- หน้าแรก
- ทำไงได้ ก็ข้าไม่อยากเป็นฮ่องเต้นี่หว่า
- 59 - ทายาทโจรสลัด
59 - ทายาทโจรสลัด
59 - ทายาทโจรสลัด
59 - ทายาทโจรสลัด
เดินวกกลับตามเส้นทางเดิม ครั้นไปถึงครึ่งทาง เหงื่อก็เปียกชุ่มทั้งตัว ต้องนั่งพักใต้ต้นไม้ ความโศกเศร้าก็ถาโถมเข้ามาโดยไม่อาจข่มไว้ได้
ใช่ว่าจะรังเกียจตัวเองที่อ้วน เพราะไขมันทุกชั้นล้วนเป็นผลจากปากตนเองล้วนๆ
หากเป็นเพราะอดีตซ้ำรอยไม่รู้จบ หลังจากวันอันน่าเบื่อผ่านพ้น ก็จะตามมาด้วยวันอันน่าเบื่ออีกวันอยู่ร่ำไป
ความมั่งคั่ง ฟุ้งเฟ้อ บทกวี สุรา ความงามแห่งบุปผาและหิมะ หาได้เกี่ยวข้องกับเขาไม่
ทำให้ทุกวันนี้เขามีความมุ่งมั่นเป็นพักๆ แต่กลับดำรงชีวิตแบบปล่อยตัวแทบตลอดเวลา
อากาศค่อยๆ เย็นลงเรื่อยๆ แต่แดนใต้อย่างที่เขาอยู่นั้น เย็นก็แค่เพียงนิดหน่อยเท่านั้น
ชาวเมืองซานเหอยังไม่เคยได้ลิ้มรสว่า "หนาว" จริงๆ เป็นเช่นไร
บนถนนยังคงคึกคัก ผู้คนแน่นขนัด แต่ความสงบกลับมากกว่าครั้งไหนๆ
เหล่าผู้มีชื่อเสียงในวงการอันธพาล ถูกองครักษ์จากจวนอ๋องกวาดล้างไปหมดสิ้น ส่งเข้าค่ายแรงงานปรับทัศนคติจนเรียบร้อยแล้ว
พ่อค้าของนครไป๋อวิ๋นถึงได้รู้วันนี้เองว่า การค้าขายสามารถเรียบง่ายได้ถึงเพียงนี้
ไม่ต้องกลัวถูกรีดไถ ไม่ต้องกลัวขโมยมาลอบเล็ง องครักษ์ของจวนอ๋องแม้จะมีไม่มาก แต่ล้วนมีฝีมือยอดเยี่ยม ปีนป่ายขึ้นลงหลังคาได้สบาย ตัวขโมยเล็กน้อยพวกนั้นไม่มีทางรอดพ้นสายตาพวกเขาได้เลย
หลิวโต้ว เจ้ากิจการร้านผ้ากลางถนนใหญ่ นั่งถือถ้วยชาอยู่บนเก้าอี้ มองดูลูกจ้างที่หน้าร้านต้อนรับแขกออกแขกเข้า แล้วก็จิบชาอีกอึก
เขารู้สึกว่าชั่วชีวิตของเขาไม่เคยสุขสบายเช่นนี้มาก่อนเลย
เขาคิดว่านี่สิถึงเรียกว่าทำการค้า เพราะสามารถเพลงสมาธิแต่กับเรื่องการค้าเพียงอย่างเดียว
เพราะเรื่องอื่นๆ ไม่ต้องให้พ่อค้าอย่างเขาเข้าไปยุ่ง ไม่เว้นแม้แต่การซ่อมถนน ก็ยังเป็นจวนอ๋องจัดการให้
เขาจินตนาการถึงวันที่ถนนสายนี้ขยายเชื่อมถึงแคว้นหนานโจว เขาก็จะปล่อยเช่าร้านนี้ แล้วไปเปิดร้านใหม่ที่อยู่ริมถนนสายใหม่
ถึงเวลานั้นจึงจะเป็นช่วงที่เงินทองไหลมาเทมาอย่างแท้จริง
ขณะนั้นเอง ชายร่างใหญ่สามคนเดินเข้ามา คนที่นำหน้าเป็นชายร่างล่ำใบหน้าดุดัน หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงต้องลุกไปต้อนรับด้วยตัวเองทันที เพราะกลัวลูกจ้างจะพลั้งเผลอไปรบกวนคนประเภทนี้เข้า
คนประเภทนี้ หากปรากฏในซานเหอ มักจะเป็นโจรสลัดหรือไม่ก็พวกค้าเกลือผิดกฎหมาย พูดจาไม่ถูกใจก็ชักดาบฟันทันที เผลอหน่อยเดียวชีวิตตนก็พังพินาศได้ จึงไม่อาจไปยุ่งเกี่ยว
