- หน้าแรก
- ทำไงได้ ก็ข้าไม่อยากเป็นฮ่องเต้นี่หว่า
- 121 – ขายศิลป์แต่ไม่ขายตัว
121 – ขายศิลป์แต่ไม่ขายตัว
121 – ขายศิลป์แต่ไม่ขายตัว
121 – ขายศิลป์แต่ไม่ขายตัว
"ท่านอ๋อง คนอยู่ในยุทธภพ ล้วนยากจะทำตามใจตน"
ฉีเผิงเริ่มเปิดปากเล่า "คนหาบ คนรับใช้ ลูกมือ หัวหน้าสาขาในมือข้ามีเกินกว่าหมื่นคน เพื่อสืบหาข่าวของนาง ข้าจึงได้ยินข่าวอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาด้วยเป็นครั้งคราว ซึ่งบางเรื่องก็ไม่มีประโยชน์กับข้า ข้าจึงเอาไปแลกเป็นเงิน จึงเผลอไปขัดผลประโยชน์ของใครบางคนเข้า
ในแวดวงธุรกิจ ยิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีปัญหาและความขัดแย้งมากมาย
คนที่อยากจะฆ่าข้ามีเท่าไรไม่รู้"
ยิ่งดื่มมาก หน้าฉีเผิงก็ยิ่งแดง ไอออกมาอย่างรุนแรงพักใหญ่จึงค่อยดีขึ้น แล้วกล่าวต่อ
"และผู้ที่มีความขัดแย้งโดยตรงกับข้าก็คือพวกองครักษ์เงา
ในนครอันคัง พวกเขาเปิดหอนางโลมถึงสามแห่ง"
"องครักษ์เงาเปิดหอนางโลม?"
ได้ยินเช่นนั้น หลินอี้ก็ขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
ชิบหายแล้ว!
เขาน่ะเป็นขาประจำของสถานที่แบบนั้นในอันคังแท้ๆ
บรรดานางโลมชั้นแนวหน้าของแต่ละสำนัก เขาไปเยือนไม่เว้นเลยสักเจ้า!
ลองคิดดูให้ดี เขาก็ไม่น่าพูดอะไรที่ไม่ควรพูดไปนะ?
ก็แค่ดื่มเหล้า พูดคุยวรรณศิลป์ พูดถึงความใฝ่ฝัน ชมนางเต้นรำเท่านั้นเอง
ไม่น่ามีอะไรเกินเลยหรอกมั้ง
ฉีเผิงกล่าวเรียบๆ "ใช้หอนางโลม ร้านอาหารในการสืบข่าว เป็นวิธีที่ง่ายและรวดเร็ว ข้ายังใช้เลย แล้วพวกเขาจะไม่ใช้ได้อย่างไร?
อีกทั้งองครักษ์เงามีถึงสี่หมื่นคน งบประมาณที่ราชสำนักจัดสรรก็มีจำกัด การหารายได้จากกิจการหอนางโลม ร้านอาหาร ก็ถือเป็นการเติมเต็มรายจ่าย"
หลินอี้กล่าว "แล้วเจ้ารู้จักหลิวหรูเอี้ยนไหม?"
นี่คือนางโลมอันดับหนึ่งที่เขาไปหาบ่อยที่สุด เขาเป็นคนจำหน้าไม่ได้ จุดหลักที่ทำให้เขาชอบคือนางร่ายรำได้งดงาม
"ท่านอ๋อง หลิวหรูเอี้ยนคือบุตรบุญธรรมของเจียงจง ผู้บัญชาการองครักษ์เงา"
ฉีเผิงพูดด้วยน้ำเสียงมีเลศนัย "อายุสิบเจ็ดปี มีรูปโฉมงดงามดั่งเทพธิดา เชี่ยวชาญทั้งดนตรี หมากรุก พู่กัน ภาพวาด อีกทั้งยังเป็นผู้บ่มเพาะขั้นสามอีกด้วย
เสียดายที่ข้าไม่เคยมีวาสนาได้เห็นโฉมหน้านางเลย"
"บุตรบุญธรรมของเจียงจงเข้าหอนางโลม?"
หลินอี้ยังรู้สึกไม่น่าเชื่ออยู่ดี
"ท่านอ๋อง เจียงจงมีบุตรบุญธรรมถึงสิบเจ็ดคน"
ฉีเผิงหัวเราะ "อีกทั้ง ในเมืองหลวงมีขุนนางใหญ่น้อยที่หมายตาหลิวหรูเอี้ยนอยู่มากมาย หากไม่ใช่เพราะเจียงจงหนุนหลังอยู่ เด็กสาวคนหนึ่งจะกล้าประกาศว่าขายศิลปะ ไม่ขายตัวได้อย่างไร?"
