เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

118 – กระบี่พิชิตมาร

118 – กระบี่พิชิตมาร

118 – กระบี่พิชิตมาร


118 – กระบี่พิชิตมาร

"ดีมาก"

หงอิ๋งกล่าวเสียงเรียบ "หากเจ้าไม่สามารถทะลวงถึงระดับมหาปรมาจารย์ได้ การที่เจ้ามีชีวิตอยู่ก็ไร้ประโยชน์แล้ว"

"......."

หากไม่ถึงระดับมหาปรมาจารย์ก็ต้องตายหรือ?

เย่ชิวทั้งขื่นขมทั้งตลกไม่ออก

เขานึกถึงคำพูดอีกประโยคหนึ่งที่ขันทีเฒ่าชอบพูดกับเหล่าทหารและเด็กพวกนั้นอยู่เสมอว่า ตำหนักอ๋องไม่เลี้ยงคนไร้ประโยชน์

เพียงพริบตา เงาร่างของสัตว์ประหลาดนั้นก็หายไป

เขาทิ้งตัวลงนั่งบนริมฝั่งแม่น้ำอย่างหมดแรง หอบหายใจแรงเป็นพักๆ พร้อมทั้งสำรอกโลหิตออกมา

พออาเจียนจนชินแล้ว เขาก็อดคิดไม่ได้ว่า หากตนบรรลุเป็นมหาปรมาจารย์ จะยังถูกมันฆ่าได้อีกหรือไม่?

ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตัดสินใจส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว ไม่อาจหุนหันตายเองได้เด็ดขาด!

หงอิ๋งนั่งหลับตานิ่งอยู่บนเก้าอี้ตามลำพัง ประตูห้องถูกผลักเปิดออก เสียงเอี๊ยดอ๊าดแสบแก้วหูดังขึ้น แต่เขายังคงไม่ลืมตา

ในตำหนักซานเหอ หากสามารถหลบหลีกสายตาตนและเดินมาถึงตรงหน้าได้อย่างง่ายดาย นอกจาก เหวินเจาอี๋ แล้ว จะมีใครอีกเล่า?

เหวินเจาอี๋เดินอย่างสง่างามมานั่งทางด้านขวาของหงอิ๋ง รินชาลงถ้วยหนึ่ง สูดกลิ่นเบาๆ แล้ววางลงบนโต๊ะก่อนจะหัวเราะพลางกล่าวว่า

"เจ้าทาสสุนัข เจ้านายเจ้ามีชาเลิศมากมายไม่ดื่ม กลับเลือกดื่มของปะปนเช่นนี้"

"คนเป็นข้ารับใช้ย่อมมีขอบเขตของคนรับใช้ หากนายไม่ให้ ก็ย่อมไม่อาจหยิบเองได้"

หงอิ๋งลืมตาขึ้น หยิบถ้วยชานั้นขึ้นมาจิบเบาๆ ยิ้มพลางกล่าวว่า

"เหวินเจาอี๋ วันนี้ท่านว่างพอที่จะมาเดินเล่นที่บ้านของกระหม่อมหรือ?"

เหวินเจาอี๋กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า

"เจ้าไม่กลัวหรือว่าการเลี้ยงเสือจะเป็นภัยในวันหน้า?"

"คนไร้ใจทำร้ายเสือ เสือยังมีเจตนาทำร้ายคน เช่นนั้นควรทำอย่างไร?"

หงอิ๋งเหลือบมองเหวินเจาอี๋แล้วกล่าวยิ้มๆ

"ท่านอ๋องเคยกล่าวไว้ว่า เสือมีใจทำร้ายคน คนก็ย่อมมีใจปราบเสือ"

เหวินเจาอี๋กล่าวอย่างเจ้าเล่ห์ว่า "อย่าพูดแต่คำว่าท่านอ๋องกล่าวว่าอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่มีอะไรที่เป็นความคิดของตัวเจ้าเองบ้างหรือ?"

"กระหม่อมไม่กล้า!"

