ตอนที่47-48
ตอนที่47-48
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา
เมื่อเดินทางมาถึงจุดหมาย มิสไซล์ สตรอมก็กล่าวลาบีนส์และรีบร้อนจากไปทันทีเพราะเขายังมีเรื่องอีกมากที่ต้องดูแล
“มาเลยครับคุณรอน ผมจะพาคุณไปที่สุสานฮันเตอร์” บีนส์กล่าวกับรอน และเดินนำหน้าเพื่อนำทาง
“ได้เวลาทำงานแล้ว” รอนมองอาคารสำนักงานใหญ่ของสมาคมฮันเตอร์ที่อยู่ข้างๆ ซึ่งมีป้ายชัดเจน และกล่าวเบาๆ
หลังจากนั้น ทั้งสองก็ขึ้นรถพิเศษของสมาคมฮันเตอร์และมุ่งหน้าไปยังสุสานที่อยู่ชานเมือง
เมื่อเวลาผ่านไป ระยะทางไปยังสุสานก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และสามารถมองเห็นโครงร่างของสุสานได้อย่างเลือนลาง
บรรยากาศในรถค่อยๆ หดหู่ลงไปเรื่อยๆขณะรถเคลื่อนเข้าสู่สุสาน แม้แต่บีนส์ก็ก้มหน้าเล็กน้อย ส่วนใบหน้าของรอนก็แสดงออกถึงความเศร้าอีกครั้ง
กว่าจะออกมา ท้องฟ้าก็มืดจนมีดวงดาวประปรายเต็มท้องฟ้าแล้ว
.......
“ขอบคุณมากครับที่มาด้วยกัน คุณบีนส์ วันนี้ผมรบกวนคุณมากแล้วจริงๆ” ที่ประตูอาคารสำนักงานใหญ่ของสมาคมฮันเตอร์ รอนที่ลงจากรถและกลับมาจากสุสาน ก็โค้งคำนับเล็กน้อยต่อบีนส์ที่อยู่ตรงหน้า
“ไม่เป็นไรครับคุณรอน ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อไว้อาลัยให้กับรุ่นพี่ผู้ล่วงลับเหล่านี้มานานแล้ว ท่านประธานก็กล่าวว่าจะมาเยี่ยมสุสานเมื่อท่านว่างในอีกสองวันข้างหน้า” บีนส์ยิ้มและส่ายหน้า แต่รอยยิ้มนั้นดูเหนื่อยล้าและฝืนใจเล็กน้อย
รอนเองก็ดูเศร้าและหดหู่ไม่แพ้กัน “เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ เพราะผมยังไม่ได้รับใบอนุญาต ผมจึงยังไม่ถือว่าเป็นฮันเตอร์ ดังนั้นผมจะไม่เข้าข้างในครับ ผมหวังว่าผมจะได้พบคุณอีกครั้งเมื่อมีการทดสอบในปีหน้านะครับ”
“แน่นอนครับ”
หลังจากแลกเปลี่ยนคำพูดกันเล็กน้อย รอนก็โบกมือลา
เมื่อเห็นร่างของรอนค่อยๆ ห่างออกไป คุณบีนส์ก็ถอนหายใจยาว หันหลังกลับและเดินเข้าไปในอาคาร ขึ้นลิฟต์ และมาถึงห้องทำงานของประธานที่ชั้นบนสุด
“เด็กคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง”
ในห้องทำงาน เนเทโร่ในชุดสีน้ำเงินขาวและมีเคราโค้งมนนั่งจิบชาอยู่ จากนั้นก็ถามบีนส์ที่อยู่ตรงหน้าเขา
“ก็ไม่มีอะไรผิดปกตินะครับ เขาไว้อาลัยอย่างจริงจังหน้าสุสานแต่ละแห่ง และเคารพหลุมศพทั้งหมดครั้งหนึ่ง” บีนส์ตอบตามความจริงทั้งหมด