"สวรรค์เถอะ! ข้าไปคลุกคลีอยู่กับนางมาตั้งนาน!" หลินอี้ถึงกับเอามือขยี้หน้าผาก "คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ขานี้ เจ้าถูกพวกองครักษ์เงาทำร้ายสินะ?"
"ข้ามักระวังตัวเป็นอย่างมาก ตั้งแต่เริ่มขายข่าว ข้าก็เปลี่ยนคนทำงานครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่มีใครเคยเห็นหน้าข้าจริง"
ฉีเผิงพูดต่อ "แต่ข้าก็ยังประมาทไป ประเมินพวกองครักษ์เงาต่ำเกินไป
หม่าเค่อ ผู้บัญชาการองครักษ์เงาแห่งหงโจว เป็นคนที่ไม่ธรรมดา เขาอาศัยข้อมูลจากคนหาบเก่า ภาพวาดเก่าๆ จึงตามรอยไปเจอนาง"
หลินอี้ถามอย่างสนใจ "หม่าเค่อรู้ว่าเจ้าเป็นใครเลยหรือ?"
ฉีเผิงส่ายหัว "เขาไม่รู้จักข้าหรอก เพียงแต่หลายปีที่ผ่านมา คนของข้าก่อความเคลื่อนไหวไว้มากมาย เขาจึงตามร่องรอยไปเจอนางเท่านั้น
เขาจับครอบครัวของนางไว้ หวังจะหาเบาะแสจากตัวนาง
ข้าในตอนนั้นถึงกับคลุ้มคลั่ง เข้าไปช่วยนางโดยไม่คิดชีวิต
ผลก็คือแบบที่เห็น ถูกยอดฝีมือคนหนึ่งเหวี่ยงหินใหญ่ใส่ขาจนแหลก"
"แล้วหลังจากนั้น?"
หลินอี้เหลือบตามองขาของเขาอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว
"ข้าพาคนบุกถล่มฐานองครักษ์เงาในหงโจว ฆ่าศัตรูสี่ร้อยสิบแปดคน"
ฉีเผิงพูดเสียงเย็นชา "ช่วยนาง สามีของนาง และลูกๆ ออกมา เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนแซ่ให้ แล้วพาไปซ่อนไว้ในที่ที่ไม่มีใครหาเจอ จากนั้นข้าก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับชีวิตนางอีก ปล่อยให้นางใช้ชีวิตดูแลสามีเลี้ยงลูกอย่างสงบ"
หลินอี้ทั้งตกใจทั้งประหลาดใจ "เจ้ากล้าบอกข้าแบบนี้ ไม่กลัวว่าข้าจะเอาเรื่องไปฟ้องหรือ?"
"ท่านอ๋อง ในใต้หล้านี้ มีเพียงท่านเท่านั้นที่รู้ว่าข้าเป็นใคร
ในสายตาคนอื่น ข้าเป็นแค่เศรษฐีขาพิการคนหนึ่งเท่านั้น"
ฉีเผิงมองหลินอี้ด้วยสายตาตรง ไม่หลบไม่เลี่ยง
หลินอี้ถาม "เจ้ามาเล่าทั้งหมดนี้ให้ข้าฟัง เพื่ออะไร?"
"หลายปีมานี้ ข้าทุ่มเททุกสิ่ง กังวลตลอดเวลา กลัวว่าแค่พลาดครั้งเดียวจะตายทั้งเป็น"
ฉีเผิงถอนหายใจ "ในที่สุดก็เป็นเพียงเศษหญ้าไร้ราก"
หลินอี้กล่าว "ในเมื่อมันเหนื่อยนัก ปล่อยมือเสียไม่ดีกว่าหรือ?"
ฉีเผิงตอบ "มีผู้คนมากมายที่เดินเคียงบ่าข้ามา แม้ไม่มีผลงานก็มีความเหนื่อยยาก หากข้าถอนตัว แล้วพวกเขาจะกินอยู่กันอย่างไร?"
"ขาของข้าก็ไม่ได้หนา เจ้ากอดไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ จะไม่เร็วไปหน่อยหรือ?"