หงอิ๋งกล่าวหนักแน่นไม่ลังเล

เหวินเจาอี๋กล่าว "เจ้ากลัววัดจี้จ้าวหรือ? ไม่อย่างนั้นทำไมถึงอยากให้เย่ชิวบรรลุเป็นมหาปรมาจารย์นัก?"

"แค่ไม่อยากให้ท่านอ๋องต้องเดือดร้อนก็เท่านั้น"

หงอิ๋งตอบเนิบช้า "หากต้องเผชิญหน้ากับวัดจี้จ้าว เช่นนั้นเหวินเจาอี๋ท่านจะทำเช่นไร?"

เหวินเจาอี๋กัดฟันกล่าว "แค้นฆ่าบุตรไม่อาจอยู่ร่วมฟ้า คนแก่เช่นข้าก็ย่อมต้องล้างแค้นด้วยมือข้าเอง"

หงอิ๋งกล่าว "กระหม่อมก็เข้าใจแล้ว"

"พลังฝีมือของเจ้าเพิ่มพูนอย่างรวดเร็ว เรื่องนี้ข้าคิดไม่ถึงจริงๆ"

เหวินเจาอี๋ถอนหายใจ "ข้าเคยคิดว่าเป็นเพียงโชคดี แต่ตอนนี้ดูจะเกินกว่านั้น หากเวลาเพียงพอ เกรงว่าข้าก็อาจไม่ใช่คู่มือของเจ้า

แต่ว่า...เจ้าภักดีต่อเจ้านาย เช่นนั้นก็ต้องรีบเร่งฝึก

ข้าอยู่ในวังฝึกฝนมากว่าห้าสิบปี เดิมทีคิดว่าจะล้างแค้นแทนบุตรได้ กลับไม่คาดคิดว่ายังแพ้ให้แก่นาง

เจ้าตอนนี้ เกรงว่าอยู่ต่อหน้าศิษย์น้องของข้า คงต้านได้ไม่ถึงสิบกระบวนท่า"

หงอิ๋งรู้สึกตกใจ ก่อนก้มหน้าสงบเงียบ

เหวินเจาอี๋หัวเราะกล่าว "เจ้าไม่ต้องเป็นกังวล ศิษย์น้องของข้าคือยอดคนพันปีหนึ่งเดียวแล้ว การที่เจ้าต้านได้สิบกระบวนท่า ก็นับว่าเพียงพอจะภาคภูมิใจแล้ว"

หงอิ๋งเงยหน้าขึ้นกล่าวอย่างสงบ "เหวินเจาอี๋ตอนนี้ดึกมากแล้ว ควรพักผ่อนเถอะ"

เหวินเจาอี๋ลุกขึ้น พอเดินออกจากห้อง ไก่ก็เริ่มขัน

ย่างเข้าปลายฤดูใบไม้ร่วง แต่ในตำหนักซานเหอก็ยังไม่มีทีท่าว่าอุณหภูมิจะลดลงเลย

เย่ชิวนั่งอยู่ข้างซุนอี้โดยถือถังน้ำไว้ ทั้งสองสบตากันต่างก็ตกใจ ทำไมตาทั้งสองถึงบวมกันหมด?

"เมื่อคืนเจ้าคงไม่ได้นอนดีใช่ไหม?"

ซุนอี้เอ่ยขึ้นก่อน ต่างฝ่ายต่างเข้าใจโดยไม่ต้องพูด

เย่ชิวพึมพำเบาๆ "เจ้าขันทีเฒ่านี่มันไม่ใช่คนดีเอาเสียเลย!"

"บังอาจ!"

ซุนอี้ร้องเสียงหลง ก่อนจะขยิบตาให้เขาแล้วรีบกระซิบ

"เจ้าจะตายก็อย่าพาข้าตายไปด้วยสิ!"

"ฮึ่ม"

เย่ชิวไม่ตอบโต้เขาอีก

แต่ในใจกลับยอมรับว่า ความระวังของซุนอี้นั้นถูกต้องจริงๆ เมื่อคืนนี้ตนได้สัมผัสกับมันด้วยตัวเองแล้ว!

