว่า “ท่านเสนาบดี ท่านจาง ที่นี่คือซานเหอ”
ในผืนน้ำทางใต้ ทะเลคืออาณาเขตของ ‘ตู้ซานเหอ’ เจ้าพ่อทะเลผู้นั้น!
จางเหมียนตอบ “เรื่องของทัพเรือ จะให้คนนอกจัดการไม่ได้เด็ดขาด!”
เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมท่านอ๋องถึงยอมให้หัวหน้าโจรสลัดมายุ่งกับทัพเรือ
ซานฉีหลับตานิ่ง ไม่เอ่ยอะไรอีก
ไม่นาน ซานอิ่นก็กลับมา
“ท่านลุง เจียงข่านยังไม่ยอมพบข้า เอาแต่รับนามบัตรไปเท่านั้น”
“ช่างหัวสูงนัก”
ซานฉีโกรธจัด
อย่างไรก็เป็นขุนนางชั้นสองของราชสำนักเชียวนะ!
…………