เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 อดีตที่ลบล้างไม่ได้

บทที่ 5 อดีตที่ลบล้างไม่ได้

บทที่ 5 อดีตที่ลบล้างไม่ได้


ภายใต้สายตาของทุกคน นักศึกษาชายคนนั้นรู้สึกว่าชีวิตของเขาได้ขึ้นสู่จุดสูงสุดในขณะนี้

เขาเพลิดเพลินกับความโดดเด่น จึงกล้าเงยหน้าจ้องไป๋เย่อย่างมั่นใจ ก่อนจะตั้งคำถามอย่างเย้ยหยัน

“คุณเป็นแค่ผู้แพ้ มีสิทธิ์อะไรมาอยู่บนเวทีนี้ ยังกล้าพูดอะไรเกี่ยวกับ ‘การแบ่งปันประสบการณ์’ อีกด้วย”

“หรือว่าคุณตั้งใจจะให้ทุกคนเดินตามรอยความล้มเหลวของคุณ”

เขาหัวเราะเยาะ “หรือว่านี่คือหัวข้อของการบรรยายของคุณ ‘เปิดโปงกลโกง’ ที่เล่าถึงวิธีที่คนไร้ความสามารถอย่างคุณ ใช้สารพัดกลอุบายเพื่อแทรกซึมเข้าสู่วงการศิลปะ แต่สุดท้ายความจริงก็ถูกเปิดเผยจนต้องเผชิญกับความอับอาย”

“โอ้…”

“พูดได้โหดมาก”

“ตบหน้าแรงขนาดนี้…สุดยอด!”

“ว่ากันซึ่งๆ หน้าแบบนี้ บอกเลยว่าน่าดู”

เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วห้องบรรยาย ผู้ชมที่รักความวุ่นวายต่างตั้งตารอดูปฏิกิริยาของไป๋เย่

บางคนถึงกับพนันกัน

“ฉันพนันสิบหยวน ว่าเขาจะทนไม่ไหวแน่นอน ถ้าไม่ทิ้งไมค์แล้วเดินออกไป ก็คงกระโจนเข้าไปชกต่อย”

“ฉันลงหนึ่งหยวน ตามไปเลย”

“ฉันเทหมดหน้าตัก!”

“…”

“ไม่มีใครรับพนันเหรอ”

“พวกเราไม่โง่นะ”

คนที่รู้จักไป๋เย่ดี ต่างมั่นใจว่าเขาต้องระเบิดอารมณ์ออกมาแน่นอน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้น กลับตรงกันข้ามกับความคาดหวังของทุกคน

ไป๋เย่หัวเราะออกมา เป็นรอยยิ้มที่สดใสเจิดจ้า ใบหน้าหล่อเหลาเปล่งประกายราวกับพระอาทิตย์ที่ส่องแสงท่ามกลางวัน นักศึกษาหญิงหลายคนที่นั่งฟังอยู่ ถึงกับใจเต้นแรงกับรอยยิ้มนั้น

“…ผู้ชายเจ้าชู้”

นักศึกษาหญิงคนหนึ่งพึมพำขณะมองไปที่ไป๋เย่

เพื่อนสาวข้างๆ ขมวดคิ้วอย่างสงสัย “ทำไมถึงคิดแบบนั้น”

“รอยยิ้มที่ดูร้ายกาจแบบนี้ ควรส่งให้ฉันคนเดียวสิ แต่นี่กลับยิ้มต่อหน้าผู้หญิงทั้งห้อง นี่มันเจ้าชู้ชัดๆ”

“ฮ่าๆ ถ้าเธอคิดงั้นก็แล้วแต่เถอะ”

...

