- หน้าแรก
- พลิกชะตามาสร้างอาณาจักรโสมยุค 70
- บทที่ 12 เต้าหู้กั้งน้ำจืด
บทที่ 12 เต้าหู้กั้งน้ำจืด
บทที่ 12 เต้าหู้กั้งน้ำจืด
บทที่ 12 เต้าหู้กั้งน้ำจืด
เช้าตรู่ ซูอันอิงและสามีหอบของฝากจำนวนมากกลับมาบ้าน พวกคนในตระกูลซูต่างดีใจและให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น
“ดูสิ พวกเธอรีบกลับมาตั้งแต่เช้า เราเองก็ไม่ได้เตรียมอะไรไว้เลย
มื้อนี้คงต้องกินอะไรง่าย ๆ ไปก่อน ตอนกลางวันค่อยให้แม่ทำของอร่อยให้กิน”
ตอนนั้นเพิ่งหกโมงเช้า กำลังได้เวลาทานอาหารเช้าพอดี ซูเหวยจงมองดูข้าวต้มข้าวฟ่างกับผักดองน้ำพริกถั่วเหลืองบนโต๊ะแล้วก็รู้สึกว่ายังจืดชืดเกินไป
ลูกเขยเพิ่งแต่งเข้ามาบ้าน มื้อแรกจะเรียบง่ายขนาดนี้ไม่ได้!
“นี่แม่ ฉันจำได้ว่าเรายังมีไข่เค็มอยู่ใช่ไหม? รีบไปต้มนำมาสักสองสามฟองเถอะ”
บ้านตระกูลซูอยู่ติดริมแม่น้ำ จึงเลี้ยงเป็ดไว้สองตัว ไข่ที่ออกมาก็ไม่ค่อยได้กินกันเอง ส่วนมากจะนำไปขาย
เหลือเก็บไว้เพียงไม่กี่ฟองสำหรับต้อนรับแขก
ลูกเขยใหม่ถือเป็นแขกคนสำคัญ จะต้องดูแลอย่างดี หานไฉเอ๋อร์จึงไม่รอช้า รีบไปหยิบไข่เค็มสองฟองจากไห แล้วนำไปต้มจนสุกก่อนจะผ่าครึ่งและนำมาเสิร์ฟ
“ลองชิมดู ปีนี้ไข่เป็ดเค็มอร่อยมาก ไข่แดงเยิ้มเลยล่ะ”
หานไฉเอ๋อร์ยิ้มแย้มวางจานไข่เป็ดเค็มไว้ตรงหน้าสวี่ซื่อเยี่ยนและซูอันอิง พร้อมเชื้อเชิญให้ทั้งคู่ทาน
สวี่ซื่อเยี่ยนปฏิเสธอยู่หลายครั้งแต่ก็แพ้ลูกตื๊อของพ่อตา สุดท้ายเลยต้องใช้ตะเกียบจิ้มไข่แดงเล็กน้อย ใส่ลงไปในข้าวต้มแล้วกิน
ส่วนซูอันอิง เธอไม่กล้ากินไข่เป็ดเค็มเลย
เหลือบไปเห็นน้องสาวสองคนกำลังก้มหน้ามองจานไข่เป็ดเค็มตาเป็นมัน ซูอันอิงจึงแบ่งไข่ของตัวเองให้สองน้องสาวทันที
“อันอิง กินเถอะ ไม่ต้องไปสนใจพวกเธอ”
หานไฉเอ๋อร์เห็นเข้ากำลังจะเอ็ดลูกสาวคนเล็ก แต่กลับเห็นว่าทั้งสองรีบซดข้าวต้มกับไข่เป็ดเค็มจนหมดชามไปแล้ว ทำเอานางได้แต่ถลึงตาใส่
สวี่ซื่อเยี่ยนเห็นดังนั้นก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ตอนที่ไม่มีใครสังเกต เขาแอบตักไข่เป็ดเค็มของตนเองใส่ลงในถ้วยของภรรยา “กินเถอะ”
ซูอันอิงแอบมองพ่อแม่อย่างลำบากใจ ก่อนจะแบ่งไข่เป็ดเค็มครึ่งหนึ่งคืนใส่ถ้วยสามี
ทั้งสองสบตากัน ยิ้มให้กัน และกินข้าวต้มจนหมดถ้วย
ซูเหวยจงเห็นลูกสาวกับลูกเขยแอบแบ่งอาหารให้กันนานแล้ว แต่ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ยิ้ม ๆ แล้วกินข้าวต่อ
ตามธรรมเนียมแล้ว เมื่อลูกเขยมาเยี่ยมบ้าน พ่อตาจะต้องอยู่เป็นเพื่อนรับรอง
แต่ซูเหวยจงเป็นหัวหน้ากลุ่มผลิต ต้องเป็นคนสั่งงาน ไม่เช่นนั้นวันนี้คงทำงานกันไม่เป็นแน่
สวี่ซื่อเยี่ยนเห็นพ่อตาลำบากใจ จึงเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อนว่าช่วงเช้าเขาจะไปเยี่ยมญาติ ๆ
