ตอนที่45-46
ตอนที่45-46
“หมายความว่า ก็มีโอกาสที่ปีหน้าเจ้าหมอนี่จะมาสอบฮันเตอร์อีกครั้งน่ะสิ” พวกเขาเหลือบมองไปที่ฮิโซกะโดยไม่รู้ตัว และเห็นว่าฮิโซกะไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรเลย มีแต่รอยยิ้มแปลกๆบนใบหน้าที่ดูน่าสยองขึ้นเท่านั้น
“แล้วปีหน้า ฉันจะกลับมาใหม่” หลังจากทิ้งประโยคนี้ไว้ ฮิโซกะก็บิดเอวและเดินจากไปอย่างช้าๆภายใต้ใบหน้าที่ไม่สู้ดีของเหล่าผู้สมัครคนอื่นๆ และสายตาที่ระมัดระวังของมิสไซล์ สตรอม
เจ้าหมอนี่คิดจะมาอีกทีในปีหน้าจริงๆด้วย!
ไอ้บ้าเอ๊ย!!
ผู้สมัครส่วนใหญ่ต่างอดไม่ได้ที่จะตัวสั่นเมื่อได้ยินคำพูดนั้น จากนั้นก็มองมิสไซล์ สตรอมด้วยสายตาที่แน่วแน่
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ฉันจะต้องผ่านการสอบฮันเตอร์และได้รับใบอนุญาตในปีนี้ให้จงได้!!
เหล่าผู้สมัครต่างคิดเช่นนี้ เพราะในหมู่พวกเขาไม่มีใครต้องการสอบปีหน้าอีกครั้งกับไอ้โรคจิตคนนี้แล้ว
เมื่อเห็นสีหน้าของผู้สมัคร ไซ มิสไซล์ สตรอมก็พยักหน้าเล็กน้อย ส่วนบีนส์ก็ยิ่งโล่งใจกว่าเดิม
นี่เป็นวิธีจัดการที่ดีที่สุดแล้ว เพราะหากเหตุการณ์ครั้งนี้รั่วไหลออกไป จะส่งผลเสียอย่างมากต่อชื่อเสียงของสมาคมฮันเตอร์แน่
แต่ถ้าต้องการลดทอนความสำคัญของเรื่องนี้ ก็ต้องทำให้กลุ่มผู้สมัครที่รู้เรื่องราวทั้งหมดไม่บ่นหรือเอาไปพูดหรืออะไรมากเกินไป ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือการให้การชดเชยที่เพียงพอเพื่อปิดปากพวกเขา
ส่วนเรื่องค่าชดเชย… การให้ใบอนุญาตฮันเตอร์พวกเขาก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร หรือการสปอยบททดสอบของปีหน้าก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่ถ้าทำแบบนั้นก็จะทำให้กฏของสมาคมที่ยึดมั่นมานานหมดความศักดิ์สิทธิ์และจะทำให้ระบบการทดสอบปีหน้าปั่นป่วนได้ เช่นการเอาไปบอกต่อ ถ้าจะชดเชยราวกับทำลายระบบแบบนั้นเพื่อพวกเขา งั้นคงจะดีกว่าที่จะจบทุกอย่างในการสอบครั้งนี้ และให้พวกเขาทุกคนเข้าสู่รอบสุดท้ายของการทดสอบเพื่อเป็นการชดเชย
แล้วถ้ามีคนไม่ยอมรับล่ะ เหอะ…ก็ตามใจ เพราะนี่คือการชดเชยที่ดีที่สุดที่สมาคมจะให้ได้แล้ว ซึ่งก็ดีต่อพวกเขาอยู่บ้างด้วย
เพราะการที่สมาคมฮันเตอร์ได้ตัดสิทธิ์ฮิโซกะจากการสอบครั้งนี้ไปแล้ว ก็ถือว่าดีมากสำหรับพวกเขาแล้ว
ดังนั้น ก็เลือกเอาว่าจะเข้ารับการทดสอบรอบสุดท้ายในครั้งนี้ที่ห่างจากใบอนุญาตฮันเตอร์แค่ก้าวเดียว โดยไม่มีไอ้โรคจิตนั่น หรือจะเข้าร่วมการสอบใหม่ในครั้งหน้ากับไอ้โรคจิต นั่นตั้งแต่ต้น….
