- หน้าแรก
- ทำไงได้ ก็ข้าไม่อยากเป็นฮ่องเต้นี่หว่า
- 58 - กักความสงสัยทำลายแผนการ
58 - กักความสงสัยทำลายแผนการ
58 - กักความสงสัยทำลายแผนการ
58 - กักความสงสัยทำลายแผนการ
ความทรงจำในอดีตที่ถูกฝังลึกไว้ในจิตใจ ไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึง บัดนี้พลันพวยพุ่งขึ้นมา กลิ่นเน่าจับใจปกคลุมไปทั่วห้อง
เฉาเหิงร้องตะโกนเสียงดัง “บุตรชายคนเดียวตายอย่างไม่เป็นธรรม!
ภรรยาชราจากไปด้วยโรคที่สะสมเพราะความเศร้า ลูกสะใภ้ หลานชายก็ไม่รู้ว่าหายไปที่ไหน!
แล้วข้าจะไประบายกับใครได้!
ตลอดชีวิตข้ามีชื่อเสียงดีงาม กลับต้องมาสิ้นสกุลตอนแก่เฒ่า!
สิ้นสกุลแล้วนะ!
พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าความขมขื่นนี้มันเป็นเช่นไร!”
หมัดกระแทกดังปังๆ ลงบนโต๊ะจนโต๊ะแตกพัง มือซูบซีดจนเห็นเส้นเลือดฉีกขาด เลือดเนื้อปริออกจนกระดูกโผล่ให้เห็นอย่างน่าหวาดผวา
“พี่เฉา”
สือเฉวียนไม่ทันเช็ดน้ำตาตนเอง รีบโผเข้าไปกอดเฉาเหิงที่คล้ายคนเสียสติ “โปรดทำใจ แล้วค่อยๆ ตามหากันต่อไปในวันหน้าเถิด!”
“ตามหา?”
เฉาเหิงหัวเราะเยาะเย้ย “ข้าถูกขังอยู่ที่นี่ จะไปตามหาที่ไหนได้!
ถึงตามพบแล้วจะมีประโยชน์อันใด?
ก็แค่จะพาเคราะห์ร้ายไปให้พวกเขาเท่านั้น!”
การอยู่ที่นี่ กลับกลายเป็นการปกป้องครอบครัวที่ไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่ที่ใดได้ดีที่สุด
“บุรุษแท้ต้องรู้จักโอนอ่อนและเข้มแข็ง อย่าร่ำไห้เช่นสตรีนักเลย”
เซี่ยจ้านพยุงเปี้ยนจิงขึ้นมาก่อนจะประสานมือคารวะต่อเฉาเหิง “น้องเฉา ทุกสิ่งย่อมต้องมองในแง่ดี หากยังทำตัวเหมือนบุตรีเล็กๆ เช่นนี้ก็จะกลายเป็นเรื่องให้คนหัวเราะเอาเปล่าๆ”
“มองในแง่ดีแล้วจะอย่างไร?”
บุคคลผู้เงียบขรึมเสมอมา อดีตผู้ตรวจการณ์สำนักไต่สวน เหล่าหวังกล่าว “อย่างมากก็อาศัยใจเมตตาของท่านอ๋อง ทำให้พวกเราได้อยู่กินไปจนแก่เฒ่า
น่าเสียดาย ข้าไม่ได้หวังเพียงเท่านี้”
“เอ่ยถึงท่านอ๋องผู้นี้แล้ว”
หวังชิงปังใช้ผ้าเช็ดหางตาที่เหี่ยวแห้ง “ไม่ใช่แค่มีใจเมตตาเพียงอย่างเดียว หากแต่ดูแล้วคล้ายมีปัญญาอันใหญ่หลวงซ่อนอยู่ในความโง่งม
น่าเสียดายนัก เขาไม่ใช่ไท่จื่อ มิเช่นนั้นคงเป็นโชคดีของราษฎรทั่วหล้า”
“เป็นไท่จื่อแล้วจะได้ขึ้นครองราชย์แน่หรือ?”
เปี้ยนจิงยังสะอื้นอยู่ ชี้ขึ้นข้างบนด้วยนิ้ว “ตอนที่อดีตฮ่องเต้ยังอยู่ ใครจะคิดว่าท้ายที่สุดจะเป็นผู้นี้ขึ้นมา?
หากไม่ใช่ เช่นนั้นข้าจะตกอยู่ในหายนะเช่นวันนี้ได้อย่างไร”
ทุกคนพลันเข้าใจในทันใด!
ใช่แล้ว!
สมัยที่อดีตฮ่องเต้ยังมีพระชนม์ชีพ บุคคลที่ตกต่ำที่สุดก็ไม่ใช่ใครอื่น หากแต่คือฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน!
ใครบอกว่าการเป็นไท่จื่อจะได้ขึ้นครองราชย์แน่นอน?
ทุกยุคทุกสมัย ไท่จื่อที่ถูกถอดถอนก็มีถมไป!
