- หน้าแรก
- ทำไงได้ ก็ข้าไม่อยากเป็นฮ่องเต้นี่หว่า
- 6 - อ๋องประหลาด
6 - อ๋องประหลาด
6 - อ๋องประหลาด
6 - อ๋องประหลาด
นครอันคัง เมืองหลวงแห่งแคว้นเหลียง มีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส หากมองจากเบื้องบนก็จะเหมือนกับกระดานหมากรุก
ถนนแต่ละสายแทบจะเป็นเส้นตรงทั้งหมด แทบไม่มีถนนเฉียง ถนนที่มุ่งไปยังประตูเมืองแต่ละทิศนั้นกว้างที่สุด ถือเป็นเส้นหลักของทั้งเมือง
หลินอี้ขี่ล่อแกว่งไกวอย่างเกียจคร้าน พอถึงถนนสายหลักที่มุ่งไปยังประตูเมืองทิศใต้ ก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
ถนนกว้างนั้นสะอาดกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีผู้คนอยู่กลางถนนแม้แต่เงาเดียว
แต่สองฝั่งถนนกลับแน่นขนัดไปด้วยฝูงชน แม้แต่ในร้านค้าริมถนนก็แน่นจนแทบไม่มีที่ยืน ทุกสายตาล้วนจับจ้องไปทางประตูเมืองทิศใต้ เหล่าทหารจากกรมทหารประจำประตูเมืองใต้ถือโล่และทวนเหล็กกำลังควบคุมฝูงชนอย่างเข้มงวด
ขณะที่เขายังสงสัยอยู่นั้น ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งสวมเกราะผ้าสีน้ำเงิน สวมงอบ และรองเท้าหนังแบบเจ้าหน้าที่ ก็เดินเข้ามาคำนับอยู่เบื้องหน้าของเขา
“ขอคารวะซานเหออ๋อง”
“โห ท่านแม่ทัพจาง ไม่เจอกันนานเลยนะ ข้าคิดถึงท่านจะแย่”
หลินอี้จำเขาได้ เขาคือจางเหมี่ยน รองแม่ทัพจากกรมบัญชาการทหารเมืองอันคัง เป็นผู้รับผิดชอบดูแลประตูเมืองทิศใต้ เปรียบเสมือนหัวหน้าฝ่ายดับเพลิง ตำรวจ เจ้าหน้าที่เทศกิจ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในคนเดียว ที่ประตูเมืองใต้ เขาคือผู้มีอำนาจสูงสุด
หลินอี้เกือบจะอดถามไม่ได้ว่า "แต่งตัวหนาอย่างนี้ ไม่ร้อนหรืออย่างไร?"
“ท่านอ๋องพูดล้อข้าอีกแล้ว” มุมปากของจางเหมี่ยนกระตุกเล็กน้อย
เมื่อสองวันก่อนก็เพิ่งเจอกันเองไม่ใช่หรือ?
เขาฝืนยิ้มแล้วพูดต่อ “ท่านอ๋องก็มาเพื่อรับแม่ทัพหยวนหรือ? วันนี้ทางการสั่งปิดถนน เป็นพระราชโองการของฝ่าบาท”
“ใครนะ?” หลินอี้ทำหน้างุนงง
“ท่านอ๋อง วันนี้แม่ทัพหยวนชิงนำกองทัพกลับจากชัยชนะ ฝ่าบาทโปรดให้ไท่จื่อนำขุนนางหกกรมออกไปรับเสด็จ” หงอิ๋งที่ยืนข้างๆ รีบอธิบาย
“อะไรนะ? ลุงข้ากลับมาแล้วอย่างนั้นหรือ!?” หลินอี้โกรธขึ้นมา “เสี่ยวอิ๋ง เรื่องใหญ่ขนาดนี้ เจ้ากลับไม่บอกข้าเลย!? นั่นน่ะ ลุงข้าแท้ๆ เลยนะ!”
