ตอนที่ 15-16
ตอนที่ 15-16
ยอดผู้ชมประจำปีของหอประลองกางหาว มีมากกว่าหนึ่งพันล้านคนจากทั่วโลก
และทุกวัน จะมีผู้ท้าชิงมากกว่า 4,000 คน มาต่อคิวลงทะเบียนแข่งขัน
รอนเดินทางไปหอประลองกางหาว ด้วยเหตุผลสองอย่าง
อย่างแรก – เพื่อฝึกฝนและขัดเกลาทักษะการต่อสู้จริงของตัวเอง
ส่วนอีกเหตุผล ซึ่งเป็นจุดประสงค์หลักของรอนก็คือ…“เก็บของจากศพ!”
ใช่แล้ว… นั่นคือ หอประลองกางหาว สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเหล่านักสู้
ที่ซึ่งมีการต่อสู้เกิดขึ้นตลอดเวลา แล้วที่นั่นจะมีคนตายมากแค่ไหนกันเชียว
จำได้ไหม ตอนที่กอร์นขึ้นถึงชั้น 100 เขาได้เจอกับชายหัวฟูใส่ชุดยูโด ที่ตะโกนโอ้อวดว่าตัวเองฆ่าคนมาเกือบร้อยคนแล้ว
แค่ชั้น 100 ยังมีคนตายมากขนาดนี้ แล้วถ้ายิ่งสูงกว่านี้ล่ะ?
หอประลองกางหาว คือสถานที่ที่ง่ายที่สุดในการสร้างชื่อเสียง และกอบโกยเงินทอง
ที่นั่นจะเต็มไปด้วยยอดฝีมือ นักสู้ และปรมาจารย์ศิลปะการต่อสู้จากทั่วโลก
แตกต่างจากนครดาวตก ที่มีแต่คนซ้ำซาก
และเมื่อคนพวกนี้ตาย…พวกเขาก็จะทิ้งสมบัติและของดีเอาไว้ให้รอน
ที่สำคัญที่สุดก็คือ ตั้งแต่ชั้น 200 ขึ้นไป
คือสนามรบของเหล่าผู้ใช้เน็นที่แข็งแกร่ง!
การต่อสู้ระหว่างผู้ใช้เน็น ถ้าพลาดแม้แต่นิดเดียว ก็มีโอกาสบาดเจ็บสาหัส หรือแม้กระทั่งตายได้เลย
ศพของผู้ใช้เน็นระดับสู ที่วนเวียนอยู่เหนือชั้น 200
มีมูลค่ามหาศาล ยิ่งกว่าศพของชาวนครดาวตกนับพันเสียอีก
สำหรับรอนแล้ว
เขาไม่ต้องการศพมากมาย ขอแค่ได้พลังของผู้ใช้เน็นของคนระดับเดียวกับคาสโทโร่ที่เคยสู้กับฮิโซกะสักสองสามคน
เขาก็มั่นใจว่าจะเพิ่มพลังของตนเองได้อย่างมหาศาลแล้ว
เพราะในหัวของรอนตอนนี้ มีแผนการ…
แผนการที่จะเพิ่มพลังของตัวเองขึ้นได้อีกหลายเท่าตัว!
และแผนการนี้ จะสามารถทดลองได้ก็ที่หอประลองกางหาวเท่านั้น
หลังจากทานอาหารเช้ากับชิซึคุเสร็จ รอนก็พาเธอไปที่สนามบินของเมือง
เมื่อทั้งคู่แสดงบัตรประชาชนและซื้อตั๋วเสร็จ
พวกเขาก็นั่งเรือเหาะ มุ่งหน้าไปยังหอประลองกางหาว
ในขณะเดียวกัน
ที่ประเทศเบรโทเลีย ซึ่งตั้งอยู่บนทวีปเดียวกับหอประลองกางหาว
ในห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่ง กลางกรุงคอนสแตนติน เมืองหลวงของประเทศนี้
“หัวหน้า ผมหาข้อมูลมาแล้วครับ
ตามข้อมูลตั๋วเรือเหาะที่พวกเขาซื้อ ปลายทางคือหอประลองกางหาว”
ชายหนุ่มผมทอง ตาสีเขียว ใบหน้าใสซื่อเหมือนเด็ก พูดพลางหันไปหาคนอื่นๆ ในห้อง
“หอประลองกางหาวงั้นเหรอ?”
ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนโซฟา มีรอยสักกางเขนสีม่วงกลางหน้าผาก
สวมต่างหูสีฟ้า ผมจัดทรงเรียบร้อยในชุดสูท
ทับด้วยเสื้อคลุมสีดำลายกางเขนกลับหัว
และมีดวงตาสีดำที่ดูสงบเย็นชา
เมื่อได้ยิน เขาก็ปิดหนังสือในมือลงช้าๆ พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน
“ถ้าจุดหมายของพวกเขาคือที่นั่น ก็แปลว่าพวกเขาจะอยู่ที่นั่นสักพัก
เราไม่จำเป็นต้องรีบร้อน จัดการธุระของกลุ่มให้เรียบร้อยก่อน”
ชายคนนี้คือหัวหน้ากองโจรเงามายาหรือแก๊งแมงมุม
และผู้ก่อตั้งกลุ่ม… คุโรโร่ ลูซิเฟอร์
ทันทีที่เสียงของคุโรโร่เบาลง
บรรยากาศในห้องก็เปลี่ยนไปทันตา
“ฆ่าสมาชิกกลุ่มของเราได้ง่ายๆ แบบนี้
ฉันทนทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่ได้หรอกนะ…”
คุโรโร่พูดด้วยเสียงเรียบเย็น
“ชาลแน็ค นายสืบหรือยัง ว่าใครเป็นคนจ้างตระกูลโซลดิ๊กมาฆ่าสมาชิกของเรา?”
“อืม… แม้จะยาก แต่ผมก็ใช้บัตรฮันเตอร์ค้นในเว็บไซต์ทางการ จนเจอบางเบาะแส
น่าจะเป็นดยุคคนหนึ่งในคอนสแตนติน เพราะอิงคลอว์เคยขโมยสมบัติชิ้นโปรดของเขาไป”
ชาลแน็คพูดพลางเอานิ้วลูบแก้ม มองบัตรฮันเตอร์ในมือขณะที่เขาเล่นไปมา
“เป็นแค่ดยุคเองงั้นเหรอ…”
คุโรโร่พูด พลางลุกขึ้น วางหนังสือไว้ข้างหลัง
สายตาแฝงความลึกล้ำ
“อิงคลอว์” สมาชิกหมายเลข 8 ดั้งเดิมของแก๊งแมงมัม
ถูกซิลเวอร์ หัวหน้าตระกูลโซลดิ๊กฆ่าตาย
ตอนที่สมาชิกกลุ่มรวมตัวกันเมื่อเดือนของเจ็ดปีที่แล้ว
แม้อิงคลอว์จะตายในมือซิลเวอร์
แต่จริงๆ แล้ว ซิลเวอร์ก็เป็นแค่ “มีด”
มีดที่ดยุคคนนั้นจ่ายเงินเพื่อใช้ฆ่าอิงคลอว์
ศัตรูที่แท้จริง… คือดยุคนั่นเอง
เหตุผลที่คุโรโร่เลือกจะมองข้ามตระกูลโซลดิ๊ก
เป็นเพราะความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา
ตอนอยู่ในเมืองยอร์คซิน
คุโรโร่เคยจ้างอิลูมิให้ลอบสังหารสิบผู้เฒ่าที่เป็นผู้นำมาเฟีย
แสดงให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายยังพอมีเส้นทางติดต่อกันอยู่บ้าง