ภายในห้องเงียบสงัดราวกับเข็มตกยังได้ยิน
ผ่านไปเนิ่นนาน หวังชิงปังจึงหลับตา ส่ายศีรษะแล้วกล่าวคล้ายร่ายบทกวี “เช้าข้าเขียนฎีกาส่งถึงเก้าเมฆา เย็นข้าถูกเนรเทศแปดพันลี้บนถนนซานเหอ หวังเพียงกำจัดคนชั่วเพื่อแผ่นดิน แต่กลับไม่หวงแหนวัยชราของตนเลย......”
กล่าวไป น้ำตาก็ไหลออกมาจากดวงตาข้างที่เหลืออยู่
คิดถึงวันวานที่ตนรุ่งเรืองยิ่งนัก วันเดียวก็ชมบุปผาที่อันคังหมดทั้งเมือง แต่กลับจบลงด้วยตระกูลล่มสลาย ครอบครัวพินาศเช่นวันนี้
“เจ้ามีแค่ตาเพียงข้างเดียวแล้ว อย่าร้องไห้อีกเลย”
เหอจี้เซียงกล่าวปลอบหวังชิงปังอย่างหาได้ยาก “สมแล้วกับฉายา ‘มหาปราชญ์วรรณศิลป์’ ทำเอาข้าเองยังพลอยเศร้าหมองไปด้วย
กายเฒ่าง่าย แต่ความแค้นยากลืม ที่ได้มาเบื้องหน้าบัลลังก์กลับเป็นเพียงความอ้างว้าง”
“ทุกท่านยอมจำนนต่ออายุแล้วหรือ?”
เฉินเต๋อเซิ่งตะโกนขึ้นมาอย่างกะทันหัน “หากจะตาย ข้าก็ขอให้เหอจิ่นมันตายก่อน!”
เสียงคำรามด้วยความโกรธแค้นทำให้ทุกคนในห้องตกใจไปตามกัน
อยู่ร่วมกันมาหลายปี ไม่เคยมีผู้ใดเห็นเฉินเต๋อเซิ่งเสียกิริยาเช่นนี้มาก่อน
“เจ้าพูดมันก็ง่าย”
สือเฉวียนตะโกนขึ้นด้วยเช่นกัน “อยากเอาชีวิตเหอจิ่น? ไม่ใช่ว่าดูแคลนพวกท่าน เว้นเสียแต่แม่หมูจะปีนต้นไม้ได้เท่านั้น! เหล่าท่านอาจารย์ทั้งหลาย บ่นระบายก็พอเถิด เวลาดึกแล้ว พวกเราควรพักผ่อนเสียที!”
กล่าวพลางก็หาวออกมา หมุนตัวจะเดินออกจากห้อง
แต่แล้วก็ได้ยินเสียงเซี่ยจ้านกล่าวขึ้น “หมูขึ้นต้นไม้เองไม่ได้ แต่ข้าต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตเฒ่าผู้นี้ก็จะผลักมันขึ้นไปให้ได้”
"ท่านแม่ทัพเซี่ย ท่านกล่าวล้อเล่นอีกแล้ว"
สือเฉวียนหัวเราะเสียงดังพลางกล่าวจบ ก็เห็นหวังชิงปังยืนขึ้นมาอย่างสั่นเทาเล็กน้อย
"กักความสงสัย ทำลายแผนการ เพิกเฉยต่อการปกครอง"
ซิงเค่อโส่วก้าวขึ้นมาช้าๆ กล่าวเสียงแผ่ว "คำของพี่สือช่างตรงใจนัก เวลาดึกแล้ว ทุกท่านรีบเข้านอนกันเถิด"
เมื่อเห็นแผ่นหลังของเขาค่อยๆ เลือนหายไป ทุกคนต่างประสานมือคำนับแยกย้ายกันกลับห้องของตน
ตลอดคืน ไร้ถ้อยคำใด
หลังฝนตก หญ้าเล็กๆ ก็พากันเติบโตพรวดพราดในยามค่ำคืน พยายามเบียดแทรกตัวออกมาจากรอยแยกตรงฐานของตำหนักอ๋อง
"เป็นเพราะคุณภาพปูนแย่ หรือว่าเจ้าดื้อเกินไปกันแน่"
หลินอี้เด็ดมันออกโยนทิ้งไปในแปลงดอกไม้หน้าประตู "กลายเป็นโคลนฤดูใบไม้ผลิบำรุงบุปผา ชะตาฟ้าลิขิตแท้ๆ"
เขาปัดฝุ่นที่มือ แล้วลูบท้องน้อยซึ่งเริ่มกลมขึ้นเรื่อยๆ หากร่างกายนี้ไม่รีบฝึกฝนละก็ วันหน้าจะหาภรรยาได้อย่างไร คงกลายเป็นปัญหาใหญ่
หลังออกจากตำหนัก เขาก็ปฏิเสธที่จะขี่ลาที่จัดเตรียมไว้ เลือกเดินเท้าไปตามถนนสายใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จ มุ่งหน้าไปยังทิศทางของเมืองไป๋อวิ๋น
แผนการลดน้ำหนัก เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในวันนี้
เขาพบว่าใจกลางเมืองไป๋อวิ๋น บริเวณที่เคยใช้ติดประกาศ ตอนนี้กลับมีผู้คนเข้าแถวยาวเหยียด เหล่าทหารจากตำหนักอ๋องกำลังช่วยกันดูแลความเรียบร้อย
"ท่านอ๋อง" เสิ่นชูเดินเข้ามาแล้วคำนับ
"นี่ทำอะไรกันอยู่?"
