- หน้าแรก
- โกลเด้นเอจ ยุคทองของชีวิต
- บทที่ 11 ข้อมูลการเรียนของเฉินจื่อจิ่น
บทที่ 11 ข้อมูลการเรียนของเฉินจื่อจิ่น
บทที่ 11 ข้อมูลการเรียนของเฉินจื่อจิ่น
หลี่เหิงได้ยินแล้วก็รู้สึกงุนงง
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย! คนนอกไม่เชื่อเขาเขายังพอรับได้ แต่ทำไมคนในบ้านถึงไม่เชื่อใจเขาด้วย?
การทำแบบนี้กับน้องชายตัวเองมันสมควรแล้วเหรอ?
ความเชื่อใจพื้นฐานระหว่างคนกับคนหายไปไหนหมด?
เขาไม่อยากจะอธิบาย ขี้เกียจจะอธิบายแล้วและก็อธิบายไม่ถูกด้วย เขาเลยวางกระต่ายที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วไว้บนเขียง แล้วเดินขึ้นไปชั้นสอง
ยังไงซะ พี่รองก็เป็นคนตะกละ สุดท้ายแล้วกระต่ายก็ต้องกลายเป็นอาหารเย็นอยู่ดี
เมื่อเข้ามาในห้องเล็ก ๆ หลี่เหิงก็นั่งลงบนเตียงไม้แข็ง ๆและปล่อยใจให้ล่องลอย
พูดตามตรง ตอนนี้เขารู้สึกปวดหัวมาก
ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวก็นำมาซึ่งความเสียใจไปตลอดกาล ทุกคนมองเขาเหมือนซีเหมินชิ่งไปหมดแล้ว
พวกป้า ๆ ที่ชอบนินทากันข้างนอกจะพูดอะไรก็ช่างเถอะ ยังไงก็ห้ามไม่ได้อยู่แล้ว
แต่เพื่อนที่ดีอย่างหยางอิงเหวินก็ยังมองเขาอย่างระแวดระวังเหมือนมองโจร นี่มันน่าโมโหจริง ๆ เลย
ไม่เป็นไร! ช่างพวกเขาสิ พวกเขาก็แค่คนนอกที่เชื่อถือไม่ได้ แต่พี่รองกับฉันเป็นพี่น้องกันนะ ทำไมต้องมาซ้ำเติมกันแบบนี้ด้วย?
ถ้าเป็นยุคหลัง ๆ เรื่องนี้คงจะเป็นเรื่องเล็กน้อยไปแล้ว เฉินจื่อจิ่นก็ทั้งสวยและครอบครัวก็ดี อาจจะถูกเอาไปโอ้อวดก็เป็นได้
แต่ในยุคนี้...
เขาได้เรียนรู้แล้วว่าอะไรคือขีดจำกัดทางศีลธรรมและอะไรคือคำพูดที่น่ากลัวของคน!
สายตาของเขาลอยไปมาอย่างไร้จุดหมายในห้อง จนกระทั่งเขาเห็นถุงผ้าสีดำที่วางอยู่ที่มุมโต๊ะ
หัวใจของเขาเต้นแรง ไม่รู้ว่าเฉินจื่อจิ่นซื้อเอกสารการเรียนอะไรมาให้เขาบ้าง?
มันจะเหมือนกับในชาติที่แล้วหรือเปล่า?
หลี่เหิงที่กลัวว่าการกลับมาเกิดใหม่ของเขาจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง จึงรีบยื่นมือไปหยิบถุงผ้าสีดำมาไว้ตรงหน้าแล้วเปิดออกอย่างรวดเร็ว
เขายื่นหัวเข้าไปดูข้างใน
ยังดี!