“เคารพทั้งหมดเลยงั้นหรือ” ได้ยินดังนั้น เนเทโร่ก็วางถ้วยชาในมือลง เขาลูบเคราและหัวเราะเสียงดัง “สมาคมฮันเตอร์มีประวัติยาวนานกว่าสองร้อยปี แม้จะยกเว้นฮันเตอร์บางคนที่หายไปอย่างปริศนาหรือหาศพไม่พบ สุสานนี้ก็มีศพอย่างน้อยเจ็ดถึงแปดร้อยศพแล้ว แต่เขากลับเดินเคารพหมดเลยงั้นหรือ”
“ใช่ครับ ท่านประธาน” บีนส์พยักหน้า
“แม้ว่าเขาจะอยู่หน้าหลุมศพแต่ละหลุมเพียงประมาณ 20 วินาทีเนื่องจากมีจำนวนมาก แต่เขาก็ไว้อาลัยทุกหลุมศพ”
หลุมศพหนึ่งใช้เวลาครึ่งนาที 20 วินาที 800 หลุมศพใช้เวลา 16,000 วินาที ซึ่งประมาณ 266 นาที รวมแล้วเกือบห้าชั่วโมง ไว้อาลัยทีเดียวเกือบห้าชั่วโมง!
ด้วยวัยและสภาพจิตใจของเนเทโร่แล้ว แม้แต่เขายังรู้สึกสะเทือนใจเล็กน้อย
“โดวซึ ช่วยไปจัดตารางงานให้ฉันด้วย อีกสองวันฉันจะไปสุสานเพื่อไว้อาลัย”
“ครับท่านประธาน!”
“อืม ช่วยฉันรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเด็กคนนั้นให้ด้วย เขาชื่อรอนสินะ”
ในขณะนี้ รอน เด็กน้อยผู้ที่เนเทโร่กำลังกล่าวถึง กำลังคุยโทรศัพท์อยู่
“อะไรนะ นายสอบฮันเตอร์ไม่ผ่านเหรอ!!” รอนหันหน้าหนีและปิดหูโทรศัพท์ เพื่อปิดเสียงคำรามของบิสเก็ตที่อยู่ปลายสาย
“นายบ้าไปแล้วรึไง!! ถึงนายจะโง่แค่ไหน แต่ด้วยความแข็งแกร่งของนาย นายจะไม่ผ่านการทดสอบได้ยังไง!!”
“อะไรนะ ผู้สมัครโจมตีผู้คุมสอบงั้นเหรอ…แล้วไงล่ะ ยังไงก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรนี่ เพราะยังไงสมาคมฮันเตอร์ก็ต้องส่งคนมาจัดการอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”
“มิสไซล์ สตรอมเหรอ ฉันรู้จักหมอนั่นนะ เขาเป็นฮันเตอร์ที่ดี”
“อะไรนะ ที่นายไม่ได้ใบอนุญาติฮันเตอร์ ไม่ใช่เพราะทดสอบไม่ผ่านแต่เป็นเพราะไม่ได้เข้าทดสอบ แล้วขอไปสุสานฮันเตอร์แทนเหรอ นายไปสุสานฮันเตอร์...”
ปลายสายเงียบไปชั่วขณะ เห็นได้ชัดว่าบิสเก็ตก็อาจจะกำลังนึกถึงความหลัง
“อาจารย์ครับ การทดสอบฮันเตอร์จัดขึ้นปีละครั้ง ถึงครั้งนี้ผมไม่ได้ใบอนุญาต แต่ปีหน้าผมก็ยังมาได้รี่ครับ แล้วนี่ก็เป็นโอกาสเดียวที่ผมจะได้เข้าสุสานด้วย!” รอนฉวยโอกาสที่บิสเก็ตเงียบไปชั่วขณะ แทรกคำพูดขึ้น
“จริงเหรอ แต่ความสามารถของนายใช้ได้แค่กับศพเป็นๆไม่ใช่เหรอ แต่พวกเขาถูกฝังลงในดินหมดแล้ว แล้วนายจะสัมผัสอะไรได้ยังไง หรือว่านาย...”
