เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

26 - เข้าสู่เมือง

26 - เข้าสู่เมือง

26 - เข้าสู่เมือง


26 - เข้าสู่เมือง

ชิงอ๋องบัดนี้มีอายุถึงสี่สิบเจ็ดแล้ว หลังจากรับอนุภรรยาคนที่สิบเจ็ด เขากลับเปลี่ยนแปลงนิสัยอย่างกะทันหัน กลายเป็นผู้ที่มุ่งมั่นในทางพุทธะอย่างจริงจัง

ถึงกับปฏิบัติกิจวัตรเช้าเย็นในจวนอย่างเคร่งครัด จุดธูปคำนับพระ ไม่เคยขาดแม้แต่วันเดียว

เรื่องนี้ทำให้ผู้คนในเมืองชิงหยวนล้วนพากันอุทานด้วยความประหลาดใจ

เขานั่งอยู่ใต้ซุ้มองุ่น มือถือถ้วยชา หลับตานิ่งอยู่ ข้างกายมีสตรีงามกำลังเอาอกเอาใจ แต่เขากลับไม่สนใจแม้แต่น้อย เอ่ยอย่างหงุดหงิดว่า “อย่ามารบกวนการฝึกจิตของเปิ่นหวาง”

สตรีงามจึงรีบก้มหน้าถอยออกไปอย่างรวดเร็ว

ชิงอ๋องยกมือคลำที่หน้าอกของตนเอง ช่วงนี้รู้สึกแน่นหน้าอกมากยิ่งขึ้น ถึงกับเชิญหมอชื่อดังทั่วหล้ามารักษา แต่กลับไม่มีผลแม้แต่น้อย

ขณะที่พ่อบ้านรายงานว่ามีขุนนางเจียงประจำประตูเมืองด้านใต้มาขอเข้าพบ เขากลับโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ ปฏิเสธโดยไม่ลังเล

“ท่านอ๋อง...”

พ่อบ้านทนไม่ไหวจึงกล่าวว่า “ขุนนางเจียงบอกว่ามีคนกล่าวหาว่าเขาถูกลอบสังหารนอกประตูเมือง และมีผู้คิดก่อกบฏ”

ลอบสังหาร

ก่อกบฏ

คำเหล่านี้ดุจเข็มที่ปักแทงเข้าอกของชิงอ๋องทันที

คนอยู่บ้านเฉยๆ แต่เคราะห์ก็มาหาถึงที่

ในเมืองชิงหยวนนี้ ใครเล่าจะดูมีใจคิดกบฏมากกว่าท่านอ๋องผู้อยู่ว่างไม่ข้องแวะการเมืองผู้นี้อีก

หรือจะเป็นแม่ทัพใหญ่กับผู้ว่าราชการเมืองกัน?

“เรียกมันเข้ามา...”

ชิงอ๋องโกรธจนชี้นิ้วสั่น พูดแทบไม่ออกสักคำ

พ่อบ้านเข้าใจทันที รีบเชิญเจียงอี้เข้ามา

เจียงอี้คุกเข่าคารวะ แล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมดอย่างละเอียด จากนั้นกล่าวว่า “ท่านอ๋องโปรดพิเคราะห์ให้ดี พวกที่เรียกว่า ‘มือสังหาร’ นั้น เป็นแค่ทหารธรรมดาเท่านั้น”

“ไอ้เด็กบ้านี่ช่างกล้านัก!”

ชิงอ๋องยิ่งคิดก็ยิ่งเดือดดาล

ในจดหมายที่ข้าเขียนไป ไม่ได้บอกไว้อย่างชัดเจนแล้วหรือ?

ไอ้เจ้านี่หน้าหนากว่ากำแพงเมืองอีกกระมัง

หลังจากดื่มชาเสร็จ เจียงอี้ก็ยิ้มแหยๆ กล่าวด้วยความระวัง “ท่านอ๋อง แล้วตอนนี้...”

ควรจะทำอย่างไรเล่า?

