เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

17 - ผีหลอกแน่ๆ

17 - ผีหลอกแน่ๆ

17 - ผีหลอกแน่ๆ


17 - ผีหลอกแน่ๆ

หงอันก้มหน้าต่ำ มองพี่สาวตรงหน้าที่งดงามราวกับเซียนหญิง กระทั่งความกล้าที่จะกล่าวก็ยังไม่มี

“ท่านอ๋องสั่งให้ท่านอาจารย์ของเจ้าออกไปจัดการธุระอีกไม่กี่วันก็กลับมาแล้ว”

หมิงเยว่เองก็ไม่รู้ว่าหงอิ๋งไปที่ใด แต่เมื่อท่านอ๋องไม่กล่าว นางในฐานะบ่าวทาสก็ไม่กล้าซักไซ้ ได้แต่พยายามปลอบใจสาวน้อย

“อ้อ.....ขอบคุณพี่หมิงเยว่”

หงอันกล่าวอย่างผิดหวัง

หมิงเยว่ถามด้วยเสียงอ่อนโยน “อาจารย์ของเจ้าให้ฝึกวรยุทธ์หรือไม่ แล้วเหตุใดจึงไม่ฝึกให้ดีเล่า”

หงอันกล่าว “พี่สาว ข้าเชื่อฟังอาจารย์มาก ข้าฝึกเสร็จแล้ว แต่วันนี้อาจารย์สัญญาว่าจะสอนทักษะเงามายาถลากลิ่น ข้าหาท่านไม่พบ”

“เจ้าฉลาดจริงๆ อีกไม่นานก็จะได้เรียนเงามายาถลากลิ่นแล้ว” (เป็นวิชาตัวเบาของชีเทียนซิมพระรองจากเรื่องศึกสายเลือดของเซียงกัวเตี้ย)

หมิงเยว่ตกตะลึงเล็กน้อย ในที่สุดนางก็เชื่อสิ่งที่ผู้ดูแลหงกล่าว เด็กสาวผู้นี้เป็นอัจฉริยะด้านการฝึกยุทธ์ นางยิ้มออกเล็กน้อยกล่าวว่า “อย่างนั้นให้พี่สอนเจ้าเองดีหรือไม่”

“ดี ขอบคุณพี่สาว....”

หงอันพยักหน้ารัวเร็ว

“อย่างนั้นพี่จะฝึกให้เจ้าดู ให้ตั้งใจดูวิธีก้าวย่างของพี่ให้ดี”

หมิงเยว่กล่าวจบก็ก้าวหมุนตัว ยกกายลอยขึ้นยืนเหยียบกลางอากาศ จากนั้นจึงพุ่งขึ้นสู่หลังคาอย่างแผ่วเบา หันมายิ้มให้หงอันเบื้องล่าง กางแขนออก หมุนตัวกลางอากาศหลายรอบก่อนจะร่อนลงสู่พื้น

งดงามดั่งหงส์สะดุ้งไหว อ่อนช้อยดั่งมังกรว่าย

“พี่สาวช่างเก่งจริงๆ”

หงอันทนไม่ได้ต้องเอ่ยชมออกมา

“เจ้าตั้งใจฝึก จะเก่งกว่าพี่เสียอีก เจ้าเห็นวิธีเคลื่อนไหวของพี่ชัดหรือไม่”

หมิงเยว่กำชับ “หนึ่งลมหายใจให้เปลี่ยนสามก้าว ไม่เช่นนั้นเจ้าจะตกลงมา

หากฝึกสำเร็จแล้ว เจ้าก็จะสามารถเหยียบหญ้าข้ามต้นไม้ ปีนป่ายผาสูง เหยียบผิวน้ำข้ามแม่น้ำ ได้อย่างอิสระ”

“อืม”

หงอันพยักหน้าแรงๆ

หมิงเยว่กำลังจะกล่าวอะไรต่อ ก็ได้ยินเสียงของหลินอี้ตะโกนมา

นางไม่มีเวลากำชับอะไรกับหงอัน รีบวิ่งไปทันที

“โอ๊ย สะดุ้งหมดเลย.....”