“จะเป็นไปได้ยังไงครับอาจารย์ ศิษย์ของท่านคนนี้ไม่ใช่คนแบบนั้น! ยิ่งไปกว่านั้น คุณบีนส์ก็อยู่ข้างๆผมตลอด แล้วผมจะทำเรื่องลบหลู่ผู้ตายแบบนั้นได้ยังไง!
แน่นอนว่าที่ผมทำได้เป็นเพราะเงื่อนไขและสัตย์สาบานครับ!”
แน่นอนว่าเงื่อนไขคือการเพิ่มแรงอาฆาตห้าเท่า สามารถทำการสัมผัสศพผ่านหลุมศพได้ภายในระยะทางที่กำหนด
“อืม เป็นอย่างนี้นี่เอง แต่นายไม่ควรใช้สิ่งนี้ในอนาคตอีกนะ เพราะท้ายที่สุดแล้ว มันมีความเสี่ยงที่ตามมาหลังจากนั้นมาก แล้วตอนนี้นายเป็นยังไงบ้าง”
“ไม่ต้องห่วงครับอาจารย์ ตอนนี้ผมสบายดี แล้วผมก็คิดไว้อยู่แล้วว่าในอนาคตจะใช้สิ่งนี้ให้น้อยที่สุด”
“ดี นายคิดได้แบบนั้นฉันก็สบายใจ ดูเหมือนว่าการเก็บเกี่ยวครั้งนี้ของนายจะไม่เลวเลยนะ”
“เฮะ เฮะ ก็ไม่เลวจริงนั่นแหละครับ”
รอนกล่าวอย่างถ่อมตัว แต่รอยยิ้มพอใจที่มุมปากของเขากลับชัดเจนเป็นพิเศษ ไม่ใช่แค่โอเค แต่พอใจมาก!
และขณะที่รอนกำลังมีความสุข เสียงสอบถามแผ่วๆ ก็ดังมาจากอีกปลายสาย “แล้วทำไมนายถึงไม่เคยถามฉันเรื่องการมีอยู่และสถานการณ์ของสุสานฮันเตอร์เลยล่ะ”
“ตอนนั้นผมคิดว่าหลังจากได้เป็นฮันเตอร์เต็มตัว เรื่องพวกนี้ก็คงหาข้อมูล….”
“โอ้ งั้นหมายความว่าไม่จำเป็นต้องถามฉันก็ได้สินะ”
รอน: “...”
“เปล่านะครับ ท่านเป็นอาจารย์ที่น่าเคารพยิ่งของผม แล้วผมจะคิดแบบนี้น…”
แต่ก่อนที่รอนจะได้ทันพูดจบ บิสเก็ตก็วางสายไปก่อน
‘เอาล่ะ ดูเหมือนว่าฉันคงต้องซื้ออัญมณีสักสองสามชิ้นไปง้อคุณป้าคนนี้ซะแล้ว’
แน่นอน ไม่ว่าเธอจะแข็งแกร่งแค่ไหน หรืออายุเท่าไหร่ ผู้หญิงก็คือผู้หญิง และย่อมมีบางครั้งที่จะมีอารมณ์ขึ้นๆลงๆที่คาดเดาไม่ได้
รอนส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม จากนั้นก็ผิวปากและรีบมุ่งหน้าไปยังสนามบิน
การนั่งเรือเหาะจากเมืองนี้ไปยังหอประลองกลางหาวใช้เวลาสองวันโดยประมาณ
ในช่วงเวลานี้ รอนสามารถใช้มันเพื่อจัดระเบียบและประเมินสิ่งที่เขาได้รับจากการเดินทางไปสุสานครั้งนี้ได้
สุสานฮันเตอร์ ซึ่งมีมาตั้งแต่การก่อตั้งสมาคมฮันเตอร์ในปี 1713 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีประวัติยาวนานถึง 285 ปี
ในช่วงสามร้อยปีที่ผ่านมา มีศพมากกว่า 800 ศพที่มีคุณสมบัติที่จะถูกฝังไว้ในนี้ ไม่รวมหลุมศพที่ถูกออกซิไดซ์และสลายตัวจนไม่เหลืออะไรเลย รวมถึงคนธรรมดาที่ไม่ใช่ฮันเตอร์ แต่ถูกฝังไว้ที่นี่หลังจากเสียชีวิตเนื่องจากคุณงามความดีและคุณูปการ
แต่ในบรรดาศพเกล่านี้มีเพียงหนึ่งร้อยกว่าศพเท่านั้นที่สามารถให้ประโยชน์กับเจ้าได้
และในบรรดาศพกว่าร้อยศพเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นฮันเตอร์ของสมาคม ที่ผู้ใช้เน็นที่อ่อนแอมาก
หากประเมินเป็นคะแนนในรูปแบบของฮิโซกะก็คงอยู่ที่ประมาณสิบ ยี่สิบ หรือสามสิบ
อย่างไรก็ตาม มีศพประมาณสิบกว่าศพ ซึ่งอยู่ในระดับกลางถึงบนสุด ซึ่งได้เข้ามาช่วยรอนในการชดเชยจุดอ่อนของเขาในตอนนี้ได้เลยทีเดียว นั่นคือ พลังงานหรือออร่า!
ในแง่ของการใช้และการเพิ่มพูนออร่า ด้วยการมีคำสอนของบิสเก็ต รอนไม่ต้องกังวลเลย และเน็นเองก็ได้รับการฝึกฝนมานานแล้วด้วย
อาจกล่าวได้ว่าสิ่งที่รอนและผู้ใช้เน็นขั้นสูงเหล่านั้นขาดก็คือ พลังงาน
ความแข็งแกร่งของเขาเปรียบเสมือนพลังภายในในนิยายกำลังภายในในชีวิตก่อนของรอน
อย่างเนเทโร่ที่ฝึกฝนออร่ามานานหลายทศวรรษ ไม่เพียงแต่สามารถบำรุงร่างกายได้ แต่ยังยืดอายุได้อีกด้วย อีกทั้งการมีออร่าเยอะๆยังเป็นผลดีอย่างยิ่งในการต่อสู้
สถานการณ์ก่อนหน้านี้ของรอนก็เหมือนจอมยุทธ์ที่มีพร้อมทุกด้าน ทั้งทักษะและรากฐาน แต่ขาดกลับเป็นพลังภายใน
ถึงจะบอกว่าในการต่อสู้จริงสิ่งสำคัญก็คืออารมณ์ สติ และทักษะก็เถอะ แต่ก็ปฏิเสธเรื่องออร่าไปไม่ได้อยู่ดี อย่างที่ทำไมอุโบกิ้นถึงชอบใช้หมัดทำลายล้างสูงที่เรียบง่ายและรับมือได้ไม่ยาก…ก็เพราะเขารู้ว่าขอแค่โดนทีเดียวก็คว่ำคู่ต่อสู้ได้แน่
ทำไมบินสเก็ตที่แข็งแกร่งและมากประสบการณ์กลับไม่ใช้ของตัวเองสร้างพลังในการต่อสู้หรือเอื้อในการต่อสู้แต่กลับสร้างมิสคุกกี้ เพราะสิ่งที่เธอต้องการคือพลังงานที่มิสคุกกี้จะให้เธอได้มากกว่าและสร้างประโยลน์ได้มากมากกว่า ส่วนทักษะเน็นของอีกฝ่าย หากไม่ใช่ระดับเนเทโร่ที่มุ่งไปสายต่อสู้เพียวๆ ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะเป็นใคร เธอก็ไม่กลัว ต่อให้สู้ไม่ได้เธอก็ยังหนีได้และหนีได้เรื่อยๆด้วย