หลินอี้มองไปทางเซี่ยจ้านซึ่งดูเหมือนกำลังจัดการลงทะเบียนอย่างสงสัย
เสิ่นชูตอบ "ท่านแม่ทัพเซี่ยกล่าวว่าทหารรักษาการณ์ตำหนักอ๋องมีเพียงห้าสิบกว่าคน ดูแล้วอ่อนแอเกินไป จึงเริ่มรับสมัครจากในเมืองไป๋อวิ๋นเพื่อขยายกำลังทหาร"
"ดีนี่นา"
หลินอี้นึกถึงตู้ซานเหอ กับบุรุษลึกลับที่ส่งจดหมายซึ่งยังไม่รู้ตัวตนแน่ชัด ก็รู้สึกว่าจำเป็นต้องเสริมความแข็งแกร่งให้กับตนเอง จึงพยักหน้า "แต่อย่าให้มากเกินไปก็แล้วกัน"
คนมากก็เลี้ยงไม่ไหว!
ตอนนี้มีแต่เรื่องต้องใช้เงิน!
แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงคือความเร็วของเซี่ยจ้านและพวกนั้นจะรวดเร็วขนาดนี้
เพียงสามวันต่อมา สนามกีฬาของโรงเรียนก็เต็มไปด้วยผู้คนกว่าพันเสียงตะโกนฝึกซ้อมดังกึกก้อง ท่ามกลางพวกเขายังมีเด็กๆ ร่วมร้อยคนปะปนอยู่ ร่วมตะโกนออกเสียงตามด้วย
ผู้ที่ดูแลการฝึกซ้อมยังคงเป็นเหอจี้เซียง กองทัพนั้นบางครั้งเรียงกันเป็นแนวเส้นยาว บางครั้งก็รวมกลุ่มกระจัดกระจาย ดูไม่งามตาและไร้ความน่าเกรงขามโดยสิ้นเชิง
หลินอี้ดูจนปวดหัว
แม้แต่มาตรฐานการฝึกนักศึกษามหาวิทยาลัยยังสู้ไม่ได้
ไม่ใช่เพราะอดีตผู้บัญชาการกองกำลังเมืองหลวงผู้นี้ไร้ฝีมือ แต่เป็นเพราะข้อจำกัดของยุคสมัย
หลินอี้ทนไม่ไหว จึงก้าวขึ้นไปบนแท่นหินที่ใช้เป็นแท่นบัญชาการ แล้วหยิบเอาชุดฝึกยุทธวิธีที่เคยเรียนสมัยมหาวิทยาลัยมาใช้ทันที
ในสายตางุนงงของเสิ่นชูและเหอจี้เซียง เขาสั่งหมุนซ้ายที หมุนขวาที บางทีก็หันหลังกลับ
"ท่านอ๋อง กระหม่อมเริ่มมึนแล้วนะ!"
ฉินหู่เป็นคนแรกที่ร้องออกมา "ท่านอ๋องจะเอาอย่างไรแน่ จะไปซ้ายหรือขวาแน่ ขอทางเลือกสักทางเถอะ!"
เสียงหัวเราะดังขึ้นจากในแถว
"มึนหรือ? เช่นนั้นก็ไปยืนพักข้างๆ ดีๆ"
หลินอี้ยิ้มใจดี กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "อย่าไปไหนเลย วันนี้ก็อย่ากินข้าวด้วย กินแล้วเดี๋ยวจะอาเจียน"
"หา!" ตอนแรกฉินหู่ยังดีใจ แต่พอได้ยินประโยคหลัง หน้าก็ถอดสีทันที "ท่านอ๋อง ข้าไม่ได้มึนแล้ว!"
จะให้พูดอะไรก็ไร้ผล ทันใดนั้นก็มีทหารสองนายเข้ามาประกบฉินหู่ พาเขาไปยืนข้างๆ
พร้อมทั้งรับประกันว่าจะไม่ให้เขาไปไหน และห้ามเขากินข้าวตลอดทั้งวัน
เมื่อทุกคนเห็นเช่นนั้นก็เงียบลงทันที
หลินอี้จึงฝึกให้เสิ่นชูกับเหอจี้เซียงดูอีกรอบ จากนั้นจึงบอกว่า "ให้ทำตามแบบที่ข้าทำนี้ อย่าถามว่าทำไม ถามมากข้าก็ไม่รู้ และถ้าทำไม่ดี ข้าจะลงโทษพวกเจ้า"
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินจากไปทันที
……………..