หลินอี้ยกผ้าขนหนูที่ปิดหน้าผากออก ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกใจ

“ท่านอ๋อง ท่านฝันร้ายหรือเพค่ะ”

หมิงเยว่ชงน้ำชาให้ใหม่

“ไม่มีอะไร.....”

หลินอี้รับผ้าขนหนูที่ล้างใหม่แล้วเช็ดหน้าไปด้วย กล่าวไปด้วย “ตอนค่ำอย่าทำกับข้าวเยอะนัก อากาศร้อน กินไม่ลง ต้มข้าวฟ่างสักหน่อย กับข้าวนิดหน่อยก็พอ”

“เพค่ะ”

หมิงเยว่ก้มตัวรับคำ

“ท่านอ๋อง” จื่อเซี่ยกลับมาจากด้านนอก

“วันนี้มีข่าวอะไร กล่าวมาเถิด”

หลินอี้หาวหนึ่งครั้ง วางผ้าขนหนูที่ใช้แล้วลงบนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นก็ยกถ้วยชาขึ้นมาจิบ เป่าชาเบาๆ พร้อมใช้ฝาชาคนใบชาไม่หยุด

“ท่านอ๋อง วันนี้ตอนเช้าราชสำนักเกิดเรื่องใหญ่ จูกว๋อกงกล่าวว่า การกบฏทางตะวันตกเฉียงใต้กับตะวันตกเฉียงเหนือสิ้นสุดลงแล้ว ว่าต้าเซี่ยถอนทัพ ขณะนี้ทั่วหล้าเป็นสุข จึงขอกราบทูลลาออกกลับบ้านเกิด”

(กว๋อกงเป็นบรรดาศักดิ์ระดับเจ้าพระยา จูกว๋อกงเป็นบรรดาศักดิ์ขุนนางบู๊อันดับหนึ่งของราชสำนัก แต่มันก็ไม่เสมอไปทั้งหมด เพราะว่าบรรดาศักดิ์ระดับกว๋อกงสามารถสืบทอดได้ชั่วลูกชั่วหลาน บางทีลูกหลานอาจเปลี่ยนสายจากขุนนางบู๊มาเป็นนางบุ๋นหรือฝ่ายบัณฑิตในภายหลังก็ได้)

จื่อเซี่ยกล่าวพลางสังเกตปฏิกิริยาของหลินอี้ “แต่ฝ่าบาทไม่ทรงอนุญาต ทรงส่งฎีกาคืนกลับไป”

“แน่นอนว่าย่อมไม่ทรงอนุญาต ต้องรักษาหน้าตาไว้ อย่างน้อยต้องกราบทูลถึงสามครั้ง ไม่เช่นนั้นจะทำให้ใจคนหนาวเหน็บ”

บางเรื่องอยู่ในคาดการณ์ เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นไม่วันใดก็วันหนึ่ง

ท้ายที่สุดฮ่องเต้องค์ใดจะยอมให้แม่ทัพผู้หนึ่งถือครองกำลังทหารมากมายเช่นนั้นได้

ไม่ใช่เพราะจูกว๋อกงเก่งเกินไป แต่เพราะแม่ทัพคนอื่นกากเกิน ภาระทั้งหมดจึงตกอยู่ที่เขาผู้นั้นแต่เพียงผู้เดียว

เพียงแต่ เขาไม่คิดว่า ฮ่องเต้ผู้เป็นบิดาจะเร่งรีบเช่นนี้

อย่างไรเสีย ทั่วหล้ายังมิได้สงบอย่างแท้จริง

หากไม่มีท่าทีจากพระองค์ จูกว๋อกงจะยอมสละอำนาจทหารเร็วถึงเพียงนี้หรือ

จื่อเซี่ยเฝ้ารอจนท่านอ๋องกล่าวจบ จึงกล่าวต่อว่า “ยังมีอีกเรื่อง จิ้งอ๋องตกจากหลังม้า บาดเจ็บ ขณะนี้กำลังพักฟื้น ไม่ออกพบผู้ใด”