“คุณหัวเราะอะไร”

นักศึกษาชายที่ตั้งคำถามก่อนหน้าเริ่มไม่พอใจ

รอยยิ้มของไป๋เย่ทำให้เขารู้สึกเสียหน้า

แค่หน้าตาดีแล้วคิดว่าจะเอาชนะได้ทุกอย่างหรือไง

ความโกรธแผ่ซ่านอยู่ในใจเขา เขากัดฟันพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย

“มีอะไรให้น่าขำ หรือสิ่งที่ฉันพูดไม่ใช่ความจริง ผลงานของคุณถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นขยะไร้ค่า!”

“คุณเองก็รู้ดีว่าภาพวาดของคุณขายไม่ออก ถึงขนาดเผาทิ้งไปเอง เพราะคุณรู้ว่าไม่มีใครโง่พอจะตกเป็นเหยื่ออีกแล้ว”

“ภาพวาดเชิงนามธรรมอะไรกัน มีแต่เส้นสายไร้สาระที่ไม่มีคุณค่าอะไรเลย”

เขาส่ายหน้าอย่างดูถูก “ฉันยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนพวกนั้นถึงเคยยกย่องงานของคุณ หรือว่า… พวกเขาถูกซื้อตัวกันหมดแล้ว”

“ว้าว!”

ไป๋เย่ยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แสดงท่าทางตื่นตะลึงเล็กน้อย ก่อนจะพึมพำกับตัวเอง

“เด็กคนนี้อยากหาเรื่องตายชัดๆ”

นักศึกษาทั้งหลายที่ใช้ชีวิตอยู่ในหอคอยงาช้างของสถาบัน คงคิดว่าพวกเขาสามารถพูดอะไรออกมาก็ได้ โดยไม่ต้องรับผิดชอบ…

การด่าทอไป๋เย่เพียงลำพังยังพอถือเป็นการแสดงจุดยืนทางศีลธรรม แต่เมื่อเขาเริ่มลากผู้อื่นมาเกี่ยวข้อง มันก็เป็นเพียงความโง่เขลาเท่านั้น

ไป๋เย่ส่ายศีรษะ ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความเวทนา

นักศึกษาชายไม่รู้ตัวเลยว่า เขาได้ทำให้คนจำนวนมากเป็นศัตรูไปแล้ว เขายังคงพูดอย่างภาคภูมิใจ

“เรารู้เรื่องของคุณดี คุณเริ่มต้นจากการเรียนประติมากรรม แต่เรียนไปได้เพียงครึ่งปี ก็เปลี่ยนไปเรียนภาพสีน้ำมัน”

“หลังจากฝึกเพียงไม่กี่เดือน คุณก็เซ็นสัญญากับตงซิงแกลเลอรี่ ภายใต้การผลักดันของเจ้าของแกลเลอรี่ หลี่ตงซิง ผู้ที่ตอนนี้ติดคุก คุณกลายเป็นศิลปินอัจฉริยะในวงการ”

“สองปีที่ผ่านมา คุณได้รับรางวัลจากการแข่งขัน เข้าร่วมนิทรรศการ และขายผลงานศิลปะของคุณในราคาสูงลิบ”

เขาหัวเราะเยาะ “แต่เอาเข้าจริงแล้ว ภาพวาดของคุณเป็นแค่ขยะ คุณแค่ลากพู่กันสะเปะสะปะลงบนผืนผ้าใบ ใช้สีสันที่ไร้รูปแบบ ไม่มีศิลปะใดๆ ทั้งสิ้น”

“แต่กลับสามารถขายได้เป็นแสนเป็นล้าน นี่มันต้องมีเบื้องหลังแน่นอน ใครบ้างจะเชื่อว่าไม่มีเรื่องสกปรกอยู่เบื้องหลัง”

นักศึกษาชายหัวเราะเยาะอย่างสะใจ “ฉันสงสัยมานานแล้ว และเมื่อหลี่ตงซิงล้มลง ความจริงก็ถูกเปิดเผย”

“ผลงานของคุณที่ถูกประมูลในราคาสูงเสียดฟ้า ถูกประมูลโดยคนของหลี่ตงซิงเอง”