แต่ตอนนี้ เขากลับถือถ้วยชา นั่งยิ้มรับเฉยๆ โดยไม่แม้แต่จะขยับก้นเลยด้วยซ้ำ
จากนั้นก็หันศีรษะมองไปยังถนนใหญ่ เหลือบเห็นชายหนุ่มสองคนที่อยู่หน้าร้านฝั่งตรงข้าม เขาก็พลันโล่งใจ
ถึงทั้งสองจะแต่งกายแปลกตา เขาก็จำได้ทันทีว่าคือองครักษ์จากจวนอ๋อง
เพราะองครักษ์ของจวนอ๋องนั้นมีไม่มากนัก และส่วนใหญ่ก็ออกเดินลาดตระเวนตามท้องถนน หากเขายังจำไม่ได้ ชีวิตค้าขายนี้คงถึงทางตัน
สามคนนั้นเดินปะปนอยู่ในฝูงชน ช่างดู “เด่นชัด” และ “แปลกตา” อย่างยิ่ง ต่อให้ไม่อยากสะดุดตาองครักษ์ก็เป็นไปไม่ได้
ทันใดนั้น ล่อหนึ่งตัวลากรถเข็นที่ล้อมด้วยกระดานไม้ปรากฏบนถนน ตามมาด้วยเสียงกลองเสียงฆ้องดังขึ้น
รถเก็บขยะมาแล้ว
ลูกจ้างมัวยุ่งต้อนรับแขก จึงต้องเป็นเจ้ากิจการอย่างเขาที่นำขยะในถังไม้มาทิ้งเอง
ตอนนี้มีเพียงเรื่องนี้เท่านั้นที่เป็นปัญหาอยู่บ้าง
เพราะจวนอ๋องได้ออกกฎไว้ว่า ห้ามทิ้งขยะตามอำเภอใจ มิฉะนั้นจะถูกปรับหนึ่งเหวิน
ไม่จ่ายก็ได้ แต่ต้องไปใช้แรงงานแทน
นี่แหละคือสิ่งที่เจ้าเฒ่าเซี่ยจ้านเรียกว่า ข้อบัญญัติบังคับของจวนอ๋อง
ไม่ว่าท่านจะยินยอมหรือไม่ ข้อบัญญัติก็อยู่ตรงนั้น หากละเมิดเมื่อใด ย่อมมีคนมาหาท่านเมื่อนั้น
หลังจากทิ้งขยะเสร็จ ก็พบสามคนนั้นเดินสวนออกมาจากร้านของเขา พร้อมกับหอบผ้าฝ้ายสีขาวผืนใหญ่ เขามองส่งจนพวกมันลับสายตา แล้วก็เห็นองครักษ์จากจวนอ๋องสองคนเดินตามไปเงียบๆ
“พบผู้ต้องสงสัยสามคนหรือ?”
หลินอี้ถามอย่างสนใจ “ยังไม่จับอีกหรือ?”
เป่าไคว่กล่าว “กระหม่อมกลัวว่าจะตื่นตระหนกเสียก่อน จึงให้คนสะกดรอยตามอยู่ข้างหลัง”
ท่านอ๋องให้เขากับเหอจี้เซียงร่วมกันสอบสวนผู้ส่งสาส์น ล่วงเลยมากว่าหนึ่งเดือน แม้ท่านอ๋องจะไม่ถาม เขาก็ต้องมารายงาน
“น่าสงสัยอย่างไร?” หลินอี้ถามอย่างสนใจ
เป่าไคว่กล่าว “ทั้งสามเป็นพวกค้าเกลือผิดกฎหมาย จากการสืบสวนของกระหม่อม พบว่าช่วงนี้พวกมันวนเวียนอยู่แถวจวนอ๋องบ่อยครั้ง”
“วนเวียนอยู่แถวจวนอ๋องของข้ามันหมายความว่าอย่างไร?”
หลินอี้ลูบคางเกลี้ยงเกลาแล้วกล่าวหลังครุ่นคิด “หรือว่าพวกมันพบว่าข้ามีลักษณะของเต่าหัวโล้น เลยคิดจะมาสวามิภักดิ์กับข้า?”
เป่าไคว่หัวเราะฝืดๆ ไม่กล่าวอะไร
หากตอบรับว่าใช่ ก็เท่ากับโกหกต่อท่านอ๋อง
หากตอบว่าไม่ใช่ ท่านอ๋องคงไม่พอใจอีก
ท่านอ๋องไม่พอใจ ท่านอ๋องอาจไม่ทำอะไรเขา แต่หงอิ๋งสามารถทำได้แน่
เช่นการถลกหนังเขาไปหนึ่งชั้น
“ท่านอ๋อง มีคนขอเข้าเฝ้าพะยะค่ะ!”