“เรื่องแปลกมีทุกปี ปีนี้มีมากเป็นพิเศษ”

หลินอี้หัวเราะพลางมองไปที่หมิงเยว่กับจื่อเซี่ยกล่าวว่า “จิ้งอ๋องจะตกจากหลังม้า

เรื่องเหลวไหลเช่นนี้ พวกเจ้าจะเชื่อหรือ”

จื่อเซี่ยกล่าว “ท่านอ๋องทรงมองการณ์ไกล จิ้งอ๋องผ่านสนามรบมาไม่น้อย จะตกจากหลังม้าได้อย่างไร”

พูดไปพูดมาก็เผลอคิดถึงท่านอ๋องของพวกนางขึ้นมา คนอย่างท่านอ๋องของพวกนาง ดันขี่ม้าไม่เป็น...

เกือบกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่

หมิงเยว่ก็พยักหน้าเห็นด้วยกล่าวว่า “ยอดฝีมือระดับนั้นต่อให้ตกจากกำแพงเมืองยังไม่เป็นไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตกจากหลังม้า”

“เขารู้ดีอยู่แก่ใจว่าโกหกแบบนี้แม้แต่ผีก็ยังไม่เชื่อ แล้วจะพูดออกมาทำไมกันเล่า” หลินอี้ถอนหายใจกล่าว “ข้าไม่เข้าใจจริงๆ

เฮ้อ...ข้าไม่อยากสนใจอีกแล้ว อีกไม่นานข้าก็จะไปจากที่นี่แล้ว เมืองอันคังนี้ต่อให้น้ำท่วมฟ้าท่วมดินก็ไม่เกี่ยวอะไรกับข้าสักนิด โอ้ จริงสิ ข้าเคยบอกพวกเจ้าสองคนแล้ว เตรียมตัวให้ดี อีกไม่กี่วันก็ออกจากจวนได้แล้ว”

“ท่านอ๋อง.....”

สองสาวทรุดตัวลงคุกเข่าพร้อมกัน

“พวกเจ้าสองคนก็อายุยี่สิบสามกันแล้ว ถ้าอยู่บ้านอื่น อย่างน้อยก็มีลูกเป็นคอก”

หลินอี้กล่าวอย่างจริงจัง “พวกเจ้าอยู่กับข้ามาหลายปี ข้านี่แหละที่ทำให้พวกเจ้าชักช้า ข้าต้องขออภัย”

หมิงเยว่ส่ายหน้ากล่าว “ท่านอ๋อง หม่อมฉันไม่ไปไหนเพค่ะ”

จื่อเซี่ยก็กล่าวตามว่า “หม่อมฉันก็ไม่ไป ขอตายตามท่านอ๋องเพค่ะ”

“ถุย กลางวันแสกๆ จะพูดอะไรตายไม่ตายกัน”

หลินอี้กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “ถ้าไม่ไป ก็ต้องไปกับข้าที่ซานเหอ ที่นั่นกันดาร เต็มไปด้วยเผ่าป่าเถื่อนกับนักโทษที่ถูกเนรเทศ อย่าว่าแต่หาคู่เลย จะหาคนก็ยังยาก”

หมิงเยว่กล่าวเสียงเข้ม “หม่อมฉันไม่แต่งงานไปชั่วชีวิตเพค่ะ”

“พูดจาไร้เหตุผล”

หลินอี้ส่ายหน้ากล่าว “อย่างไรก็ต้องแต่งอยู่ดี พวกเจ้าตอนนี้กินเก่งขึ้นทุกวัน คิดจะกินให้ข้าจนหรืออย่างไร จวนอ๋องก็ไม่ได้มีข้าวสำรองมากมาย”

สองสาวที่คุกเข่าอยู่ถึงกับหัวเราะทั้งน้ำตา

“พูดแล้วก็กลุ้มใจ พวกเจ้าสองคนนี่ลำบากจริง”