เขารู้สึกว่าตนเองช่างน่าสงสารจริงๆ เรื่องแบบนี้ควรจะเป็นพวกขุนนางชั้นสูงจัดการแท้ๆ ทำไมถึงตกมาเป็นหน้าที่ของขุนพลประตูเมืองอย่างเขา

“แล้วจะให้ทำอย่างไรอีกเล่า ไปเชิญท่านอ๋องเข้ามาเถอะ!”

ชิงอ๋องกัดฟันเอ่ย

“แล้ว...พวกผู้ลี้ภัยพวกนั้นเล่า?”

เจียงอี้ถามอย่างระมัดระวังต่อ

“ฮึ!”

ชิงอ๋องอดไม่ได้ เตะเข้าให้อีกที “เรื่องแบบนี้ยังต้องให้เปิ่นหวางบอกอีกหรือ?”

“พะย่ะค่ะ”

เจียงอี้รู้สึกเจ็บปวดใจ ทำไมคนที่ลำบากที่สุดถึงเป็นเขาตลอด

ชิงอ๋องเห็นเขายังยืนนิ่งอยู่ ก็สั่งด้วยเสียงดุดันว่า “ยังจะยืนบื้ออยู่ทำไม รีบไปเร็วเข้า!”

“พะย่ะค่ะ ข้ารับคำ!”

เจียงอี้รีบออกเดินทางอีกครั้ง มุ่งหน้ากลับไปยังประตูเมืองด้านใต้ พอเขาลงจากม้า ก็เห็นหม่าจวี้นั่งจิบชาอย่างสบายใจอยู่ที่ร้านน้ำชาข้างทาง

“ขอบคุณท่านกุนซือที่ชี้แนะ”

เจียงอี้ยกมือคารวะแล้วกล่าวด้วยความลังเล “ท่านอ๋องสามารถเข้าเมืองได้แล้ว เพียงแต่ผู้ลี้ภัยเหล่านั้น...”

หม่าจวี้ยิ้มกล่าว “การปลอบขวัญผู้ลี้ภัยนั้น เป็นหน้าที่ของท่านผู้ว่า ท่านผู้ว่าได้มีคำสั่งให้แจกจ่ายข้าวต้มแล้ว

เพียงแต่ห้ามให้ผู้ลี้ภัยเข้าเมือง หากเกิดความวุ่นวายขึ้นในเมือง ใครเล่าจะรับผิดชอบไหว?”

เจียงอี้กล่าว “ท่านกุนซือโปรดวางใจ เช่นนั้นขอเรียนเชิญท่านขึ้นไปยังบนกำแพงเถิด ข้านั้นตำแหน่งต่ำต้อย อุปนิสัยก็หยาบกระด้าง เกรงว่าจะต้อนรับท่านอ๋องได้ไม่เหมาะสม”

“ตำแหน่งหรือ?”

หม่าจวี้พัดพัดมืออย่างอารมณ์ดี กล่าวพลางหัวเราะ “ตั้งแต่อดีตจวบปัจจุบัน กุนซือนั้นนับเป็นตำแหน่งเสียที่ไหน ก็แค่บ่าวทาสในฉากเงาเท่านั้น”

“....”

เจียงอี้ถึงกับอ้าปากค้าง

ไม่มีทางเลือก จำต้องฝืนใจเดินขึ้นไปบนกำแพงเมืองด้วยตนเอง

ไม่ว่าจะอย่างไร เรื่องที่ทำให้คนเกลียดก็คงต้องตกเป็นหน้าที่เขาอีกเช่นเคย

หลินอี้ในรถม้าเริ่มง่วงจนหาวแล้ว รออยู่เป็นนานยังไม่ได้คำตอบ ก็เริ่มหงุดหงิด

เมื่อได้ยินหงอิ๋งกลับมารายงานว่าตนสามารถเข้าเมืองได้ แต่พวกผู้ลี้ภัยไม่สามารถเข้าไปได้ ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะคัดค้านอีกต่อไป