ปากแม้จะพูดจาเจ้าชู้ชอบอ้างว่ามีอำนาจบารมี แต่หลินอี้ก็ยังไม่โง่ถึงกับหลงตัวเอง
"เจ้ามีของดีขนาดนี้ กลับไม่ไปเข้ากับรัชทายาท หรือหยงอ๋อง มันไม่เสียของไปหน่อยหรือ?"
ฉีเผิงประสานมือคารวะ "ข้าไม่อยากลงเอยด้วยชะตา 'นกสิ้น เกาทัณฑ์ซ่อน' 'กระต่ายตาย หมาสิ้นค่า'"
"แล้วเจ้าคิดว่าข้าจะไม่เป็นแบบนั้นหรือ!"
หลินอี้กลับรู้สึกโกรธจริงๆ!
มันดูถูกข้าเกินไปแล้ว!
"ท่านอ๋องไม่เป็นแน่นอน"
ฉีเผิงตอบด้วยความมั่นใจ "ต่อให้กับฝ่าบาท ท่านก็ยังไม่รู้จักนอบน้อมเลย"
"หึ"
หลินอี้แค่นเสียง
"แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่า ข้าจะรับเจ้าเข้าร่วม?"
"......."
ฉีเผิงถึงกับพูดไม่ออก
นี่เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน
ใครที่ได้คนเทียบเท่าองครักษ์เงามาครอบครอง ไม่ดีใจยิ่งกว่าถูกหวยหรือ?
"ดูเหมือนว่าเจ้าจะยังไม่เข้าใจข้าดีพอ"
หลินอี้ถอนหายใจ "เมื่อครู่ข้าก็บอกแล้ว ข้าเก็บเจ้าไว้ในตำหนักอ๋อง ไม่ใช่เพราะเจ้าเป็นประโยชน์ แต่เพราะข้าไม่ไว้ใจเจ้า ข้ามีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง คือข้าไม่เคยใช้คนที่ข้าไม่ไว้ใจ"
ฉีเผิงว่า "ท่านอ๋องยังใช้คนอย่างฉินหู่ เถียนซื่อโหย่ว ทำไมจึงใช้ข้าไม่ได้?"
"ก็ง่ายๆ พวกเขาโง่" หลินอี้จ้องหน้าเขา "แม้จะเหนื่อยที่ต้องรับมือกับคนโง่ แต่ข้าก็นอนหลับสนิท แต่เจ้าเป็นคนฉลาด ข้านอนไม่หลับเลยสักคืน"
พูดจบก็ไม่พูดอะไรอีก เดินจากไปทันที
ชีวิตของฉีเผิง เรียกได้ว่าเป็นตำนาน ถึงขนาดนิยายยังไม่กล้าเขียนให้เวอร์เท่านี้
คนแบบนี้ ใครๆ ก็อยากได้
แต่หลินอี้กลับไม่รู้สึกอะไรเลย
ในทีมหนึ่งทีมจะมีแต่คนธรรมดาล้วนๆ ก็ยังได้ เพราะคนธรรมดาเมื่อผ่านการฝึกย่อมกลายเป็นมือดีได้
แต่ไม่ควรมีพวกหัวหมอที่ทำลายระบบ
ยิ่งกว่านั้น คนแบบฉีเผิง ถึงภายนอกจะดูสุภาพอ่อนน้อม แต่ในกระดูกกลับหยิ่งทะนงเกินไป!
หลินอี้ควบคุมคนแบบนี้ไม่ได้!
ตอนเขาขี่ลารากขาเหยียบทั้งมูลวัวน้ำม้า กลับถึงตำหนักได้ดวงอาทิตย์ก็ใกล้ลับขอบฟ้าแล้ว
เขาถามหมิงเยว่ที่เพิ่งกลับมาจากโรงเรียนว่า "เหวินเจาอี๋ล่ะ? หลายวันแล้วไม่เห็นหน้าเลย"
หมิงเยว่ตอบ "เหวินเจาอี๋บอกว่านางมีธุระต้องไปทำ จะไม่กลับมาในช่วงนี้"
หลินอี้พยักหน้า ไม่ได้ถามอะไรต่อ
กลางคืนรู้สึกปากว่าง อยากกินของย่างขึ้นมา จึงลงมือเองในลานบ้าน ก่อฟืนแล้วนำแพะทั้งตัวมาเสียบไม้ย่าง
ยังจัดโต๊ะน้ำชา เตรียมไวน์องุ่นไว้ด้วย
"ชีวิตต้องมีความรู้สึกของพิธีกรรมบ้าง"
หลินอี้ยิ้ม "ไม่อย่างนั้น มันก็จะจืดชืดเกินไปหน่อยแล้ว"
………….