มารดาของเขา หยวนเฟย เป็นบุตรสาวแห่งตระกูลขุนศึก มีชื่อเสียงเกรียงไกร บิดาคือหยวนอั้ง ขุนนางเสาหลักแห่งแคว้น
ส่วนพี่ชายของมารดา คือหยวนชิง แม่ทัพพิทักษ์แดนเหนือ และผู้ว่าการชายแดนฝ่ายเหนือ เป็นแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ที่กุมอำนาจทางทหารหลายแสนคน
หากหลินอี้คิดจะแย่งบัลลังก์ขึ้นมาจริงๆ เขาย่อมมีโอกาส เพราะไม่มีใครสู้เขาได้ในด้านกองทัพ
ลองดูองค์ชายรองหวังผิงชวนสิ มารดาเสียตั้งแต่เด็ก ฮ่องเต้ก็ไม่ใส่ใจ วงศ์ญาติฝั่งมารดาอ่อนแอ เรียกได้ว่าไร้ที่พึ่ง
ตั้งแต่ตั้งปณิธานจะเป็นฮ่องเต้ เขาก็เข้าสู่สนามรบ ฝึกฝนตนเอง จนกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นแปดในวัยหนุ่ม มีฝีมือ ไม่ถือตัว และมีมนุษยสัมพันธ์ดี เป็นที่รักของแม่ทัพและทหาร
ฮ่องเต้เห็นว่าเขาเก่งด้านการศึก จึงมอบให้ไปปกครองแคว้นชวนในตะวันตกเฉียงใต้
แคว้นชวนรายล้อมด้วยดินแดนเถื่อน ศัตรูรุกรานอยู่เสมอ
องค์ชายรองมักนำทัพออกศึกด้วยตนเอง จนวันหนึ่งถูกยอดฝีมือของคนเถื่อนล้อมไว้สามคน ต่อสู้อย่างหนักจนหมดแรง สุดท้ายถูกช้างของศัตรูเหยียบตาย
ตอนที่ศพถูกส่งกลับมายังเมืองหลวง เขาในวัยเพียงห้าขวบก็ได้ไปดู สภาพศพนั้นแทบดูไม่ได้
จนถึงวันนี้ หลินอี้ยังมีบาดแผลในใจจากเหตุการณ์นั้น
ในตอนนั้น เขาก็ตระหนักว่า การแย่งบัลลังก์คือการเอาชีวิตไปแลก
เขาไม่สามารถทนความลำบากเช่นนั้นได้ จึงเลือกปล่อยโอกาสให้ผู้อื่น
ด้วยเหตุนี้ ไท่จื่อ องค์ชายสาม องค์ชายสี่ ต่างก็แสดงท่าทีเป็นมิตรกับเขา
หวังให้หลินอี้เป็นพันธมิตรของตน เพื่อดึงเอาอำนาจจากตระกูลหยวนมาเป็นพวก
แต่ปัญหาก็คือ หากหลินอี้ใกล้ชิดกับตระกูลของมารดามากเกินไป ไท่จื่อและคนอื่นๆ ก็อาจไม่ไว้ใจเขาอีก
แม้แต่ฮ่องเต้เอง ก็อาจหันมาจับตามองเขาอย่างใกล้ชิด
เขาไม่สามารถขัดใครได้เลย กับฝ่ายนอกก็ต้องหลีกเลี่ยงให้ห่าง
“ท่านอ๋อง กระหม่อมผิดไปแล้ว...” หงอิ๋งทำหน้าขื่นขม
ทั้งที่จริงแล้ว เขาแจ้งไปแล้วด้วยซ้ำ...
ตอนนั้นท่านอ๋องยังพูดกลับมาว่า “กลับมาก็กลับมาเถอะ เรื่องแค่นี้อย่ามากวนข้านอน!”
จางเหมี่ยนเหลือบตามองหงอิ๋งด้วยความเห็นใจ
ซานเหออ๋องผู้นี้คือผู้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ที่สุดในเมืองหลวง เคยด่าผู้บัญชาการราชองครักษ์ต่อหน้า กลางถนนก็เคยชกหน้าบุตรเสนาบดีใหญ่ฉีจง ไม่มีอะไรที่เขาไม่กล้าทำ
ครั้งหนึ่งยังมีบัณฑิตที่เดินทางเข้าสอบในเมืองแต่งกลอนว่า
“หมื่นพันบุปผางามอวดสีสัน ยอดกิ่งไม้คือซานเหออ๋อง...”
บทกลอนนี้ยังคงแพร่หลายในเมืองหลวงจนถึงทุกวันนี้
ทุกครั้งที่ซานเหออ๋องก่อเรื่องในเขตเมืองใต้ ผู้ที่ต้องไปจัดการก็คือเขา จางเหมี่ยน
แต่เขาไม่กล้าเผชิญหน้าซานเหออ๋องโดยตรงเลยสักครั้ง ทุกครั้งล้วนติดต่อผ่านหงอิ๋ง
เขารู้ดีว่า หงอิ๋งระมัดระวังและรอบคอบเพียงใด
เขาไม่เชื่ออย่างเด็ดขาดว่า หงอิ๋งในฐานะหัวหน้าผู้ดูแลจวนซานเหออ๋องจะลืมแจ้งเรื่องสำคัญเช่นนี้
“รู้ผิดแล้วแก้ไขได้ ก็นับว่าไม่เลว...แต่...”