เจ้าขันทีเฒ่านั่นไม่ใช่คนเลยจริงๆ!

นี่คือครั้งที่เขาเข้าใกล้ขอบเขตแห่งความตายที่สุดในชีวิต!

วันนั้น ตั้งแต่ผู้บัญชาการ ทหารยาม ผู้เฝ้าประตู ไปจนถึงคนขับรถม้าในตำหนักอ๋อง ไม่มีใครหน้าไม่เขียวตาไม่ช้ำ

แน่นอน เว้นเสียแต่หมิงเยว่กับจื่อเซี่ย

ใบหน้าเขียวช้ำยังห้ามปรากฏต่อหน้าท่านอ๋อง หากเผลออธิบายผิดพลาด ก็อาจโดนซ้ำอีก และอาจหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ

บรรยากาศในตำหนักอ๋องกลายเป็นตึงเครียด ทุกผู้คนต่างระแวดระวัง

การคัดตัวในกองทหารองครักษ์กำลังจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง

ผู้ใดไม่ผ่านการประเมินของหัวหน้าหงอิ๋ง ก็จะต้องออกไป

หลังออกไปแล้ว จะกลับเมืองหลวง หรืออยู่ที่ซานเหอต่อเพื่อเข้าร่วมกองกำลังรักษาการ ก็เป็นเรื่องที่หลายคนลังเล......

เย่ชิวยืนอยู่ต่อหน้าหงอิ๋งเดิมทีก็ยืนดีๆ แต่ยิ่งยืนนานยิ่งรู้สึกไม่ถูก สุดท้ายทนไม่ไหวคุกเข่าลง สั่นเสียงกล่าวว่า

"ขอท่านผู้ดูแลโปรดชี้แนะ"

"อืม" หงอิ๋งนั่งอยู่บนเก้าอี้ ปิดฝาถ้วยชาเบาๆ "เจ้าเป็นคนฝึกกระบี่ เช่นนั้นข้าจะสอนวิชากระบี่ให้หนึ่งบท ชื่อว่า กระบี่พิชิตมาร" (แปลมาถึงตรงนี้ผมลั่นเลย)

กระบี่พิชิตมาร?

ฟังดูช่างสูงส่ง ทรงพลังยิ่งนัก!

เย่ชิวดีใจจนหน้าบาน "ขอบคุณท่านผู้ดูแล!"

ไม่เสียแรงที่คุกเข่า!

"หากอยากฝึกวิชานี้ ต้องตอนตัวก่อน"

หงอิ๋งกล่าวพลางโยนมีดเล่มหนึ่งให้ "ไปเถอะ ฝีมือเจ้าไม่เลว เลือดไหลหน่อยไม่ตายหรอก"

"ตอนตัว......"

เย่ชิวถึงกับตะลึงทั้งร่าง ใต้ร่างรู้สึกเย็นวาบ ไม่รู้ตัวว่าหนีบแน่นยิ่งกว่าเดิม

แม้เขาจะไม่ใคร่สนใจเรื่องบุรุษสตรีนัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาอยากเป็นขันทีนี่!

หงอิ๋งมองเขาอีกครั้งแล้วกล่าว

"หรือให้ข้าช่วยดีล่ะ? พอชินแล้วก็ไม่อะไรหรอก"

"ท่านผู้ดูแล!"

น้ำตาของเย่ชิวไหลพรากออกมาทันที

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาร้องไห้ออกมา "ข้าไม่อยากตอนตัว ท่านเมตตาด้วย เปลี่ยนเป็นวิชาอื่นได้หรือไม่? ข้าจะเลิกฝึกกระบี่ ตลอดชีวิตนี้จะไม่แตะมันอีกเลย!"

หงอิ๋งกล่าวเสียงเรียบ

"ไม่ฝึกกระบี่? น่าเสียดาย เจ้าเป็นคนที่เหมาะกับกระบี่มาก"

"ไม่! ไม่! ท่านเข้าใจผิดแล้ว!"

เย่ชิวรีบกล่าว "ตอนนี้ข้ารังเกียจวิชากระบี่อย่างที่สุด!"