“มันเป็นแค่การปั่นราคา ย้ายเงินจากมือซ้ายไปมือขวา พอราคาถูกดันขึ้นสูง คนก็เชื่อว่าคุณเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่”

“นี่มันไม่ต่างอะไรกับการฉ้อโกง”

นักศึกษาชายชี้ไปที่ไป๋เย่ พลางกล่าวด้วยความรังเกียจ “คุณเป็นความอับอายของมหาวิทยาลัย ถ้าคุณยังมีศักดิ์ศรีเหลืออยู่แม้แต่น้อย วันนี้คุณไม่ควรกลับมาเลย อย่าทำให้สถาบันของเราต้องแปดเปื้อน”

เขาหอบหายใจ สีหน้าแดงก่ำจากความโกรธและความตื่นเต้น ความรู้สึกภาคภูมิใจเอ่อล้นขึ้นมา

นี่คือช่วงเวลาสำคัญของชีวิตเขา

ส่วนผลลัพธ์ล่ะ

เขาคิดว่ามันไม่มีอะไรต้องกลัว เขาแค่พูดความจริงในสถานศึกษา ที่ซึ่งเสรีภาพทางความคิดควรได้รับการเคารพ

เสียงสนับสนุนจากรอบห้องยิ่งทำให้เขามั่นใจว่าตัวเองทำถูกต้องแล้ว

เขามั่นใจในสิ่งที่พูด และเชื่อมั่นว่ากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อปกป้องเกียรติของมหาวิทยาลัย

ไป๋เย่ยังคงยิ้ม เขารอให้ชายหนุ่มพูดจบอย่างใจเย็นก่อนจะถามกลับไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“คุณพูดจบหรือยัง”

“…”

นักศึกษาชายชะงักไป รู้สึกผิดคาด

เขาคิดว่าไป๋เย่จะโกรธจนคุมตัวเองไม่อยู่ หรือไม่ก็จะเสียหน้าแล้วเดินออกไป

แต่ไป๋เย่กลับสงบนิ่ง

แววตาของเขาไม่มีความโกรธเคือง ไม่มีความอับอาย ราวกับเรื่องทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเขาเลย

บางคนในห้องเริ่มสังเกตเห็น และเริ่มรู้สึกประหลาดใจ

“ตามนั้น สมมุติว่าคุณพูดจบแล้ว ถ้าคุณยังมีอะไรเพิ่มเติม ค่อยพูดทีหลัง”

ไป๋เย่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย แต่เปี่ยมไปด้วยอำนาจ

“แต่ตอนนี้ ถึงตาผมแล้ว”

“พูดตรงๆ นะ ผมตั้งใจฟังสิ่งที่คุณพูดมาทั้งหมด และไม่ได้อะไรเป็นสาระเลย กลับมีคำถามหนึ่งเกิดขึ้นในใจ”

ไป๋เย่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่ม ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“คุณ… เป็นนักศึกษาศิลปะจริงๆ หรือ”

“…คุณหมายความว่ายังไง” นักศึกษาชายหน้าแดงก่ำ คำพูดของไป๋เย่เหมือนตบหน้าเขาเข้าเต็มแรง

“อย่าพึ่งโกรธ ผมไม่ได้มีเจตนาไม่ดี” ไป๋เย่กล่าวพลางยิ้ม

ไป๋เย่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “ผมแค่รู้สึกประหลาดใจ ถ้าคนนอกที่ไม่เข้าใจศิลปะนามธรรมจะปฏิเสธมัน ผมยังพอเข้าใจได้ แต่คุณเป็นนักศึกษาศิลปะ ได้รับการศึกษาด้านศิลปะอย่างครบถ้วน แต่ในคำพูดของคุณ กลับปฏิเสธความหมายของศิลปะนามธรรมไปทั้งหมด นั่นทำให้ผมแปลกใจจริงๆ”

นักศึกษาชายหน้าซีดเผือดขึ้นทันที ก่อนจะตะโกนลั่น

“ฉันไม่ได้พูดแบบนั้น!”