ในหมู่ผู้ลี้ภัยมีคนหลากหลายปะปนกัน เขาไม่มีเวลามาตรวจสอบพื้นเพทีละคน หากปล่อยให้ปะปนเข้าเมืองแล้วเกิดเรื่องก่อกวนขึ้นมา จะลำบากกันใหญ่

ยังคงปล่อยให้อยู่ข้างนอกเมืองจึงจะปลอดภัยที่สุด

เจียงอี้ที่อยู่บนกำแพงเมือง เมื่อเห็นท่านอ๋องว่าง่ายถึงเพียงนี้ ย่อมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง จึงรีบสั่งให้เปิดประตูเมืองทันที

เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน เขาจึงจัดทหารทั้งหมดประจำการที่หน้าประตูเมือง เพื่อรับรองว่าจะไม่มีผู้ลี้ภัยเล็ดลอดเข้าไปได้

หลินอี้นั่งอยู่ในรถม้า พร้อมเหล่าคนจากวังอ๋อง เคลื่อนตัวเข้าสู่เมืองอย่างเชื่องช้า

จู่ๆ รถม้าก็หยุดลง หลินอี้เปิดม่านรถม้าขึ้นดู ก็เห็นมีชายวัยกลางคนแต่งตัวเป็นบัณฑิตคุกเข่าอยู่หน้ารถ

หลินอี้พลันนึกถึงสำนวนสี่คำหนึ่งว่า “หน้าตามุ่งร้ายเจ้าเล่ห์”

“ผู้น้อยหม่าจวี้ คำนับท่านอ๋อง”

หลังจากหม่าจวี้คารวะเสร็จ ก็กล่าวเสียงดัง “ท่านผู้ว่ามีภารกิจมากมาย ผู้น้อยเป็นบ่าวของท่านผู้ว่า จึงได้รับมอบหมายให้มาแทนท่านผู้ว่าในการต้อนรับท่านอ๋อง”

ก็ไม่ใช่ไท่จื่อ

แถมยังเป็นอ๋องที่ฮ่องเต้ไม่โปรดปรานที่สุด

แค่ส่งกุนซือออกมากล่าวต้อนรับไม่กี่ประโยคก็ถือว่าไว้หน้าแล้ว

เจียงอี้ข้างๆ ถึงกับตาเบิกโพลง

บัดซบ

เมื่อกี้เจ้ายังบอกว่าไม่มีตำแหน่งจะออกหน้าไม่ได้อยู่เลยไม่ใช่หรือ

พอท่านอ๋องเข้าเมือง เจ้ากลับออกมาทำไมอีกเล่า

บ่าว?

หลินอี้ยังไม่ทันเข้าใจว่าเป็นบ่าวคนหนึ่งจะมาต้อนรับเขาทำไม ซ่งเฉิงก็รีบก้มหน้าเตือนเสียงเบา “เป็นกุนซือของท่านผู้ว่า”

“โอ้ ท่านผู้ว่ายุ่งมากสินะ”

หลินอี้ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ฝากไปบอกเขาด้วย อีกไม่กี่วัน เปิ่นหวางจะไปเยี่ยมถึงที่ด้วยตนเอง

เรื่องที่เปิ่นหวางถูกลอบสังหาร จะต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจน”

มารดามันเถอะ!

รู้ทั้งรู้ว่าเปิ่นหวางจะมา เปิดประตูเมืองยังลีลาเชื่องช้าเช่นนี้

จะบอกว่าไม่จงใจ ไปหลอกทารกอมมือเถอะ!

หลินอี้ไม่สนใจความตกตะลึงของหม่าจวี้ รีบกลับเข้าไปในรถม้าอีกครั้ง ภายใต้การนำทางของพ่อบ้านวังชิงอ๋อง มุ่งหน้าไปยังจวนชิงอ๋อง

ระหว่างทางในรถม้า หลินอี้ก็เห็นชิงอ๋องที่ยืนอยู่หน้าประตูจวนรอต้อนรับด้วยตนเองจากระยะไกล

“ดูแวบเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนดี”

หลินอี้พึมพำกับเหวินจ้าวอี้

เหวินจ้าวอี้กำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง ก็ได้ยินหลินอี้กล่าวต่อ “ไม่เป็นไร โชคดีที่ข้าก็ไม่ใช่คนดีเหมือนกัน”

“นี่มันคำคนพูดกันหรือ...”