สิ้นคำ เขารู้สึกได้ว่าจิตกระบี่ของตนสั่นไหวและกำลังหลั่งโลหิต

เพื่อคงสภาพความเป็นบุรุษ เขาทำได้เพียงทรยศจิตกระบี่ของตน!

"นี่ก็ไม่เอา นั่นก็ไม่เอา เจ้านี่ทำให้ข้าลำบากใจจริงๆ"

หงอิ๋งวางถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างแรง

เย่ชิวถึงกับอึ้ง

นี่คือกระบี่พิชิตมาร

นั่นมันอะไร?

ท่านให้ข้าเลือกแค่อย่างเดียวเองนะ!

เขาอยากเอาหัวโขกกำแพงตายๆ ไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด!

"ท่านผู้ดูแล ข้ายินดีฝึกวิชาหลอมรวมพลัง!"

ด้วยความอยากมีชีวิตรอด เย่ชิวไม่สนแล้วแม้ใบหน้าจะเปื้อนน้ำตา ก็ตะโกนว่า

"ขอท่านโปรดวางใจ ข้าจะตั้งใจฝึกอย่างถึงที่สุด!"

หงอิ๋งขมวดคิ้วมองเขานานพักหนึ่ง

เย่ชิวใจเต้นรัว

รีบเสริมอีกว่า "หากสุดท้ายข้าไม่เหมาะกับวิชาหลอมรวมพลัง เราค่อยกลับไปฝึกกระบี่พิชิตมารดีไหม?"

ตอนนี้เขากลัวเสียจนวิญญาณแทบออกจากร่างแล้ว

หงอิ๋งพยักหน้าเนิบช้า

"ก็ดีเหมือนกัน"

นับแต่นั้น เย่ชิวก็เริ่มฝึกวิชาหลอมรวมพลังเช่นเดียวกับอวี่เสี่ยวซือและคนอื่นๆ อย่างเป็นทางการ

แต่เขากลับขยันมากกว่าใคร

เพราะทุกเมื่อทุกเวลา ล้วนมีโอกาสถูกตอน!

เขาไม่อยากเป็นขันทีจริงๆ!

………….

(เกร็ดความรู้จากนิยาย - เพลงกระบี่พิชิตมารคือสุดยอดคัมภีร์กระบี่ในนวนิยายเรื่องกระบี่เย้ยยุทธจักรของปรมาจารย์กิมย้ง เป็นคัมภีร์ฉบับคัดลอกของคัมภีร์ทานตะวันซึ่งเป็นวิชาฝีมือของขันทีในวังหลวง โดยสองพี่น้องร่วมสาบานที่บุกเข้าไปขโมยคัมภีร์นี้ เนื่องจากคัมภีร์มีเนื้อหามากเกินไปพวกเขาจึงเลือกที่จะจดจำเนื้อหาคนละครึ่งเล่ม จากนั้นเมื่อนำมาปะติดปะต่อกันกลับไม่สามารถเข้ากันได้ สองพี่น้องก็เลยแตกคอกันเองเพราะเข้าใจว่าอีกฝ่ายคิดไม่ซื่อ ต่อมามีหลวงจีนจากวัดเส้าหลินคนหนึ่งทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยทำให้ล่วงรู้เนื้อหาของคัมภีร์อย่างคร่าวๆ ในคืนดังกล่าวหลวงจีนคนนั้นได้ทำการตอนตัวเองโดยไม่ลังเลพร้อมกับสึกออกมาก่อตั้งสำนักคุ้มภัยกลายเป็นยอดฝีมืออันดับ 1 ของยุทธภพโดยไม่กลับสู่วัดเส้าหลินอีก เวลาผ่านไปหลายปีเมื่ออดีตหลวงจีนสิ้นชีวิต จึงมีผู้คนจำนวนมากหมายปองคัมภีร์นี้จนก่อให้เกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่กับลูกหลานของเขาเอง)

จบบทที่ 118 – กระบี่พิชิตมาร

คัดลอกลิงก์แล้ว