หลินอี้กล่าวอย่างปวดใจ “โทษตายอาจเว้นได้ แต่โทษเป็นอยู่ต้องได้รับ ลงโทษกลับไปคัดหนังสือร้อยรอบ!
ตั้งใจเรียนรู้วัฒนธรรมบ้าง ไม่มีความรู้ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ!”
“ขอบพระคุณท่านอ๋อง!” หงอิ๋งดีใจออกนอกหน้า
ก่อนจะเข้าสู่วังหลวง เขายากจนข้นแค้น ไม่เคยเรียนหนังสือแม้แต่วันเดียว อ่านไม่ออกสักตัว
ต่อมาได้ติดตามอยู่ข้างกายซานเหออ๋อง ระหว่างที่ท่านอ๋องสอนหนังสือให้กับองค์หญิงหวยหยาง ก็สอนเขาไปด้วย
เมื่อเขาเริ่มมีความรู้ จึงช่วยท่านอ๋องคัดลอกนิยายที่อ๋องแต่งขึ้นเอง เพื่อเอาใจองค์หญิงหวยหยาง
แต่หลังจากที่ท่านอ๋องออกจากวังมีจวนของตนเองแล้ว ก็ไม่มีใครเข้าออกห้องหนังสือของท่านอ๋องได้ตามใจอีกเลย
รวมถึงเขาซึ่งเป็นผู้ดูแลจวน
เขาเองเข้าไปได้ก็เพราะต้องรายงานเรื่องบางอย่าง
แต่เขารู้ว่า ช่วงนี้ท่านอ๋องกำลังแต่งหนังสือใหม่ เขาไม่รู้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร
แค่เพียงครั้งหนึ่ง เขาเผลอได้ยินท่านอ๋องพูดพึมพำว่า
“ข้าเขียน ‘เฟิงเสินเยี่ยนอี่’ จบแล้ว! ด้วยสติแน่วแน่ ดวงจิตตั้งมั่น เสียงไม่เอื้อนลิ้น กลิ่นไม่ดึงใจ ร่างไม่ไหวเอน ใจจึงรวมศูนย์เรียกว่า ‘ห้าธาตุรวมหนึ่ง’… ข้าเก่งจริงๆ ข้าคืออัจฉริยะ!”
คนพูดไม่ได้คิดอะไร แต่คนฟังกลับจำฝังใจ
สามวันต่อมา เขารู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไป
เปลี่ยนไปอย่างไร เขาเองก็อธิบายไม่ได้ เขาเคยมีอาจารย์ แต่ไม่เคยเข้าวงการ ไม่รู้ว่าตนอยู่ระดับไหน
แต่ที่แน่ๆ เวลาเผชิญหน้ากับปรมาจารย์ยุทธอย่างหลิวเฉาเหยียน เขาไม่รู้สึกกลัวเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป
ครั้งนี้หากท่านอ๋องสั่งให้คัดหนังสือ และเขาได้เข้าไปในห้องหนังสืออีก เขาเชื่อมั่นว่าเขาจะพัฒนายิ่งขึ้นได้อีกแน่
ดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นจากกำแพงเมืองอันคัง ความร้อนเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
หลินอี้หาวยาวหนึ่งครั้ง พับแขนเสื้อขึ้นเหนือข้อศอก แล้วกล่าวคำนับจางเหมี่ยนว่า
“ท่านแม่ทัพจาง ท่านทำหน้าที่ต่อเถิด ข้าจะไม่รบกวนแล้ว ลาก่อน”
วันนี้ประตูเมืองใต้นั้นต้องมีเหล่าขุนนางมากมายมารวมตัว รวมถึงพวกพี่ชายต่างมารดาของเขาเอง เขาควรหลีกไปจะดีกว่า
พูดจบก็หมุนตัวล่อกลับ เตรียมกลับจวน
“น้องเก้า วันนี้เจ้าก็ออกมาต้อนรับแม่ทัพหยวนหรือ?”
หลินอี้เพิ่งเงยหน้าขึ้น ก็เห็นไท่จื่อหลินรุ่ยยืนอยู่กับขุนนางทั้งหกกรม ตามหลังเขามีองค์ชายสามจิ้งอ๋อง องค์ชายสี่จิ้นอ๋อง องค์ชายเจ็ดหนานหลิงอ๋อง องค์ชายสิบสอง หย่งอันอ๋อง และเหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊เต็มไปหมด
*เฟิงเสินเยี่ยนอี่ หรือเฟิงเสินปัง ก็คือห้องสิน เป็นตำนานสถาปนาเทพจีน ตัวหลักก็คือเทพนาจา เอ้อหลาง เจียงจื่อหยา ต๋าจี
………