ซุนอี้วิ่งเข้ามารายงาน
“ใครกัน?” หลินอี้ตาเป็นประกาย “เอาเงินมาให้หรือไม่?”
ซุนอี้ส่ายหน้า “พะยะค่ะ เป็นชายสามคน ดูท่าทางยากจนมาก กระหม่อมตั้งใจจะไล่พวกเขาไปเสียด้วยซ้ำ แต่พวกเขายืนยันหนักแน่นว่าจะพบท่านอ๋องให้ได้ บอกว่ามีเรื่องสำคัญจะกราบทูล”
“มีเรื่องสำคัญหรือ?”
หลินอี้ยิ้มแล้วกล่าว “เช่นนั้นก็ให้พวกเขาเข้ามาเถอะ”
อย่างไรเสียก็นั่งว่างอยู่แล้ว
ไม่นานนัก ซุนอี้ก็พาชายร่างกำยำสามคนเข้ามาในลาน
ทันทีที่สามคนนั้นโผล่หน้าออกมา เป่าไคว่ก็รีบร้อนเอ่ยกับหลินอี้ “ท่านอ๋อง ทั้งสามคนนี้คือผู้ต้องสงสัยที่กระหม่อมกล่าวถึง แต่เหตุใดจึงมาปรากฏตัวที่นี่ได้?”
“กระหม่อมเถียนซื่อโหย่ว ขอคำนับท่านอ๋อง!”
ชายร่างใหญ่หัวโล้นผู้เป็นผู้นำรีบคุกเข่าลงคำนับ สองคนด้านหลังก็รีบคุกเข่าตามไปด้วย อาจเพราะไม่ชำนาญและรีบร้อนเกินไป จึงทำให้หัวเข่ากระแทกแผ่นหินพื้นดังสนั่น
หลินอี้มองชายร่างใหญ่แวบหนึ่ง โบกมือกล่าว “ลุกขึ้นแล้วว่ามาเถิด เจ้าต้องการพบข้าเพื่อเรื่องใด?”
“กระหม่อมมาขอแจ้งความพะยะค่ะ!”
เถียนซื่อโหย่วยังคงคุกเข่าไม่ลุกขึ้น เอ่ยด้วยเสียงอันดัง “โจรสลัดตู้ซานเหอได้ละเมิดข้อบัญญัติของท่านอ๋อง ปล้นสะดมทรัพย์สินในอ่าวไป๋โถวพะยะค่ะ!”
“อีกแล้วหรือ?”
หลินอี้ขมวดคิ้ว “พวกมันปล้นใครหรือ?”
“กระหม่อมเองพะยะค่ะ!”
เถียนซื่อโหย่วกล่าวด้วยความโกรธ “นั่นคือทรัพย์สินที่กระหม่อมสะสมมาทั้งชีวิต ขอท่านอ๋องโปรดเมตตาและให้ความเป็นธรรมแก่กระหม่อมด้วยพะยะค่ะ!”
“เจ้าเป็นพ่อค้าเกลือเถื่อน” หลินอี้ยิ้ม “เดิมทีก็เป็นการรู้กฎหมายแล้วยังฝ่าฝืน เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงมายืนอยู่ต่อหน้าข้า?”
สำหรับตู้ซานเหอ เขาเองก็ไม่มีทางจัดการได้ง่ายๆ อยู่แล้ว อย่างน้อยก็ขอไล่คนชื่อเถียนซื่อโหย่วผู้นี้ไปก่อน
เถียนซื่อโหย่วกล่าวโดยไม่สะทกสะท้าน “ได้ยินว่าในเมืองซานเหอ ทุกคนมีข้อบัญญัติให้ยึดถือ ท่านอ๋องไม่อนุญาตให้เมืองนี้เป็นที่ซุกซ่อนของสิ่งโสมม!
ไม่ปิดบังท่านอ๋อง กระหม่อมวนเวียนอยู่ในนครไป๋อวิ๋นมาตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ทุกวันกระหม่อมศึกษาข้อบัญญัติของท่านอ๋องอย่างตั้งใจ กระหม่อมไม่รู้จริงๆ ว่าตนเองละเมิดข้อใด!”
หลินอี้ถึงกับพูดไม่ออก
คนพาลหรือพวกค้าเกลือผิดกฎหมาย ไม่ได้น่ากลัวเท่าคนพวกนั้นที่ "มีการศึกษา"
เถียนซื่อโหยวยื่นสองมือแนบศีรษะกับพื้น “วันที่ท่านอ๋องเสด็จถึงเมืองซานเหอ กระหม่อมเคยพบท่านอ๋อง เพียงแต่น่าเสียดายที่กระหม่อมตาไม่มีแวว มองไม่เห็นขุนเขาอันยิ่งใหญ่ จึงพลาดรับไมตรีของท่านอ๋อง ขอท่านอ๋องได้โปรดยกโทษ!”