เหวินจ้าวอี้โกรธจนกลอกตาใส่เขา

“ท่านอา...”

หลินอี้ลงจากรถม้า ยังไม่รอให้ชิงอ๋องเดินลงบันได ก็ยกมือขึ้นเหนือศีรษะ คำนับเต็มพิธี

หลิวเสีย(พระเจ้าเหี้ยนเต้)ฮ่องเต้น้อยยังยกมือคารวะหลิวเป่ย(เล่าปี่) ผู้ที่แทบไม่ได้เป็นญาติกันจริงๆ ว่า “ท่านอ๋อง”

เขาจะคารวะ “ท่านอา” ตัวจริงเสียงจริงก็คงไม่เกินไปนัก

อย่างไรเสียก็ถือเป็นญาติผู้ใหญ่ตามลำดับวงศ์ตระกูล

“ท่านอ๋องได้โปรดลุกขึ้นเถอะ” (ชิงอ๋องเป็นจวิ้นอ๋องซึ่งมีลำดับศักดิ์ต่ำกว่าหลินอี้ที่เป็นชินอ๋อง)

ชิงอ๋องรีบเดินเข้ามาประคองหลินอี้ สีหน้าสุภาพอ่อนโยน “เดินทางไกล เหนื่อยล้า เชิญด้านในเถิด”

เมื่อทั้งสองฝ่ายนั่งประจำที่ หลินอี้ก็กล่าวอย่างยินดีว่า “ข้าได้ยินชื่อเสียงของท่านอามานาน แม้แต่พระบิดาก็ยังชื่นชมในสติปัญญาของท่านอา เหล่าบัณฑิตทั่วหล้าล้วนยกย่องเลื่อมใส”

ชอบแต่งกลอนนักใช่หรือ ก็ต่อไปอีกสักหน่อยเถิด

มุมปากของชิงอ๋องกระตุกเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว

ฮ่องเต้กล่าวชมเขา

จริงหรือไม่ก็ไม่รู้

แต่เรื่องที่เขาเคยมีชื่อเสียงในด้านวรรณศิลป์ตอนหนุ่มนั้นเป็นเรื่องจริง

เขาเคยแต่งบทกลอนระบายความรู้สึกที่ว่ามีความสามารถแต่ไร้โอกาส มีความมุ่งมั่นแต่ไม่ได้รับการตอบสนอง ไม่ยอมถูกจำกัดอยู่แต่ชายแดนแคว้นเดียว เคยเป็นที่ขับขานไปทั่ว จนทำให้แผ่นกระดาษในอันคังขาดตลาดในช่วงหนึ่ง

หรือว่าฮ่องเต้จะชมเขาจริงๆ?

แต่การถูกฮ่องเต้ใส่ใจ ไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน

คิดถึงตรงนี้ ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ ก็ไม่อาจประมาทได้ จึงรีบเดินออกจากที่นั่ง ปฏิเสธไม่ให้นางกำนัลประคอง แล้วคุกเข่าหันหน้าไปทางทิศเหนือ ร้องเสียงดังว่า “ฝ่าบาทรำลึกถึงกระหม่อมขนาดนี้ กระหม่อมซาบซึ้งจนหลั่งน้ำตา ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปี”

ว่าจบ น้ำตาก็ไหลออกจากหางตา

เขารู้สึกเสียใจยิ่งนัก

เมื่อครั้งยังหนุ่ม ทำไมถึงได้โง่เขลาเพียงนั้นเล่า

…………………

จบบทที่ 26 - เข้าสู่เมือง

คัดลอกลิงก์แล้ว