หลินอี้กล่าวต่อ “มีตำแหน่งขุนนาง แต่คนพวกนั้นก็หรูหราเกินไป พวกเจ้าก้าวเข้าไปไม่ถึง

ทำการค้าก็เถอะ ถึงจะมีเงินก็สามภรรยาสี่อนุ ไม่แน่พวกเจ้าจะทนความอัปยศได้หรือไม่

ส่วนพวกชาวนา ภาษีส่วยแรงงานสารพัด ข้ากลัวพวกเจ้าจะอดตายเอา”

“ท่านอ๋องกล่าวถูกแล้ว”

จื่อเซี่ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ดังนั้นพวกเราสองพี่น้องตั้งใจจะอยู่กับท่านอ๋องไปตลอดชาติ วันหน้าอย่างน้อยก็ยังดูแลคุณชายน้อยได้”

“หม่อมฉันไม่มีญาติพี่น้องอีกแล้ว”

หมิงเยว่กล่าวเสียงสั่น “ถ้าท่านอ๋องไม่ต้องการหม่อมฉันอีก ฟ้าดินกว้างใหญ่ก็ไร้ที่ให้หม่อมฉันยืนหยัดอยู่ได้ หม่อมฉันขอตายเสียยังดีกว่า”

“เฮ้อ อย่าเอาแต่พูดถึงเรื่องตาย...ถุย...”

หลินอี้กล่าวเสียงอ่อน “พวกเจ้าจงใจทำให้ข้าอึดอัดใจหรืออย่างไร”

“หม่อมฉันไม่กล้าเพค่ะ”

ทั้งสองคนกล่าวพร้อมกัน

หลินอี้มองไปที่จื่อเซี่ยกล่าวว่า “ข้าจำได้ว่าพ่อแม่เจ้าก็ยังอยู่ไม่ใช่หรือ”

จื่อเซี่ยกล่าว “ที่บ้านหม่อมฉันเหลือเพียงพี่ชายคนเดียว พี่สะใภ้ก็แสนจะใจร้าย หากหม่อมฉันกลับไป ไหนเลยจะมีจุดจบที่ดีเล่า”

“เฮ้อ ไว้พูดกันวันหลังแล้วกัน”

ยามอาทิตย์ลับขอบฟ้า หลินอี้มักจะรู้สึกผิดเสมอ แต่ละวันเหมือนกำลังจะทำอะไรสักอย่าง ทว่าไม่นานฟ้าก็พลบค่ำเสียแล้ว

กลางดึก ฝนที่ห่างหายไปนานก็ตกลงมา

แม้จะตกไม่นาน แต่ก็ชะล้างฟ้าดินให้สะอาดขึ้นอย่างมาก

พอแสงอาทิตย์สาดมา ซ่งเฉิงก็หาวพลาง มองผ่านหน้าต่างไปก็เห็นหงอิ๋งยืนอยู่ในลานบ้าน

เขารีบวิ่งออกไปกล่าวว่า “หัวหน้าหง ท่านยังไม่หายดี ทำไมออกมาแล้วเล่า”

หงอิ๋งหลับตาอยู่ ไม่ไหวติงกล่าวว่า “เฮ่อเฮ่อ หยินหยาง พระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันออก มิได้หลอกลวงเรา”

“หัวหน้าหง.....”

ซ่งเฉิงค่อยๆ ขยับเข้าไปหา เขารู้สึกว่าหงอิ๋งมีอะไรเปลี่ยนไปบางอย่าง แต่ก็ไม่สามารถอธิบายได้

หงอิ๋งยิ้มให้เขาแวบหนึ่ง แล้วกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “กลับจวน”

ซ่งเฉิงกำลังจะกล่าวอะไร ทันใดนั้นก็พบว่าข้างหน้ามีเพียงเงาเลือนของหงอิ๋งเท่านั้น

“ผีหลอกแน่ๆ!”

ซ่งเฉิงขยี้ตาด้วยความไม่เชื่อสายตา

…………….

จบบทที่ 17 - ผีหลอกแน่ๆ

คัดลอกลิงก์แล้ว