“ข้าเคยพบเจ้าด้วยหรือ?” หลินอี้ไม่มีความทรงจำแม้แต่น้อย
“วันนั้น กระหม่อมกับสหายหลายคนกำลังลักลอบขนส่งเกลือเถื่อน พบขบวนรถของท่านอ๋องก็รีบหลบหนีไปเงียบๆ”
เถียนซื่อโหย่วกล่าวต่อ “รอจนขบวนของท่านอ๋องผ่านไปแล้ว กระหม่อมถึงค่อยๆ โผล่ออกมา ท่านอ๋องไม่ได้ทำร้ายแม้เพียงเส้นผม กระหม่อมรู้สึกสำนึกในพระกรุณาเป็นล้นพ้น”
“ที่แท้ก็พวกเจ้าวันนั้นนี่เอง”
หลินอี้นึกออกในทันที
วันนั้นตลอดทางพวกเขาไม่เจอคนเป็นเลยสักคน พอพบเข้ากับคนที่ยังพูดได้กะจะทักทายสักหน่อย แต่กลับถูกพวกนั้นวิ่งหนีเหมือนหนูตกใจเสียงฟ้าร้อง
“ใช่แล้วพะยะค่ะ” เถียนซื่อโหย่วกล่าว “ไม่เช่นนั้นกระหม่อมก็คงไม่กล้ามาเข้าเฝ้าท่านอ๋องหรอกพะยะค่ะ”
“เฮ้อ” หลินอี้เกาศีรษะแล้วกล่าว “เจ้าตู้ซานเหอ ข้าเองก็เกลียดมันเข้ากระดูกเหมือนกัน แต่มันเป็นจอมอันธพาลแห่งทะเล ไปมาไร้ร่องรอย ต่อให้ข้าอยากจัดการแทนเจ้าก็ทำอะไรไม่ได้
ขอโทษทีนะ เจ้าอุตส่าห์มาทั้งทีก็เสียเที่ยวเปล่าแล้วกัน”
เขาเองก็ไม่กล้ากล่าวว่าคนของเขาเพิ่งถูกพวกนั้นเล่นงานเสียหมอบไป
“ท่านอ๋องอย่าทรงกังวลพะยะค่ะ”
เถียนซื่อโหยวนำผ้าฝ้ายผืนหนึ่งที่ซุกอยู่ในอกออกมา ตอนแรกตั้งใจจะแผ่ออกทันที แต่พอเห็นเป่าไคว่ยืนคั่นกลางระหว่างตนกับท่านอ๋อง จึงถอยหลังไปสองก้าว
แล้วลุกขึ้นยืน ค่อยๆ คลี่ผ้าลงบนโต๊ะตัวหนึ่ง จากนั้นกล่าวเสียงดัง “ท่านอ๋อง นี่คือ ‘เกิงลู่ปู้’ พะยะค่ะ กระหม่อมวาดด้วยมือเอง มีสิ่งนี้ก็จะสามารถหาฐานทัพลับของตู้ซานเหอได้พะยะค่ะ!”
หลินอี้ลุกขึ้น ยีตาเพ่งมองบนผ้าฝ้ายผืนนั้น เห็นมีแต่เส้นสายมั่วซั่ว ตัวหนังสือเล็กจิ๋วเบียดเสียดราวกับแมลงวัน มองแล้วเวียนศีรษะ
“ทำไมมันเยอะขนาดนี้?”
“กราบทูลท่านอ๋อง!”
เถียนซื่อโหย่วกล่าวเสียงดังฟังชัด “เกิงลู่ปู้เล่มนี้มีต้นฉบับจากบรรพชนของกระหม่อม บิดากระหม่อมได้เติมแต่งเพิ่มเติม กระหม่อมจึงได้นำมาขัดเกลาอีกขั้น
ทั้งทะเลใต้ ไม่มีฉบับไหนจะครบถ้วนเท่าของกระหม่อมอีกแล้ว ตู้ซานเหอเองก็สู้ไม่ได้พะยะค่ะ!”
“เจ้าหมายความว่าตระกูลของเจ้าทั้งบ้านล้วนเป็นโจรสลัด เจ้าคือทายาทโจรสลัด?”
หลินอี้หัวเราะพลางกล่าว “ตู้ซานเหอที่หันเหมาเดินเส้นทางนี้กลางคัน ยังสู้เจ้าผู้เติบโตมาในวงการนี้ตั้งแต่เกิดไม่ได้?”
“ท่านอ๋องกล่าวรวบรัดตรงใจนัก.....”
เถียนซื่อโหย่วหน้าแดงก่ำกล่าว “กระหม่อมนับถือพะยะค่ะ!”
…………….