ยังดีที่มันไม่ได้เปลี่ยนไป มันเป็นไปตามที่เขาคาดไว้ ข้างในเต็มไปด้วยเอกสารการเรียนและกระดาษคำตอบวิชาต่าง ๆและยังมีสมุดรวมโจทย์ที่ผิดอีกเล่มหนึ่งด้วย
สมุดรวมโจทย์ที่ผิดเล่มนี้เต็มไปด้วยโจทย์ที่เฉินจื่อจิ่นเคยทำผิด หรือโจทย์ที่เธอคิดว่าสำคัญมาก
เอาจริง ๆ ในปี 1987 ที่เมืองเส้าซือซึ่งอยู่ในหุบเขานั้น แทบจะไม่มีเอกสารการเรียนดี ๆ เลย การมีหนังสือเรียนก็ถือว่าดีมากแล้ว ถ้ามีกระดาษคำตอบด้วยมันก็ยิ่งเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก ยิ่งเป็นข้อสอบจากโรงเรียนชื่อดังอย่างปักกิ่งสี่จงด้วยแล้วก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่
ในชาติที่แล้วเขาได้คะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20 คะแนนเพราะเอกสารและข้อสอบพวกนี้ ทำให้เขาสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยในฝันได้
สำหรับเรื่องนี้ เขารู้สึกขอบคุณเฉินจื่อจิ่นมาโดยตลอด
ถ้าจะให้พูดว่าเธอคือผู้มีพระคุณที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขาก็คงไม่เกินจริงไปนัก
แต่น่าเสียดายที่แม่ของเธอและคนในครอบครัวของเธอนั้นเข้าถึงยากมาก พวกเขาดูถูกเขาจากใจจริงและสร้างความไม่พอใจมาโดยตลอด
ตระกูลเฉินเป็นตระกูลใหญ่ เฉินเกาหยวนมีพี่น้องห้าคน ซึ่งทุกคนก็ประสบความสำเร็จในชีวิต งานศพของคุณย่าชุนจึงจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และยาวนานถึงสามวันสามคืน
แต่เรื่องนี้กลับทำให้พี่รองของเขาต้องทนทุกข์ทรมาน เธอหงุดหงิดจนอยากจะร้องไห้ออกมาหลายครั้ง
ส่วนหลี่เหิงไม่ได้รู้สึกอะไรเลย เขาเคยผ่านเรื่องราวต่าง ๆ มาแล้วถึงสองชาติ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ก็เหมือนกับเรื่องไร้สาระเท่านั้น
เขาหลับตาและใช้สมาธิอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ลืมตาขึ้นมาและสามารถที่จะละทิ้งความรู้สึกผิดได้สำเร็จ จิตใจของเขาสงบดุจน้ำนิ่ง เขาก็หยิบปากกาหมึกซึมขึ้นมาแล้วก็เขียนนิยายเรื่อง มีชีวิตอยู่ต่อไป ลงบนกระดาษอย่างรวดเร็ว
เขาจะสามารถสร้างชื่อเสียงได้จากการเขียนนิยายเรื่องนี้หรือไม่?
เขาจะสามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ของตัวเองในฐานะซีเหมินชิ่งได้ไหม?
เขาจะสามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ลำบากของครอบครัวได้หรือเปล่า?
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับนิยายเรื่องนี้แล้ว
ด้วยชื่อเสียงอันโด่งดังของนิยายเรื่องนี้ในชาติที่แล้ว หลี่เหิงจึงระมัดระวังเป็นพิเศษในการเขียนแต่ละประโยค ทุกครั้งที่เขาเขียนไปได้ 5,000 ตัวอักษร เขาก็จะย้อนกลับไปอ่านทีละคำ ทีละประโยคและทีละย่อหน้า
และเขาจะตรวจสอบซ้ำไปซ้ำมาสามถึงห้าครั้ง เขาระมัดระวังในทุกขั้นตอนและไม่ยอมให้เกิดข้อผิดพลาดใด ๆ เลย
ในคืนนั้น หลี่เหิงเขียนนิยายจนถึงตีสองกว่า ๆ เขาก็เผลอหลับไปบนโต๊ะทำงานและฝันถึงเรื่องหนึ่ง
ในความฝันมีเด็กผู้ชายหนึ่งคนและเด็กผู้หญิงสองคนถือไฟฉายตามหาเขาไปทั่วในความมืด พวกเขากรีดร้องเรียกหา “พ่อ” ตลอดทั้งคืน
หลี่เหิงสะดุ้งตื่นขึ้นมา ดวงตาของเขาแดงก่ำและมีน้ำตาไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว
เขามองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความรู้สึกหดหู่และเต็มไปด้วยความเศร้า: เขากลับมาเกิดใหม่แล้ว ไม่รู้ว่าแม่และเด็ก ๆ ในโลกนั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง?