แม้แต่คนโง่ก็ยังรู้ว่าควรจะเลือกอะไร นับประสาอะไรกับผู้สมัครเหล่านี้
ดังนั้น แผนการจัดการของสมาคมฮันเตอร์ในครั้งนี้จึงเหมาะสมมากแล้วจริงๆ
รอนคิดพลางลูบคาง อย่างไรก็ตาม เพื่อรักษาหน้าของสมาคมฮันเตอร์ และไม่ให้ผู้สมัครสูญเสียความเคารพต่อฮันเตอร์และสมาคมฮันเตอร์ไป...
บททดสอบรอบสุดท้ายควรจะยาก มาก อย่างที่ผลลัพธ์ในต้นฉบับออกมาคือไม่มีใครผ่านการทดสอบ ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุด
ดังนั้น หากรอนคาดเดาถูกต้อง ผู้คุมสอบรอบต่อไปควรจะเป็น...
“สำหรับบททดสอบสุดท้ายนี้ ฉันมิสไซล์ สตรอม ฮันเตอร์นักล่ทอาชญากรจะรับตำแหน่งผู้คุมสอบรอบนี้เอง”
มิสไซล์ สตรอมทาบมือบนหน้าอกแล้วกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
พอได้ยินดังนั้น ผู้สมัครหลายคนก็ตกใจ…นี่คือฮันเตอร์ที่สามารถสยบฮิโซกะผู้ไร้ความปรานีได้ เขาจะต้องแข็งแกร่งมากแน่ๆ และออร่าของเขาก็แตกต่างจากผู้คุมสอบในสองรอบแรกอย่างสิ้นเชิง
พวกเขาไม่ใช่ระดับเดียวกันเลย เพียงแต่… เหล่าผู้สมัครมองสีหน้าที่จริงจังของมิสไซล์ สตรอมสลับกับชุดวัวนมที่มีสีขาวดำของเขา
ไม่ว่าจะมองอย่างไร ก็คิดว่ามันแปลกและตลกมาก แม้แต่รอนก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มเล็กน้อย… ตอนดูในอนิเมะมันก็ดูเท่ดีนะ แต่พอมาเห็นของจริง…ฮ่าฮ่าฮ่า มันตลกจริงๆ
ต้องบอกไว้เลยว่าเหล่านักกษัตรทุ่มเททั้งกายใจให้กับประธานสมาคมเนเทโร่ไม่น้อยเลย ถึงขนาดพอได้รับตำแหน่งใหม่ที่เนเทโร่ตั้งขึ้นมาให้พวกเขาโดยเฉพาะพร้อมโค้ดเนม พวกเขาก็รีบปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่ได้รับมาทันที ไม่ว่าจะเกลที่เปลี่ยนแขนเป็นงู หรือมิสไซล์ สตรอมตรงหน้าที่นอกจากชุดแล้ว ยังมาหน้าเป็นวัวด้วย…
เอาล่ะ กลับมาที่เรื่องหลัก
แม้ว่ามันจะดูตลก แต่ไม่มีผู้สมัครคนใดกล้าประมาท
พวกเขาทุกคนต่างตั้งใจฟังคำถามและกฎของมิสไซล์ สตรอมสำหรับการทดสอบรอบสุดท้ายอย่างละเอียด
“สำหรับการทดสอบรอบสุดท้ายนั้นง่ายมาก นั่นคือ…การสัมผัสตัวฉัน”
มิสไซล์ สตรอมกล่าว และยื่นนิ้วสามนิ้วออกมา “ในเวลาคือสามสิบนาทีต่อจากนี้ ฉันจะยืนอยู่ตรงนี้ โดยไม่เคลื่อนไหวใดๆแม้เพียงครึ่งนิ้ว ตราบใดที่ใครสามารถเดินเข้ามาและสัมผัสส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายหรือแม้แต่ชายเสื้อของฉันได้ ฉันก็จะถือว่าเขาคนนั้นมีคุณสมบัติ...”
