4 - หงอัน
4 - หงอัน
4 - หงอัน
“ท่านอ๋อง!”
หงอิ๋งทรุดตัวลงคุกเข่าทันที
“ทำอะไรของเจ้า?”
หลินอี้ถลึงตาใส่เขา
“กระหม่อมจะไม่มีวันลาท่านอ๋องไปไหนเด็ดขาด!” หงอิ๋งประกาศความจงรักภักดี
“ประสาท” หลินอี้กล่าวอย่างเย็นชา “ถ้าชอบคุกเข่านัก ก็จงคุกเข่าทั้งคืนเลยแล้วกัน”
“ท่านอ๋อง...” หงอิ๋งลุกขึ้นยืนเร็วกว่าตอนคุกเข่าเสียอีก
“เฮ้อ...ถ้าไปถึงทางใต้แล้วชีวิตเรามันแย่เกินไปล่ะก็” หลินอี้พูดอย่างเรียบเฉย “เราก็ไปแสดงกายกรรมข้างถนน เจ้าเล่นเข็มบินได้ดีอยู่ อย่างไรก็ต้องมีคนมุงดูแน่”
แม้เขาจะเคยดูแคลนทักษะกึ่งๆ กลางๆ ของหงอิ๋งอยู่บ้าง แต่ในใจก็อดอิจฉาไม่ได้
แคว้นเหลียงยกย่องการต่อสู้ ก่อตั้งประเทศด้วยกำลัง ราชวงศ์ส่งเสริมศิลปะการต่อสู้ เด็กชายในราชวงศ์ตั้งแต่เจ็ดขวบก็จะมีครูฝึกเฉพาะในวังสอนให้ แม้กระทั่งตัวเขาเองที่ไม่เป็นที่โปรดปรานก็เช่นกัน
การฝึกยุทธ์นั้นต้องอาศัยพรสวรรค์ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือความมานะและความกล้าหาญ
แต่เขาในฐานะคนทะลุมิติมา ดันขาดสิ่งนั้นเสียอย่าง
นิสัยที่เคยชินจากชาติที่แล้ว แก้ไม่ได้ในชาตินี้ ไม่มีความพากเพียรหรืออดทนจะเรียนศิลปะการต่อสู้เลย
คิดว่าเป็นองค์ชาย ออกไปไหนก็มีองครักษ์ติดตาม ไม่แย่งชิงบัลลังก์ แล้วจะฝึกวรยุทธ์ไปเพื่ออะไร?
สิบแปดปีมานี้ เขารู้แค่หมัดห้าก้าวพื้นๆ เท่านั้น ที่สำคัญยังฝึกได้แต่ไร้พลัง ท่วงท่าก็ไม่แม่นยำ
จนเมื่อปีที่แล้วเกิดเหตุหนึ่งขึ้น ถึงได้รู้ว่าเข้าใจโลกนี้ง่ายเกินไป
ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเก้าสองคนยังบุกเข้าไปลอบสังหารในวังที่ป้องกันอย่างแน่นหนาได้!
แม้แต่ฮ่องเต้ผู้เป็นบิดายังไม่ปลอดภัย แล้วเขาจะเหลืออะไร
ตอนนี้ เขาก็แค่เสียใจว่าทำไมตอนเด็กถึงไม่ตั้งใจฝึก
ถ้าเขาใช้ความพยายามหน่อยเดียว ก็คงชกหงอิ๋งล้มได้ด้วยหมัดเดียวแล้ว
แต่ตอนนั้น หงอิ๋งไม่เพียงไม่มีอาจารย์สอน แม้แต่ตัวหนังสือยังอ่านไม่ออก
เขาเป็นคนค่อยๆ สอนหงอิ๋งให้อ่านหนังสือไปพร้อมกับหลินหนิงเอง แถมยังบังคับให้ฝึกเย็บผ้าเพื่อช่วยเขาเย็บกางเกงขาสั้นให้ดูได้หน่อย
จะไปให้ใครเย็บดี?
แม่แท้ๆ ก็ไม่ยอม
กรมเสื้อผ้าก็ไม่กล้า
อยู่มาวันหนึ่ง เขาเล่านิยายไซอิ๋วให้หลินหนิงฟัง ขณะที่เล่าถึงตอน “รากแห่งวิญญาณกำเนิด สร้างธรรมะจากจิตอันบริสุทธิ์...ปกป้องสรรพชีวิตด้วยเมตตาธรรม ก่อเกิดความดีในทุกสิ่ง...หากอยากรู้เคล็ดลับแห่งโชคชะตา...” หงอิ๋งกลับพูดขึ้นมาว่าเข้าใจแล้ว...