…
ปี 1987 วันที่ 9 ตามปฏิทินจันทรคติ เวลาตีสามถึงตีห้า
ก่อนที่ฟ้าจะสว่าง ที่บ้านตระกูลเฉินที่อยู่ตรงข้ามถนนก็จุดประทัด
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง วงดนตรีตะวันตก วงดนตรีท้องถิ่นและวงกลองก็บรรเลงเพลงดังสนั่น ลูกหลานต่างก็ร้องไห้กันอย่างเศร้าโศก
ในเวลาที่กำหนดไว้ คุณย่าชุนที่เสียชีวิตและเก็บศพไว้ที่บ้านเป็นเวลาห้าวันห้าคืนก็ถูกเคลื่อนศพออกจากบ้าน
บรรยากาศในงานยิ่งใหญ่อลังการมาก เรียกได้ว่าเป็นงานที่ไม่เคยเกิดขึ้นในหมู่บ้านซ่างวานในรอบสามสิบปีเลยทีเดียว
ไม่เพียงแต่ผู้นำจากในเมืองจะมาเข้าร่วม แต่ยังมีตัวแทนสำคัญจากอำเภอและในจังหวัดก็มาเข้าร่วมด้วยและเพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียงก็ต่างมาร่วมส่งผู้เฒ่าผู้แก่เป็นครั้งสุดท้าย
เมื่อยังมีชีวิตอยู่ คุณย่าชุนเป็นคนที่มีเกียรติมาก เธอเคยเข้าร่วมสงครามปลดปล่อยและสงครามเกาหลีกับสามีของเธอ ต่อมาเมื่อเธอกลับมาที่หมู่บ้าน เธอก็ยังคงเป็นคนที่มีเกียรติมากเช่นกัน เธอเป็นคนใจดีและได้ช่วยเหลือผู้คนมามากมาย ทำให้ทุกคนเคารพเธอมาก
โดยปกติแล้วไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก หรือผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เมื่อพวกเขาเจอคุณย่าชุน พวกเขาก็จะให้ความเคารพเธอโดยการเรียกเธอว่า “คุณย่าชุน”
อย่างไรก็ตาม หลี่เหิงซ่อนตัวอยู่ในผ้าห่มและไม่ได้ขยับตัวไปไหน
เพราะซินแสได้ติดประกาศไว้ว่า ผู้ที่เกิดในปี 1959, 1970และ1982 จะมีดวงชะตาที่ขัดแย้งกับเวลาเสียชีวิตของคุณย่าชุน ดังนั้นเมื่อเคลื่อนศพออกจากบ้าน โปรดหลีกเลี่ยงและอย่าให้เห็นโลงศพในรัศมีหนึ่งร้อยก้าว
ที่มาของธรรมเนียมนี้ไม่สามารถตรวจสอบได้ แต่ก็มีมานานหลายร้อยปีแล้ว
ชาวบ้านในหมู่บ้านต่างก็เชื่อในเรื่องนี้ว่า "ยอมเชื่อไว้ก่อน ดีกว่าไม่เชื่อ"และไม่มีใครโง่พอที่จะเอาชีวิตไปทดสอบว่าจริงหรือไม่
แม้กระทั่งถ้าพ่อของคนในหมู่บ้านเสียชีวิต ถ้าเวลาเสียชีวิตของพ่อไปขัดแย้งกับลูกชาย ลูกชายก็ต้องหลบซ่อนตัวจนกว่าศพจะเคลื่อนพ้นระยะหนึ่งร้อยก้าว
แต่ทุกอย่างในโลกนี้ก็มีข้อยกเว้นเสมอและก็มักจะมีคนที่ไม่เชื่อในเรื่องนี้อยู่เสมอ
มีครั้งหนึ่งมีคนขายเนื้อที่เมาแล้วลองทำตามวิธีนี้ แล้วเขาก็เสียชีวิตทันที ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือสวรรค์กำหนด แต่ทุกคนก็เลือกที่จะหลีกเลี่ยงมัน