เขาไม่กล้ารับข้อกล่าวหานี้ เพราะมันจะทำให้เขาสูญเสียความน่าเชื่อถือในแวดวงศิลปะ

เขารีบแก้ตัว “ฉันแค่ปฏิเสธคุณ ใช่… ปฏิเสธศิลปะของคุณต่างหาก! สิ่งที่คุณละเลงลงไปบนผ้าใบ มันไม่ใช่ศิลปะเลย มันเป็นแค่ขยะ…”

“ก็ดีแล้ว ที่คุณไม่ได้ปฏิเสธศิลปะนามธรรมไปเสียทั้งหมด”

ไป๋เย่พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่อย่างนั้น ผมคงลำบากใจที่จะอธิบายให้คุณเข้าใจว่า ศิลปะนามธรรมคืออะไร เพราะด้วยสติปัญญาของคุณ ผมเกรงว่าต่อให้พูดไปทั้งวันก็คงไม่เข้าใจ”

“คุณ… คุณด่าผม!” สีหน้าของนักศึกษาชายเปลี่ยนเป็นดำคล้ำ เขากัดฟันกรอด

เขาแพ้แล้ว…

ในขณะนั้นเอง หลายคนเริ่มจับสังเกตความแตกต่าง

นักศึกษาชายโจมตีไป๋เย่ด้วยคำพูดรุนแรงเป็นเวลาหลายนาที แต่ไป๋เย่กลับอดทนรับฟังมาโดยตลอด กระทั่งสุดท้าย เขากลับสวนกลับด้วยคำพูดเสียดสีเพียงประโยคเดียว นักศึกษาชายกลับทนไม่ได้

สองปฏิกิริยาที่แตกต่างกัน ทำให้ใครมีวุฒิภาวะมากกว่ากัน ทุกคนล้วนเห็นได้ชัดเจน

“เท่มากเลย…”

นักศึกษาหญิงคนหนึ่งเอามือกุมอก ดวงตาเปล่งประกายระยิบระยับ

เพื่อนข้างๆ รีบเตือน “อย่าลืมสิ เขาเสียชื่อเสียงไปหมดแล้ว มีแต่เรื่องฉาวติดตัว ไม่มีทางล้างมลทินได้หรอก”

“ขอแค่หน้าตาดีก็พอ ที่เหลือไม่จำเป็นต้องล้าง”

“นั่นสิ ถ้าหล่อก็พอแล้ว ไม่เห็นต้องมีพรสวรรค์อะไรเลย”

“…”

กลุ่มคนบางส่วนเริ่มมองหน้ากัน รู้สึกว่าถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้แน่

นักศึกษาชายอีกคนลุกขึ้นยืน แล้วพูดขึ้นเสียงดัง

“พี่ไป๋… ที่จริงพวกเรายินดีต้อนรับคุณมาบรรยาย แต่เรามีคำถามหนึ่ง”

“เราต้องการรู้ว่า จากจุดสูงสุดที่คุณเคยเป็นศิลปินผู้มีมูลค่ามหาศาล จนตกต่ำลงมาถึงจุดที่ผลงานของคุณไม่มีค่าเลย คุณรู้สึกอย่างไร”

“ช่วยแบ่งปันประสบการณ์ของคุณในช่วงเวลานั้นให้พวกเราฟังได้ไหม”

นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า…

การฆ่าด้วยคำพูด

หรือแท้จริงแล้ว การบรรยายครั้งนี้ เป็นเพียงการดูหมิ่นกันโดยเปิดเผย

รอยยิ้มบนใบหน้าของไป๋เย่จางหายไปทันที

จบบทที่ บทที่ 5 อดีตที่ลบล้างไม่ได้

คัดลอกลิงก์แล้ว