มิสไซล์ สตรอมกล่าว จากนั้นก็หดมือกลับ แขนของเขาห้อยลงตามธรรมชาติและแนบไปกับขากางเกง และมีท่าทางยืนที่ได้มาตรฐานที่สุด ผู้สมัครคนอื่นๆ มองหน้ากันอย่างเลิ่กลั่ก
นั่นไม่ใช่เพราะการทดสอบยากหรือซับซ้อนเกินไป
ตรงกันข้าม พวกเขารู้สึกว่า…มันง่ายเกินไปไหม เพียงแค่สัมผัสตัวอีกฝ่ายได้ก็ผ่านแล้วเหรอ…นี่มันง่ายเกินไปหรือเปล่า
แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นฮันเตอร์ แต่ผู้ที่มาถึงจุดนี้ล้วนเป็นผู้สมัครระดับแนวหน้ามั้งนั้น เพียงแค่สัมผัสชายเสื้อก็ถือว่าผ่านแล้ว นี่อีกฝ่ายคิดว่าพวกเขาจะไม่สามารถเข้าใกล้ตัวเขาได้เลยหรือไง มั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอ
หึ แต่แบบนี้ก็ดี ฉันชอบนะ
เหล่าผู้สมัครอดไม่ได้ที่จะมองด้วยความกระตือรือร้น
“มีคำถามอื่นอีกไหม ถ้าไม่ งั้นการทดสอบก็…เริ่ม!”
“เดี๋ยวก่อน ท่านผู้คุมสอบ ผมมีคำถามครับ”
ขณะที่มิสไซล์ สตรอมกำลังจะประกาศเริ่มการทดสอบ เสียงที่ไม่เข้าจังหวะก็ขัดจังหวะคำพูดของเขา
“ท่านผู้คุมสอบ ผมไม่ต้องการเข้าร่วมการทดสอบรอบสุดท้ายครับ”
รอนกล่าวอย่างสงบ ทำให้มิสไซล์ สตรอมขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ไม่ต้องการเข้าร่วมงั้นหรือ ทำไมล่ะ หรือว่านายต้องการสิทธิพิเศษสำหรับการเข้าร่วมการทดสอบฮันเตอร์ครั้งหน้า” น้ำเสียงรวมถึงท่าทีของเขาเริ่มเคร่งขรึมขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพราะเขาคิดว่าสิ่งที่เขาชดเชยให้ตอนนี้มันมากพอแล้ว จึงไม่ชอบคนได้คืบจะเอาศอก
“เปล่าครับ ไม่ใช่แบบนั้น ผมไม่ใช่คนประเภทที่จะฉวยโอกาสจากสถานการณ์หรอกนะครับ….คุณบีนส์ ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ?” รอนเปลี่ยนบทสนทนาไปที่บีนส์ซึ่งทำหน้าที่เป็นฉากหลังมาตลอด ทำให้บีนส์ตกใจเล็กน้อย จากนั้นก็ตอบว่า “เชิญถามมาได้เลยครับ”
“สมาคมฮันเตอร์ มีสุสานเฉพาะสำหรับฮันเตอร์ที่เสียชีวิตในสมาคมไหมครับ”
“โอ้ นึกว่าจะถามเรื่องอะไรซะอีก แน่นอนครับ สมาคมมีสุสานเฉพาะเหล่ทฮันเตอร์ ฮันเตอร์ทุกคนที่เสียชีวิตไม่ว่าจะจากอุบัติเหตุหรือภารกิจจะถูกฝังไว้ในสุสานฮันเตอร์ หากสมาชิกที่ไม่ใช่ฮันเตอร์ในสมาคมมีคุณงามความดีและคุณูปการอันยิ่งใหญ่ในชีวิต พวกเขาก็จะถูกฝังไว้ที่นั่นหลังจากเสียชีวิตเช่นกัน” แม้ว่าจะไม่รู้ว่าทำไมรอนถึงถามคำถามนี้ แต่บีนส์ก็ยังตอบคำถามอย่างจริงจังและตรงไปตรงมา
มันมีอยู่จริงด้วย!