เสียงดังข้างนอกยังคงดำเนินต่อไปเป็นเวลานาน หลี่เหิงนอนไม่หลับ เขาจึงลุกขึ้นมาเขียนนิยายต่อ
หลังจากที่เขาเขียนอย่างหนักมาห้าวัน เขาก็เขียนนิยายเรื่อง มีชีวิตอยู่ต่อไป ไปแล้วกว่า34,000 ตัวอักษร
เขาวางแผนที่จะตั้งใจเขียนต่ออีกหนึ่งวันเพื่อที่จะให้ครบ 40,000 ตัวอักษร แล้วจะรีบไปส่งไปรษณีย์ในวันพรุ่งนี้
…
ในช่วงเที่ยง เรื่องของคุณย่าชุนก็สิ้นสุดลง หลี่เจี้ยนกั๋วและเถียนรุ่นเอ๋อก็กลับมาถึงบ้าน
ตามธรรมเนียมแล้ว เฉินเกาหยวนได้นำอาหารที่เหลือจากในครัวมาให้ด้วยความจริงใจ แต่เถียนรุ่นเอ๋อที่เป็นคนหัวแข็งก็ปฏิเสธอย่างสุภาพ
เมื่อเห็นดังนั้น เฉินเกาหยวนที่รู้ว่าปัญหาเกิดจากอะไรก็ลดตัวลงมาและพูดอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนว่า:
“รุ่นเอ๋อ เราก็เป็นเพื่อนกันมาหลายสิบปีแล้ว เธอก็รู้นิสัยของจงหลันดีนี่
ตอนนั้นเธอแค่กำลังโกรธและอารมณ์เสียไปหน่อย ฉันก็ด่าเธอไปแล้วนะ เพื่อเห็นแก่มิตรภาพของเรา เธอก็อย่าถือสาเธอเลยนะ”
เถียนรุ่นเอ๋อยิ้มอย่างฝืน ๆ แล้วพูดว่า “เกาหยวน อย่าพูดแบบนั้นเลย ฉันไม่ได้โทษจงหลันหรอกนะ เรื่องนั้นเป็นความผิดของลูกชายตัวแสบของฉันจริง ๆ ที่ทำร้ายจื่อจิ่น ในฐานะแม่ ฉันเข้าใจเธอดี”
ทัศนคติของเถียนรุ่นเอ๋อนั้นดีมาก แต่ไม่ว่าเฉินเกาหยวนจะพูดดีแค่ไหน เธอก็ไม่ยอมรับอาหารที่เหลือเหล่านี้อยู่ดี
เฉินเกาหยวนพูดจนปากเปื่อยแต่ก็ไม่เป็นผล สุดท้ายเขาก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วยกถาดอาหารที่เหลือหลายถาดกลับบ้าน
ในครัว ตอนนี้คนในครอบครัวตระกูลเฉินก็มารวมตัวกันแล้ว
เมื่อเห็นว่าสามีของเธอถูกปฏิเสธ จงหลันที่รู้สึกหงุดหงิดก็คว้าถาดจากมือของเฉินเกาหยวน แล้วเอาไปให้ครอบครัวอื่นแทน
หมายเหตุ ซีเหมินชิ่งเป็นตัวละครหลักในวรรณกรรมจีนคลาสสิกเรื่องจินผิงเหมย ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยโดยนักแปลชื่อดัง ยาขอบ ซึ่งใช้ชื่อเรื่องว่า "บุปผาในกุณฑีทอง"
ซีเหมินชิ่งเป็นเศรษฐีผู้มั่งคั่งจากเมืองชิงเหอ เขามีความสัมพันธ์กับสตรีหลายคน ทั้งภรรยาและหญิงสาวในบ้าน รวมถึงการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมและการเมืองที่มีอิทธิพล ตัวละครนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อสะท้อนถึงความเสื่อมโทรมทางศีลธรรมและสังคมในสมัยยุคราชวงศ์หมิง