เขาถามว่าเข้าใจอะไร?
หงอิ๋งก็พูดไม่ออก
แต่ต่อมาเขาออกตรวจตราปลอมตัวแบบลับๆ หงอิ๋งก็อัดอันธพาลห้าคนล้มลงได้ง่ายๆ
เขาถึงได้รู้ว่า หงอิ๋งมีฝีมือขึ้นมาจริงๆ แล้ว
ถ้าตัวเองขยันหน่อย คงเหนือกว่าหงอิ๋งผู้ไม่มีครูสอนแน่
เฮ้อ...
บางเรื่อง พลาดไปแล้วถึงรู้ว่าเสียดาย
“ท่านอ๋อง...” หงอิ๋งยิ้มแห้ง “กิจการของสำนักคุ้มภัยยังดีอยู่เลยนะพะย่ะค่ะ”
อย่างไรก็ตาม...
“อา เจ้าพูดถึงก็ทำให้ข้านึกขึ้นได้” หลินอี้หาวออกมา “พวกเราจะไม่อยู่ในเมืองหลวงแล้ว ก็ขยับกิจการไปทางใต้ด้วยเลยก็แล้วกัน”
หลังอายุสิบขวบ วังก็เริ่มจ่ายเงินรายเดือนให้เขา สามตำลึงต่อเดือน เก็บเล็กผสมน้อยจึงเริ่มให้ซ่งเฉิง องครักษ์ของตน ออกไปลงทุนทำธุรกิจ
ร้านแรกที่เปิดคือโรงเตี้ยม เขานำแนวคิดร้านอาหารสมัยใหม่จากโลกเดิมมาผสม แม้จะไม่ดังเปรี้ยง แต่ก็ทำเงินได้ก้อนแรก
จากนั้นก็เปิดโรงเตี้ยมหลังที่สอง แล้วก็ตามด้วยหลังที่สาม
จนกระทั่งออกจากวัง เขาก็มีโรงเตี้ยมถึงหกแห่งในมือ
พอพ้นวังแล้ว ยิ่งไม่ต้องสนใจอะไรอีก
อย่างไรเขาก็เป็นคนคลั่งเงินตัวพ่อ
ใครขวางทางเงินของเขา ต่อให้เป็นสมุหราชองครักษ์ผู้เกรียงไกร เขาก็ด่าได้โดยไม่กลัว
เขาคือองค์ชายคนเดียวที่กล้าทำเช่นนี้ในบรรดาราชวงศ์
คนอื่นล้วนเกรงกลัวจะสูญเสียการสนับสนุนจากกององครักษ์จนหมดหวังขึ้นสู่บัลลังก์
วันนั้น หลังจากถูกฮ่องเต้ผู้เป็นบิดาเรียกไปตี แต่หลังจากนั้นไท่จื่อก็ส่งเส้นเอ็นกวางยี่สิบชั่ง หูฉลามห้าสิบชั่ง ลิ้นกวางห้าสิบชิ้น ลิ้นวัวห้าสิบชิ้น หอยเชลล์แห้งยี่สิบชั่ง
องค์ชายสามจิ้งอ๋องส่งสิงโตหยกขาวหนึ่งคู่
องค์ชายสี่จิ้นอ๋องใจกว้าง ส่งทองคำพันตำลึง
แม้แต่องค์ชายสิบสองที่อ่อนกว่าเขาหกปีก็ส่งไร่นาห้าสิบมู่มาให้หนึ่งผืน
นี่มันธุรกิจที่ไม่ขาดทุนเลยสักนิด
แค่พูดแขวะคน ก็ได้เงิน
จะไปสนทำไมว่าเขาเคยต่อยลูกชายเสนาบดีใหญ่ฉีจงไป
ก็แค่ดูแล้วไม่ชอบหน้า
ใครใช้ให้มันอาศัยอำนาจข่มเหงชาวบ้านเล่า
หลังจากนั้น กิจการของเขายิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ใครขวางทางผลประโยชน์ ก็มีพี่น้องหรือแม้แต่เหล่านางสนมในวังคอยคุ้มครองให้
ตอนนี้ เขามีโรงเตี้ยมสิบแห่ง ร้านขายข้าวสองร้าน ร้านอุปกรณ์ตกแต่งบ้านหนึ่งแห่ง ร้านผ้าไหมหนึ่งแห่ง และสำนักคุ้มภัยอีกหนึ่งแห่ง
“สำนักคุ้มภัยตะวันออก ทำภารกิจสำเร็จทุกครั้ง”
ตั้งแต่ก่อตั้งมายังไม่เคยล้มเหลวในงานใดเลย ทำให้เป็นที่รู้จักไปทั่วแดนใต้แดนเหนือ รายได้ปีที่แล้วสูงเท่ากับกำไรของกิจการอื่นรวมกัน
บางทีเขาก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า ทำโลจิสติกส์ในยุคโบราณนี่มันมีอนาคตจริงๆ
“ท่านอ๋อง” หงอิ๋งก้มตัว “กระหม่อมจะไปจัดการให้เอง แต่ซานเหออากาศร้อนจัด กระหม่อมเป็นห่วงสุขภาพของท่านอ๋อง...”