ต่อมา คารูโตะ น้องชายของอิลมิ บุตรชายคนที่ห้าของตระกูลโซลดิ๊ก
ผู้ชื่นชอบการแต่งตัวเป็นผู้หญิง ก็เข้ามาแทนฮิโซกะที่ถอนตัวจากกลุ่ม
กลายเป็นสมาชิกคนที่สี่ของแก๊ง
แน่นอน เหตุผลสำคัญที่สุดคือ
ตระกูลโซลดิ๊กยังคงเป็นตระกูลนักฆ่าอันดับหนึ่งของโลก
ถ้าเลี่ยงได้ ก็เลี่ยงไว้ก่อนจะดีที่สุด
หลังคุโรโร่พูดจบ
ชาลแน็คก็หยิบเอกสารบนโต๊ะแล้วยื่นให้
“หัวหน้า นี่คือข้อมูลทรัพย์สินสำคัญของดยุคสแตมฟอร์ดในเบรโทเลีย
รวมถึงรายชื่อครอบครัว ญาติพี่น้อง และเพื่อนสนิททั้งหมด”
“งั้นเราจะรออะไรอีกล่ะ รีบไปถอนรากถอนโคนพวกมันเดี๋ยวนี้…”
ชายร่างเล็ก ผมสีฟ้าน้ำเงินเข้มยาวประบ่า
ดวงตาสีทองเรียวคม สวมผ้าคลุมสีดำลายหัวกะโหลกที่ปิดปากไว้
เขาพิงหลังกับกำแพงแล้วพูดด้วยเสียงต่ำ
“ทั้งมัน…และครอบครัว ฉันจะทำให้พวกมันรู้…ว่าความตายมันสุขสบายแค่ไหน”
เสียงของเฟย์ตันเย็นยะเยือก ลึกต่ำ แต่แฝงด้วยความโหดร้ายจนคนฟังรู้สึกเหมือนถูกน้ำแข็งทิ่มแทง
“มันต้องอย่างนี้สิ ครั้งที่แล้วโดนไอ้ผมเงินนั่นอัดซะจนฉันยังไม่ทันทำอะไรเลย!!”
ฟิงค์ส ที่สวมหมวกและผ้าคลุมประหลาดคล้ายฟาโรห์อียิปต์ ไม่มีคิ้ว ผมสั้นสีน้ำตาล กำหมัดแน่น สีหน้ากระตือรือร้น
ปาคุโนด้าที่ยืนทางซ้ายของคุโรโร่ไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ
“งั้นไปกันเถอะ จัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยไปหอประลองกางหาวก็ยังไม่สาย”
คุโรโร่พยักหน้าเบาๆ เป็นการตัดสินใจสุดท้าย
จากนั้นเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ เขาหันไปมองชาลแน็คที่กำลังเล่นกับใบอนุญาตฮันเตอร์
“มาจิอยู่ที่หอประลองกางหาวใช่ไหมตอนนี้”
“ใช่ครับ เธอหารายได้เสริมด้วยการรักษานักสู้ที่แขนขาขาดอยู่ และมีชื่อเสียงพอตัวทีเดียว”
“งั้นให้มาจิคอยจับตาดูสองคนนั้นไปก่อน ถ้าพวกเขาแสดงฝีมือในหอประลองกางหาว เดี๋ยวก็โด่งดังเอง”
“รับทราบ แล้วจะให้แจ้งอุโบกิน แฟรงคลิน พวกนั้นด้วยไหม?”