ดังนั้นจึงสังเกตได้ว่า สิ่งที่พวกเขาให้ความสนใจหลักๆจะมุ่งไปที่พลังงานแบนทั้งนั้น
เมื่อปีที่แล้ว รอนเพิ่งเริ่มปลุกเน็นเพื่อฝึกออร่าของตัวเอง ตอนนั้นออร่าเขามีน้อยมาก
ต่อมา ระหว่างยังอยู่ในนครดาวตก เขาได้มีโอกาสสัมผัสศพของผู้ใช้เน็นระดับล่างบางคน ซึ่งทำให้ออร่าของเขาเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย
จากนั้นเขาก็มาที่หอประลองกลางหาว และเริ่มเก็บสะสมออร่าเพิ่มได้อีกเรื่อยๆ
และตอนนี้ หลังจากได้ไปเยือนสุสานฮันเตอร์ ภายใต้เงื่อนไขเบื้องต้นของ “สิ่งที่มีค่าที่สุด”
รอนได้ค้นพบออร่าขนาดมหึมาถึงสิบสองกลุ่มเต็มๆ!
หลังจากสัมผัสดู ก็พยว่าออร่าเหล่านี้แสดงถึงปริมาณการฝึกฝนหนึ่งปี ยิ่งไปกว่านั้น หนึ่งปีนี้หมายถึงความอดทนในการทำสมาธิและฝึกฝนตลอดทั้งปีโดยไม่มีกิจกรรมอื่นใดนอกเหนือจากกิจวัตรปกติ อย่าง การกินและการขับถ่าย!
กล่าวอีกนัยหนึ่ง หนึ่งปีนี้เทียบเท่ากับการบ่มเพาะของคนปกติหนึ่งปีครึ่ง
ซึ่งโดยรวมหมายถึง ออร่าของทั้งสิบสองกลุ่มนี้เทียบเท่ากับผลลัพธ์ของการฝึกฝนสิบแปดปี เมื่อรวมกับสิบปีเดิม นี่หมายความว่ารอนมีพลังงานถึงยี่สิบแปดปีแล้ว!
รู้ไหมว่าอุโบกิ้นเพิ่งอายุ 28 ปีในปีนี้เท่านั้น ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถฝึกเน็นมาตั้งแต่เกิดได้
ในแง่ของออร่าเพียงอย่างเดียว รอนในปัจจุบันเหนือกว่าอุโบกิ้นโดยสิ้นเชิง!
แต่แน่นอนว่า ไม่สามารถบอกได้ว่ารอนแข็งแกร่งกว่าอุโบกิ้น เพราะความแข็งแกร่งขึ้นอยู่กับทั้งความสงบของจิตใจ ความเชื่อและเจตจำนงของผู้ใช้เอง
อุโบกิ้นเองมีความเชื่อและเจตจำนงที่แน่วแน่ ดังนั้นตัวเขาจึงแข็งแกร่งกว่าคู่ต่อสู้ในระดับเดียวกันมาก
อย่างไรก็ตาม เจตจำนงของรอนก็ไม่เลว ภายใต้การฝึกฝนของโลลิเฒ่าบิสเก็ต ไม่อาจพูดได้ว่าแข็งแกร่งเหมือนเหล็ก แต่ก็ค่อยๆ แกร่งขึ้นอย่างยิ่งยวด และยังมีโอกาสพัฒนาต่อไปได้ไกลยิ่งขึ้นในอนาคต
ด้วยออร่าเกือบสามสิบปี ความแข็งแกร่งของรอนก็พุ่งทะยานขึ้น และเขาก็มีทุนที่จะต่อสู้กับคุโรโร่แล้ว
รอนรู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้คุ้มค่ามากๆแล้ว