แสงวาววับหนึ่งพลันวาบขึ้นในดวงตาของรอนแล้วหายไปอย่างรวดเร็ว
จากนั้น ทุกคนก็พลันเห็นว่าบรรยากาศรอบตัวเขากลายเป็นอึมครึมเล็กน้อย และศีรษะของเขาก็ตกลงเล็กน้อย “ท่านผู้คุมสอบ ท่านบีนส์ ผมชื่อรอนครับ ผมใฝ่ฝันอยากเป็นฮันเตอร์มาตั้งแต่เด็กแล้ว ทั้งผมปรารถนาและเคารพในตัวเหล่าฮันเตอร์มากครับ ดังนั้นผมจึงอยากจะขอร้องท่านทั้งสอง ให้ผมได้ไปที่สุสานเพื่อไว้อาลัยต่อฮันเตอร์รุ่นพี่ผู้ล่วงลับทุกท่านได้ไหมครับ”
สีหน้าของรอนแสดงออกถึงความเศร้าและความเคารพที่ซับซ้อน และเขากล่าวด้วยเสียงสะอื้น
ทักษะการแสดงขั้นสูงและทักษะการโกหกขั้นสูง การรวมกันของทั้งสองนั้นไม่ธรรมดา! การแสดงออก ท่าทาง และเสียงสะอื้นนี้ ทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นซาบซึ้ง โดยเฉพาะมิสไซล์ สตรอมที่ในฐานะนักกฏหมายที่คลุกคลีอยู่ในวงการจิตวิทยา
การสังเกตคำพูดและพฤติกรรมเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุด แต่เขากลับไม่พบข้อบกพร่องในคำพูดและท่าทางของอีกฝ่ายเลย จนเขาเชื่อว่าสิ่งที่รอนพูดออกมาล้วนเป็นความจริง
ต้องบอกเลยว่า ยิ่งคนเป็นมืออาชีพมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งถูกหลอกง่ายเท่านั้น คำกล่าวไม่เกินจริงเลย
ทักษะการโกหกขั้นสูงและทักษะการแสดงขั้นสูง อันที่จริง หากผู้พูดมีทักษะเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งจากสองทักษะนี้ มิสไซล์ สตรอมก็อาจจะพอเห็นจุดบกพร่องได้บ้าง
แต่เมื่อสองทักษะนี้รวมกัน ราวกับว่า รอนกำลังแสดงความรู้สึกที่แท้จริงของเขาออกมาจากใจจริง
ถึงขนาดมิสไซล์ สตรอมยังคิดแบบนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้สมัครคนอื่นๆ และคุณบีนส์เลย
และประเด็นสำคัญคือ อีกฝ่ายเพียงต้องการไปที่สุสานฮันเตอร์เพื่อไว้อาลัยเท่านั้น และที่นั่นมีผู้พิทักษ์อยู่มากมาย ไม่มีทางที่ใครจะสร้างปัญหาได้แน่
ดังนั้น แม้ว่าคำขอของรอนจะไม่เป็นไปตามกฎ แต่เพื่อชดเชยเหตุการณ์ที่เลวร้ายนี้ และรอนเองก็แสดงความรู้สึกออกมาอย่างจริงใจ มิสไซล์ สตรอมจึงเหลือบมองคุณบีนส์และพยักหน้าเล็กน้อย คุณบีนส์ก็ตกลง
ดังนั้นเขาจึงพารอนไปที่ด้านข้าง หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาและเริ่มรายงานต่อเนเทโร่ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อให้ประธานสมาคมฮันเตอร์เป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย
จากนั้น ผู้สมัครที่เหลือจึงมองรอนและคุณบีนส์ที่จากไปด้วยสายตาที่เหมือนมองคนโง่ จากนั้นก็เริ่มการทดสอบรอบสุดท้ายอย่างเป็นทางการ
“ถ้าอย่างนั้น การทดสอบฮันเตอร์ด่านสุดท้าย…เริ่ม” ทันทีที่ไซ มิสไซล์ สตรอมพูดจบ กลุ่มคนก็รีบพุ่งไปข้างหน้า
จากนั้น…
“ตุบ!”