“ไม่ต้อง” เฟย์ตันพูดขึ้นมา พลางหรี่ตา ถูนิ้วกับผ้าคลุม
“ถ้าคนเยอะ ความสนุกฉันจะน้อยลง”
ความสนุกของเฟย์ตัน…หมายถึงการฆ่า
หลังจากวางแผนเสร็จ ร่างของสมาชิกแก็งแมงมุมก็หายลับไปกับราตรี
ความสามารถในการลงมือของแมงมุมนั้น รวดเร็วและเฉียบขาด
และคืนนั้น…ก็ถูกกำหนดให้เป็นคืนที่ไม่มีวันเงียบสงบ
รอนและชิซึคุใช้เวลาเกือบแปดชั่วโมงบนเครื่องบินเพื่อมาเมืองที่ตั้งของหอประลองกางหาว
หลังลงจากเครื่อง พวกเขาโบกแท็กซี่ ผ่านถนนหลายสายจนถึงจุดหมาย
“ตึกสูงชะมัด”
แม้เขาจะทำใจไว้แล้ว แต่เมื่อเห็นกับตา รอนก็อดรู้สึกทึ่งไม่ได้
ทั้งสองยังไม่รีบไปลงทะเบียนแข่ง แต่เลือกหาที่พักในโรงแรมเงียบๆ ก่อน
หลังรอนพูดคุยกับชิซึคุไม่กี่คำ เขาก็ออกไปคนเดียว
ชิซึคุเป็นผู้หญิงที่ไม่เรื่องมาก เพราะสำหรับเธอแล้ว เธอจะอยู่ที่ไหนก็ได้
ดวงตารอนเป็นประกาย เขาเดินวนรอบหอประลองกางหาว
แม้จะเป็นตอนกลางคืน แต่เสียงเชียร์ เสียงตะโกนจากในอาคารยังดังออกมา ไฟร้านค้าข้างนอกก็สว่างไสว ผู้คนคึกคักไม่แพ้ตอนกลางวัน
รอนเดินวนจนเจอพนักงานทำความสะอาดในชุดเขียวของหอประลองกางหาว
เขายื่นแบงก์ให้สองสามใบ สอบถามจนได้ข้อมูลว่าศพนักสู้ที่ตาย จะถูกเก็บไว้ที่ไหน
ห้องเก็บศพ
มองป้ายแล้ว รอนรู้สึกว่าชื่อนี้ช่างเหมาะจริงๆ
ที่นี่มีห้องเก็บศพสองฝั่ง ซ้ายกับขวา ทั้งสองฝั่งล้วนมีบรรยากาศอึมครึม
แต่ห้องทางซ้ายเป็นศพที่มีญาติมาเยี่ยมเยียน การดูแลเลยดีกว่าชัดเจน
ส่วนห้องทางขวา…เป็นศพที่ไร้ญาติ ไร้คนเหลียวแล แม้แต่ตอนตายยังถูกเกลียด
คนปกติไม่มีใครอยากเข้าไปในที่แบบนี้
แน่นอน ยกเว้นคนอย่างรอน ที่มีเน็นพิเศษ
ทันทีที่ก้าวเข้าไป เห็นศพในชุดศิลปะการต่อสู้จากหลากหลายสำนัก รอนก็ยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี
“ศพแบบนี้…เหมาะแก่การสัมผัสจริงๆ”
รอนเลียริมฝีปากอย่างเผลอตัว ก่อนจะเดินไปหยุดหน้า ‘หนึ่งในศพ’
บนชุดของมันปักคำว่า “สุดยอด” เหมือนชื่อค่ายหรือสำนักต่อสู้
รอนเปิดใช้งานพลัง มือของเขาปรากฏหมอกสีขาวจางๆ
แต่ครั้งนี้ เขาไม่แตะศพทันที หากเอ่ยเสียงเบา ยิ้มบาง
“ฉันต้องการสิ่งที่มีค่าที่สุดจากศพนี้…และเงื่อนไขที่ฉันจะแลกคือ…. ความเคียดแค้นจากผู้ตายจะถูกเพิ่มเป็นสิบเท่า”
เงื่อนไขและสัตย์สาบาน!
ตั้งกฎ สาบานในใจ ยึดมั่น
ยิ่งกฎโหดเท่าไร พลังที่ได้ก็ยิ่งมาก
แต่เงื่อนไขและสัตย์สาบานคือดาบสองคม ถ้าพลาดเพียงนิด อาจถูกมันย้อนกลับมาทำร้ายถึงตาย
เช่นเดียวกับรอน…หากเขาไม่มีสิทธิผู้มาจากต่างมิติที่ลบล้างผลร้ายจากศพได้อย่างสมบูรณ์ กฎนี้คงฆ่าเขาไปนานแล้ว
เน็น โดยเฉพาะเงืาอนไขและสัตย์สาบาน ต้องอ้างอิงความจริงเชิงรูปธรรม
เหมือนฟิงค์ส ที่หมัดของเขาจะรุนแรงขึ้นตามจำนวนรอบการหมุนแขนจริงๆ