- หน้าแรก
- ทำไงได้ ก็ข้าไม่อยากเป็นฮ่องเต้นี่หว่า
- 19 - เหวินจ้าวอี้
19 - เหวินจ้าวอี้
19 - เหวินจ้าวอี้
19 - เหวินจ้าวอี้
หูหลูขับรถม้ากลับมาถึงบ้าน พอจอดที่ลานหลังบ้านก็ส่งต่อให้บิดาของเขาคือหูต้าซึ่งเป็นสารถีประจำจวนซานเหออ๋องดูแลต่อ
เมื่อรับน้ำชาที่นางกำนัลส่งให้ เขาก็นั่งลงใต้ต้นกุ้ยฮวาในลานบ้าน อุ้มถ้วยชาไว้ในมือ แต่กลับไม่ดื่มแม้แต่หยดเดียว
“เจ้าบ้าไปแล้วหรืออย่างไร”
ภรรยาของหูหลู คือจินซื่อ(สตรีแซ่จิน) เดินเข้ามาแย่งถ้วยชาจากมือเขา วางลงบนโต๊ะหินด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ “ถ้าทำหล่นแตกขึ้นมา ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่”
“ข้ากำลังคิดอะไรอยู่ อย่ามากวนได้ไหม” หูหลูถอนหายใจกล่าว
“นี่เจ้ารำคาญข้าแล้วใช่ไหม” จินซื่อทำหน้าบึ้ง
“ไม่ใช่ๆ” หูหลูถอนหายใจอีกครั้ง “ท่านซานเหออ๋องจะออกเดินทางไปประจำแคว้นพรุ่งนี้แล้ว”
“ท่านอ๋องจะไปจริงๆ หรือ!” จินซื่อถึงกับสะดุ้ง
“อืม” หูหลูนิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วมองไปยังภรรยากล่าวว่า “เราตามท่านอ๋องไปซานเหอะเถอะ”
“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ!”
จินซื่อลุกพรวดขึ้นมาทันที “ซานเหอนั่นที่ไหน ใครในเมืองอันคังไม่รู้เล่า”
หูหลูถอนหายใจอีก “ข้าคิดดีแล้ว ฮูหยิน เตรียมข้าวของเถอะ พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางพร้อมท่านอ๋อง”
จินซื่อกล่าวอย่างโกรธเกรี้ยว “เจ้าไม่อยากมีชีวิตก็เรื่องของเจ้า ยังจะลากพวกข้าแม่ลูกไปตายด้วยอีก
แล้วยังบิดามารดาเจ้าอีก คนแก่ขนาดนั้นแล้ว จะทนความลำบากได้หรือ”
หูหลูกล่าวอย่างจริงจัง “ข้าเป็นหมอ ย่อมสามารถดูแลพวกเจ้าแม่ลูก รวมถึงพ่อแม่ข้าให้ปลอดภัยได้”
“ที่แบบนั้น เจ้าจะไปทำไมกัน” จินซื่อยังไม่เข้าใจ
“ท่านอ๋องมีพระคุณแก่ข้า รู้คุณต้องตอบแทน” หูหลูยิ้มกล่าว “หากไม่มีท่านอ๋อง ก็ไม่มีข้าหูผู้นี้ในวันนี้”
“เขาเป็นถึงอ๋อง จะขาดคนแบบเจ้าไปสักคนจะเป็นอะไร”
เสียงของจินซื่อยิ่งพูดยิ่งดัง “อีกอย่าง หากเจ้าจะตอบแทนบุญคุณ ก็ไม่เห็นต้องเอาชีวิตของพวกข้าไปเสี่ยงด้วย!”