ราวกับหมูตกโคลน คนที่พุ่งออกไปส่วนมากก็ร่วงลงสู่พื้นและล้มลงไป แต่บางคนที่แข็งแกร่งหน่อยก็พยุงตัวเองได้และรีบหันกลับไปมอง
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?!” เกรต้า,อโมริคนโตและคนอื่นๆดูหวาดกลัวจนเหงื่อผุดขึ้นบนใบหน้าพร้อมร่างกายที่สั่นเทาเล็กน้อย ฉากนี้ทำให้มิสไซล์ สตรอมส่ายหน้าน้อยๆ พลางคิดว่า “คนกลุ่มนี้ ใช้ไม่ได้เท่าไหร่…”
ในทางกลับกัน ขณะที่มิสไซล์ สตรอมกำลังดำเนินการทดสอบรอบสุดท้าย บีนส์ที่ได้รับอนุญาตหลังจากพูดคุยทางโทรศัพท์กับเนเทโร่ก็พารอนขึ้นเรือเหาะพิเศษของสมาคมฮันเตอร์และนั่งรอกันบนเครื่องก่อน
แน่นอนว่าสุสานฮันเตอร์ไม่ได้อยู่ใกล้ๆที่นี่จึงต้องพึ่งเรือบินให้พาไป
ครึ่งชั่วโมงต่อมามิสไซล์ สตรอมก็เดินขึ้นมาอย่างช้าๆ พอเห็นสายตาของบีนส์ที่มองมา เขาก็ส่ายหน้า เห็นได้ชัดว่าผู้สมัครที่เหลืออีกประมาณยี่สิบกว่าคนไม่มีใครผ่านการสอบเลย...
และถึงแม้กลุ่มผู้ทดสอบปีนี้จะไม่มีใครผ่าน แต่ด้วยทุกอย่างเป็นไปตามกฎที่พวกเขายอมรับเอง สถานการณ์วุ่นวายในการสอบครั้งนี้ก็คลี่คลายไปเองโดยธรรมชาติ
หลังจากมิสไซล์ สตรอมขึ้นเรือแล้ว เรือเหาะก็ค่อยๆ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าและบินออกไป ทิ้งเหล่าผู้สมัครทั่วบริเวณที่กำลังแหงนมองท้องฟ้าที่อยากจะร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก
‘ฉันจะมาปีหน้าอีกดีไหมนะ แต่ถ้ามาจะต้องเจอกับเจ้าฮิโซกะคนบ้าอีกแน่ อ๊ากกก!’
บนเรือเหาะ บีนส์มีเรื่องมากมายที่ต้องจัดการ มิสไซล์ สตรอมเองก็ไม่ใช่คนช่างพูด ส่วนรอนก็กำลังตั้งหน้าตั้งตารอการเดินทางไปถึงสุสานฮันเตอร์ครั้ง
ดังนั้น บนเรือเหาะจึงตกอยู่ในบรรยากาศที่เงียบสงบตลอดการเดินทาง