ให้พ่อตาไปทำงานตามปกติ ไม่ต้องเป็นห่วงเขา
เมื่อเป็นเช่นนี้ หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ ซูเหวยจงก็รีบออกไปจัดการงานที่กลุ่มผลิต ส่วนสวี่ซื่อเยี่ยนพาภรรยาออกไปเยี่ยมญาติ
ยายของสวี่ซื่อเยี่ยน สองน้าชายและน้าสาวของเขาต่างก็อาศัยอยู่ที่ต้าอิ๋ง
มาเยี่ยมทั้งที อย่างไรก็ต้องไปคารวะยายก่อน
เมื่อเดินเยี่ยมญาติรอบหนึ่ง เวลาก็ล่วงเลยไปจนสิบโมงกว่า
พอทั้งสองกลับมาถึงบ้านซู ก็เห็นคนมากมายกำลังหัวเราะเฮฮา ดูเหมือนกำลังยุ่งอยู่กับอะไรบางอย่าง
พอเดินเข้าไปใกล้จึงเห็นชัดว่า พี่สะใภ้ใหญ่ของซูเหวยจง หญิงแซ่เฟิง กำลังนำลูกสะใภ้และลูกสาวของตนมาช่วยหานไฉเอ๋อร์จัดการกับกั้งน้ำจืดอยู่
“โธ่เอ๊ย อันอิงกับลูกเขยกลับมาแล้วเหรอ? รีบเข้าบ้านไปนั่งพักเถอะ ออกไปเยี่ยมญาติมาตั้งรอบหนึ่ง คงเหนื่อยน่าดู”
เฟิงเป็นคนอารมณ์ดีและใจดีมาก โดยเฉพาะกับซูอันอิง
“เสี่ยวอวี้ รีบกลับไปบ้าน ไปเก็บเชอร์รี่มาให้พี่เขยกิน
แล้วไปดูลูกพีชในอ่าง ว่ามีผลไหนสุกบ้าง ถ้ามีก็เก็บมาสองสามลูกให้พี่เขยกินด้วย”
“อันหมิน เข้าไปคุยกับพี่เขยในบ้าน พวกเราจัดการอีกแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว ตอนกลางวันจะทำเต้าหู้กั้งน้ำจืดให้กิน”
เฟิงดูจะคล่องแคล่วกว่าหานไฉเอ๋อร์เสียอีก ทุกอย่างถูกจัดแจงอย่างเรียบร้อย
"บังเอิญจริง ๆ เมื่อวานอันหมินจับกั้งน้ำจืดมาได้เยอะ ฉันเห็นว่าตัวเล็กเลยไม่ได้ต้มให้พวกเขากิน แต่เอามาทำเต้าหู้กั้งน้ำจืดก็พอดีเลย"
ซูอันหมินเป็นลูกชายคนที่สามของเฟิงและซูเหวยเฉิง ปีนี้อายุสิบห้าแล้ว ไม่ชอบเรียนหนังสือ หลังจากจบประถมก็ไม่ยอมเรียนต่อมัธยมต้น
เขามักจะปีนเขา ลงน้ำ หาของป่าอยู่เสมอ และเก่งเรื่องจับปลา จับกุ้งเป็นพิเศษ
เต้าหู้กั้งน้ำจืดที่เฟิงพูดถึง นับเป็นหนึ่งในเมนูพิเศษของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน บ้านที่อยู่ริมน้ำมักจะทำเมนูนี้กันเป็น แต่ก็มีน้อยคนที่จะทำจริง ๆ
กั้งน้ำจืด หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่า กุ้งหัวโต หรือ กั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีลักษณะคล้ายกุ้งเครย์ฟิช
ความแตกต่างคือกั้งน้ำจืดมีลำตัวสีเขียวอมเทา ส่วนกุ้งเครย์ฟิชมีสีแดงเข้ม เปลือกของกั้งน้ำจืดจะบางกว่า ในขณะที่กุ้งเครย์ฟิชมีเปลือกแข็งและมีหนามแหลม
ก้ามคู่หน้าของกั้งน้ำจืดจะใหญ่กว่ากุ้งเครย์ฟิชอย่างเห็นได้ชัด หากนำตัวที่มีขนาดเท่ากันมาเปรียบเทียบกัน
ลักษณะการดำรงชีวิตของพวกมันก็ต่างกัน กั้งน้ำจืดเติบโตในลำธารที่ใสสะอาดมาก และต้องการสภาพแวดล้อมที่ดีเยี่ยม มันไวต่อสารเคมี เช่น ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงมาก
กั้งน้ำจืดถือเป็นหนึ่งในของสดจากแม่น้ำที่ดีที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ด้วยรสชาติที่หวานอร่อยเป็นเอกลักษณ์ สำหรับชาวภาคตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว นี่เป็นเมนูอร่อยติดอันดับต้น ๆ อย่างแน่นอน
แต่น่าเสียดายที่ในยุคต่อมา กั้งน้ำจืดเกือบจะสูญพันธุ์เพราะมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันเหลือเพียงแค่ฟาร์มเพาะเลี้ยงเท่านั้นและราคาก็แพงมาก
ส่วนเต้าหู้กั้งน้ำจืด แท้จริงแล้วไม่ใช่การนำกั้งน้ำจืดมาต้มกับเต้าหู้
วิธีทำคือแกะเปลือกกั้งน้ำจืดออก เอาเส้นดำที่หางออก จากนั้นนำไปตำให้ละเอียดในครกหิน แล้วใช้ผ้าขาวบางกรองเอาน้ำกั้งที่มีสีแดงอมส้มออกมาเตรียมไว้
เมื่อน้ำเดือด เทน้ำกั้งลงไป แล้วคนเบา ๆ จะเห็นฟองสีชมพูลอยขึ้นมาเป็นกลีบ ๆ เหมือนดอกไม้
ปรุงรสด้วยเกลือ แล้วโรยด้วยกุ้ยช่ายหั่นฝอย เท่านี้ก็พร้อมเสิร์ฟ หากมีวัตถุดิบเสริม สามารถตีไข่ใส่ลงไปเพิ่มได้
สีสันของซุปจะออกเป็นโทนแดง เหลือง และเขียว ผสมกันดูสวยงาม รสสัมผัสจะเนียนนุ่มเหมือนเต้าหู้ นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อ เต้าหู้กั้งน้ำจืด
เมนูนี้นำรสชาติของกั้งน้ำจืดและกุ้ยช่ายมาผสมผสานกัน ทำให้รสชาติอร่อยกลมกล่อมโดยไม่ต้องใช้เครื่องปรุงดับคาวเลย ดื่มเข้าไปคำเดียว รับรองว่าความอร่อยจะทำให้ลิ้นแทบละลาย
แต่เพราะกรรมวิธีทำซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคนี้ที่ไม่มีอุปกรณ์บด ทุกอย่างต้องตำด้วยมือ ซึ่งเหนื่อยมาก ทำให้ส่วนใหญ่แทบไม่มีใครทำ
ถ้าไม่ใช่เพราะลูกเขยคนใหม่มาเยี่ยมบ้าน ต่อให้ซูอันหมินจับกั้งน้ำจืดมาได้เยอะแค่ไหน เฟิงก็คงไม่เสียเวลาทำเมนูนี้ อย่างมากก็แค่ต้มใส่เกลือกินธรรมดา
"ป้าสะใภ้ เมนูเต้าหู้กั้งน้ำจืดนี่ทำยากเกินไป ไม่ต้องลำบากหรอกครับ
ผมมาครั้งนี้ ต้องทำให้ป้าสะใภ้ พี่สะใภ้ และน้องสามต้องเหนื่อยไปด้วยเลย"
การได้รับการต้อนรับอย่างดีขนาดนี้ เป็นสิ่งที่สวี่ซื่อเยี่ยนไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชาติก่อน
ตอนนั้นหลังแต่งงานได้แค่วันเดียว เขาก็ต้องไปทำงานที่เหมืองถ่านหินต้าอันทันที ไม่ได้มีโอกาสพาภรรยากลับไปเยี่ยมบ้าน
แม้ว่าทางบ้านซูจะไม่พูดอะไร แต่ในใจคงต้องรู้สึกไม่พอใจอยู่แน่
ชาตินี้ สวี่ซื่อเยี่ยนไม่เพียงแต่ได้พาภรรยากลับบ้าน แต่ยังนำของขวัญติดไม้ติดมือมาด้วย ซึ่งช่วยให้ครอบครัวซูได้หน้ามากขึ้น
ก่อนออกจากบ้าน ซูเหวยจงกำชับเป็นพิเศษว่า ไม่ว่าอย่างไร มื้อนี้จะต้องจัดอาหารดี ๆ มาเลี้ยงลูกเขยให้ได้
"โธ่ เรื่องแค่นี้เอง ลูกเขยคนใหม่มาเยี่ยมบ้านครั้งแรก ถือเป็นแขกคนสำคัญ
บ้านเรามีกฎแบบนี้อยู่แล้ว ตอนเที่ยงพี่ใหญ่ของเจ้าก็จะมาด้วย พวกพ่อ ๆ ลูก ๆ ได้ดื่มกันสักหน่อย"
เสียงหัวเราะอันสดใสของเฟิง ทำให้บรรยากาศยิ่งดูครึกครื้นและอบอุ่นขึ้น