“ในสายตาของเจ้า ชีวิตของท่านอ๋องดีกว่าพวกเราอย่างนั้นหรือ”
บิดาของหูหลูคือหูต้า เดินออกมาจากห้องหน้าบ้านพอดี
“ท่านแม่” จินซื่อมองไปยังหูฮูหยินที่เดินตามหลังหูต้าออกมา
“เจ้าสองพ่อลูกนี่เสียสติไปแล้วหรือไม่ ท่านแม่ก็รู้ดีว่าซานเหอเป็นที่แบบไหน คนในเมืองอันคังต่างรู้กันหมดว่าใครถูกเนรเทศไปที่นั่น ไม่เคยได้ยินว่าใครรอดกลับมาเลย”
หูฮูหยินกลับยิ้มแล้วกล่าวว่า “เราเป็นสตรี แต่งให้ไก่ก็ต้องตามไก่ แต่งให้หมาก็ต้องตามหมา ปล่อยให้พวกเขาสองพ่อลูกวุ่นวายกันไปเถิด”
“ท่านแม่!” จินซื่อไม่ยอมแพ้ “พวกเราไม่ว่ากัน แต่ลูกสองคนนะ ระยะทางตั้งเป็นพันลี้ ไหนจะลำบากระหว่างทางอีก”
หูหลูกล่าว “เพราะมีลูกสองคน ข้าจึงต้องไป ท่านอ๋องไม่อยู่แล้ว ต่อไปจะไม่มีใครคอยคุ้มกันเราอีก”
“ไม่ใช่เจ้าคอยอวดว่ารักษาอาการให้ขุนนางใหญ่โตมากมาย หรือแม่ทัพคนไหนๆ มาตลอดหรอกหรือ”
จินซื่อไม่พอใจ “ในเมืองอันคังนี้ เจ้าจะเป็นแค่มดให้ใครเขาขยี้ได้เลยหรือ”
หูหลูแค่นเสียง “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเป็นหมอในเมืองนี้มันยากเพียงใด
ต้องเข้าออกบ้านขุนนางเศรษฐี ข้าแต่ละวันล้วนต้องระวังตัวราวกับเหยียบเส้นด้าย
เรื่องสกปรกในพวกบ้านนั้นข้าพูดยังไม่หมด หากไม่ใช่เพราะข้าคือคนของท่านอ๋อง ข้าถูกปิดปากไปนานแล้ว”
จินซื่อกล่าว “เจ้าทำไมถึงคิดแต่ด้านร้ายๆ อย่างนั้น”
หูหลูหัวเราะเยาะ “ยุคสมัยเช่นนี้ ยังหวังจะมีเรื่องดีๆ หรือ ฝันไปเถอะ รีบเก็บของให้พร้อม พรุ่งนี้เช้าเราจะตามขบวนของท่านอ๋องไป ถึงเวลานั้นพอถึงซานเหอ ท่านอ๋องว่าประการใดก็เป็นอย่างนั้น
ด้วยความสัมพันธ์ของเรากับท่านอ๋อง ที่นั่นเราจะเดินอย่างไรก็ไม่มีใครขวางได้”
“แล้วบ้านหลังนี้ล่ะ เพิ่งซื้อเมื่อปีที่แล้วเอง จะให้จากมาแบบกะทันหันเช่นนี้...”
ระหว่างที่กล่าว น้ำตาของจินซื่อก็ไหลออกมา
แม้นางมักจะถือดี แต่ไม่ใช่คนโง่ หากสามีตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว นางยังจะขัดขวางให้กลายเป็นคนตัดทางหนีทีไล่ของตัวเองอีกหรือ
หูต้ากล่าว “เรื่องนั้นง่ายยิ่งนัก ปล่อยเช่าไปเถอะ ปีหนึ่งอย่างไรก็ได้หลายสิบตำลึงเงิน ถือว่าเพิ่มรายได้ ข้าจะไปหานายหน้าทันที”
หูหลูพยักหน้า การตัดสินใจให้บ้านหูตามท่านซานเหออ๋องไปซานเหอก็ถือเป็นที่ตกลงแล้ว
ตกเย็น ท้องฟ้าเปลี่ยนแปลงกะทันหัน เมฆดำมืดปกคลุม ฝนตกลงมาอย่างหนัก
กลางดึกฝนเริ่มซา กลายเป็นฝนพรำเนิ่นนานไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