“เจ้ารู้ตัวไหมว่าตัวเองพูดมากแค่ไหน”
หลินอี้ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย เตรียมกลับเข้าห้องนอน อยู่นอกศาลานานเกินไปก็โดนยุงกัดเปล่าๆ
โลกนี้ไม่มีวัคซีน เขาเองก็ไม่มีภูมิต้านทาน ถ้าเป็นมาลาเรียขึ้นมาก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
แม้แต่เป็นหวัดหรือปอดบวม ยังอาจคร่าชีวิตไปครึ่งหนึ่ง
กว่าจะได้เกิดใหม่ จะมาตายแบบโง่ๆ ก็คงเป็นการผิดต่อสวรรค์ยิ่งนัก
หงอิ๋งมองตามหลินอี้เดินออกจากศาลา ก่อนจะส่งสัญญาณด้วยสายตาให้นางกำนัลสองคนตามไปรับใช้เจ้านายเข้านอน
ตัวเขาก็เริ่มฝึกฝนพลังลมปราณ นั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ
ยามดึก ลมพัดผ่านมา เขาขยับหูเล็กน้อย
ทันใดนั้นก็ดูเหมือนจะนึกอะไรออก ดวงตาเบิกโพลง ร่างพุ่งข้ามกำแพงจวนซานเหออ๋องอย่างไร้เสียง
“นางเด็กสารเลว! ดูสิว่ามารดาจะไม่ตีเจ้าให้ตาย!”
ยังไม่ทันเข้าใกล้ ก็ได้ยินเสียงหญิงสาวตะโกนลั่นยามค่ำคืน
เสียงร้องไห้ของเด็กค่อยๆ เบาลง
เขายืนอยู่หน้าบ้านเล็กๆ ที่ไม่ใหญ่กว่าคอกหมูมากนัก ไม่ยอมเข้าไปข้างใน
ซ่อนตัวอยู่ในความมืดมิด
ดวงจันทร์คล้อยต่ำลงเรื่อยๆ
เสียงประตูไม้ผุพังเปิดขึ้นเบาๆ ราวกับไร้เสียง
เด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งค่อยๆ ถอยออกจากประตูแล้วปิดมันอย่างเงียบงัน ก่อนจะเดินไปตามตรอกไกลออกไปเรื่อยๆ
แม่น้ำจวี้หม่าซึ่งไหลผ่านทั้งในและนอกเมืองอันคัง
หงอิ๋งติดตามเด็กหญิงผู้นั้น เห็นนางยืนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ คิดจะกระโดดแต่ก็ไม่กล้า สุดท้ายก็นั่งยองๆ ร้องไห้อยู่ริมฝั่ง
เขาคิดว่า หากท่านอ๋องมาอยู่ตรงนี้จะทำอย่างไร
คิดไปคิดมา เสียงร้องไห้ของเด็กหญิงก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ จนหมาในละแวกนั้นพากันเห่าโกลาหล
เด็กหญิงตกใจ หันขวับกลับมา แล้วเห็นร่างในเงามืดของหงอิ๋ง
นางร้องทั้งน้ำตาว่า “ท่านเป็นพวกค้ามนุษย์ใช่ไหม? ขายข้าเถอะ ขอแค่ให้ข้าได้กินอิ่มก็พอแล้ว”
“หึ...”
“อาจารย์...?” เด็กหญิงได้ยินเสียงเย้ยหยันที่คุ้นเคยเข้าอย่างจัง แทบไม่อยากเชื่อหูตนเอง
“เจ้าเด็กโง่ มาทำอะไรที่นี่?” หงอิ๋งถามอย่างเรียบเฉย
“แม่ข้าบอกให้ข้าไปตาย แต่ข้ากลัวน้ำ...” เด็กหญิงไหล่สั่น สะอื้นไห้
“ตั้งแต่วันนี้ไป เจ้าชื่อหงอัน”
ใบหน้าของหงอิ๋งปรากฏรอยยิ้มแปลกๆ ที่เหมือนไม่ใช่ยิ้ม
………