หลินอี้ยืนอยู่ในศาลาพักกลางสวน เขาไม่คาดคิดเลยว่าวันหนึ่งตนเองจะมีเรื่องให้ครุ่นคิดจนตื่นก่อนฟ้าสางเช่นนี้
หงอิ๋งกล่าว “ท่านอ๋อง เวลายังอีกนาน จะไม่กลับไปนอนอีกสักพักหรือพะย่ะค่ะ”
“ไม่แล้ว นอนไม่หลับ” หลินอี้ถอนหายใจกล่าว “ในจวนให้ใครอยู่เฝ้าไว้ ตัดสินใจกันเรียบร้อยหรือยัง”
หงอิ๋งกล่าว “เฒ่ากว๋อจ้าวผู้ดูแลสวน กับภรรยาของเขาฉินซื่อ ทั้งสองคนมั่นคงน่าเชื่อถือ ขอท่านอ๋องวางใจได้”
หลินอี้ยิ้มกล่าว “คนทั้งสอง ข้าย่อมวางใจ ฝากบอกกว๋อจ้าวด้วย ปลาทองของข้า อย่าให้ตายเสียล่ะ”
ปลาทองพวกนั้นเขาเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก บางตัวอยู่มาเกือบสิบปีแล้ว พาออกจากวังมายังนอกวัง ล้วนต้องเอาใจใส่อย่างที่สุด
“พะย่ะค่ะ กระหม่อมจะกำชับให้ดี”
หงอิ๋งที่ก้มตัวอยู่ พลันยืดตัวตรง เดินมาข้างกายหลินอี้ กล่าวเสียงต่ำว่า “ท่านอ๋อง กระหม่อมขอส่งท่านกลับห้องพักก่อนเถิด”
หลินอี้กล่าวอย่างจนใจ “เฮ้อ เจ้าชักจะขี้บ่นขึ้นทุกวันแล้วนะ ก็บอกแล้วว่า ตอนนี้นอนไม่หลับ ในห้องก็ร้อน ออกมาอยู่ข้างนอกยังเย็นสบายกว่า รออีกสักพัก พอได้เวลา เราก็ออกเดินทางกัน”
“แต่ฝนยังไม่หยุดตกเลยพะย่ะค่ะ”
หงอิ๋งกล่าวพร้อมกับร่างกายที่ตึงเครียด “ท่านอ๋อง ท่านกลับเข้าไปในห้องก่อนเถิด”
หลินอี้กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ฝนตกจะเป็นอะไรไป เมื่อเช้ายังพูดอยู่เลย ต่อให้ฝนตกลงมาเป็นมีด ก็ต้องออกเดินทางอยู่ดี”
โฮ่ง โฮ่ง
จู่ๆ ก็มีเสียงสุนัขเห่าดังขึ้นมาจากสวน
หลังจากเห่าไปสองครั้ง ก็เงียบหายไป เหลือเพียงเสียงครางต่ำๆ
หงอิ๋งขยับเข้ามาใกล้หลินอี้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าใครจะมาหรือไม่ เขาจะไม่มีวันทิ้งห่างท่านอ๋องแม้แต่ก้าวเดียว
หลินอี้กำลังรู้สึกสงสัย ก็พลันเห็นด้วยแสงไฟอ่อนๆ จากโคมในศาลา ว่าในความมืดเบื้องบนนั้น คล้ายจะมีเงาคนปรากฏอยู่
“เจ้าขันทีตัวน้อย ฟื้นตัวได้เร็วนักนี่นะ”
หลินอี้ได้ยินเสียงสตรีคนหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าอยู่ไกลหรือใกล้ ราวกับอยู่ตรงหูแต่อยู่ห่างเป็นลี้
“เป็นเจ้า”
สีหน้าของหงอิ๋งเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
เงานั้นค่อยๆ เดินออกจากความมืด ถอดหมวกงอบลง วางไว้บนเก้าอี้ตรงขอบประตู แล้วยิ้มมองหงอิ๋งกล่าว “อย่างไร จะลงมือกับข้าอีกหรือ”
“ที่แท้ก็เป็นท่าน......”
หลินอี้มองเห็นหน้าสตรีนางนั้นชัดเจน ในที่สุดก็ตบไหล่หงอิ๋ง เป็นเชิงบอกว่าไม่ต้องตึงเครียด
สตรีร่างสูงสง่า หน้าตางดงามผู้นี้ ก็คือ เหวินจ้าวอี้ แห่งตำหนักเย็น
นางออกจากวังมาได้อย่างไร
แล้วมาที่นี่ด้วยเหตุใด
“อย่างไรเล่า” เหวินจ้าวอี้ยิ้มกล่าว “ออกจากวังแค่สองปีเท่านั้น เจ้าไม่รู้จักข้าแล้วหรือ”
“ท่านย่าท่านมาทำไมไม่บอกกันก่อนเลย เชิญนั่งก่อน”
หลินอี้หันไปบอกหงอิ๋ง “มัวยืนอึ้งอะไรอยู่ รีบไปชงน้ำชา”
“ข้าบอกก่อนแล้วล่ะ เจ้ายังกล้าไปรับข้าหรือไม่”
เหวินจ้าวอี้ถามอย่างหยอกเย้า
“แน่นอน....” หลินอี้ยิ้มแห้ง “ไม่กล้าอยู่แล้ว ข้ามีความแค่ไหนท่านย่าท่านย่อมรู้ดี”
“นิสัยเจ้านี่ ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย”
เหวินจ้าวอี้นั่งลงอย่างไม่ถือตัว รับถ้วยชาที่หงอิ๋งยื่นให้พลางมองเขาด้วยสายตาตรึงแน่นแล้วยิ้ม “ขันทีน้อย เจ้าไม่รู้จักข้าจริงๆ หรือไร”
หงอิ๋งกล่าวเสียงเย็น “กระหม่อมมิกล้าลืม”
“เช่นนั้นรีบขอบคุณท่านย่าเถิด ท่านย่าผู้มีอิทธิฤทธิ์ล้ำลึก วาสนาไร้ขอบเขต เป็นอมตะยั่งยืนยิ่งฟ้าทักษะของเจ้าที่ห่วยแตก หากไม่ใช่เพราะนางยั้งมือไว้ เจ้าคิดว่าตัวเองจะหนีออกมาได้หรือ”
ถึงแม้หลินอี้จะโง่เพียงใด เวลานี้เขาก็เข้าใจแล้วว่า ผู้ที่ลอบโจมตีหงอิ๋งเมื่อคืนก่อนก็คือเหวินจ้าวอี้ผู้นี้
“ปากเก่งนักนะ...” เหวินจ้าวอี้กล่าว “พูดตามตรง ตอนนั้นข้าก็ไม่รู้ว่าเป็นเขา ไม่อย่างนั้นคงไม่ลงมือแรงถึงเพียงนี้
ถ้าเขาตายไป ข้าเองก็คงไม่กล้าหน้าด้านมาหาเจ้าแล้ว”
นิ้วเรียวของเหวินจ้าวอี้กดเบาๆ บนหน้าผากของหลินอี้ สายตาของหงอิ๋งที่ยืนอยู่ข้างๆ เต็มไปด้วยเหงื่อเย็น พร้อมจะระเบิดตัวเข้าช่วยเจ้านายได้ทุกเมื่อ
“กระหม่อมขอบพระทัยที่ไว้ชีวิต”
หงอิ๋งต้องยอมรับว่า คืนนั้นหากเหวินจ้าวอี้ไล่ตามต่อ เขาที่บาดเจ็บสาหัสย่อมหนีไม่รอดแน่นอน
“พอแล้ว เจ้าไปเถิด อย่ามาขวางหูขวางตาอีก”
หลินอี้ก็ไล่หงอิ๋งออกไป แล้วชงน้ำเติมให้เหวินจ้าวอี้ด้วยตนเอง “ท่านย่า ท่านมาคราวนี้เพราะ...”
“เฮ้อ” เหวินจ้าวอี้ถอนหายใจหนักๆ “ข้าจำไม่ได้แล้วว่าเป็นไอ้เด็กเวรคนไหนที่เคยพูดไว้ว่าจะเลี้ยงดูข้ายามแก่”
“อา......”
หลินอี้อ้าปากค้างด้วยความตกใจ
……………..