- หน้าแรก
- ฝึกเซียนเริ่มจากความเป็นอมตะ
- บทที่ 31 สิ้นสุดงานฉลองใหญ่
บทที่ 31 สิ้นสุดงานฉลองใหญ่
บทที่ 31 สิ้นสุดงานฉลองใหญ่
บทที่ 31 สิ้นสุดงานฉลองใหญ่
ตลาดใหญ่เมืองอวิ๋นจง
“วันสุดท้ายของงานฉลองใหญ่แล้ว คนก็น้อยลงเห็น ๆ”
“วันนี้อย่าออกนอกเมืองเชียวนะ ข้างนอกนั่นฆ่าฟันกันตาแดงก่ำแล้ว ข้าได้ยินมาว่าด้านนอกกลายเป็นแม่น้ำเลือดไปแล้ว”
“ข้าก็ได้ยินมาเหมือนกัน สำนักจงสิงกับสำนักกระบี่อวิ๋นโกรธจัด ถึงกับส่งศิษย์จากสำนักมาสมทบฝ่ายละห้าร้อย ออกลาดตระเวนนอกเมือง โดยมีผู้ฝึกตนระดับหยวนอิงนำทีม แต่มันก็ไม่ได้ผลเลย พวกเขาตรวจตราแค่ในรัศมีสามสิบลี้ แต่พวกโจรฆ่าคนปล้นสมบัติดันแอบซุ่มอยู่ห่างออกไปกว่านั้น”
วันนี้สินค้าของทุกคนขายออกเร็วมาก จึงมารวมกลุ่มพูดคุยกัน สตรีงามและจางรุ่ยเฟิงต่างก็เป็นคนช่างคุย แถมข่าวสารแน่น จึงรู้เรื่องมากมาย
ตั้งแต่วันแรกของงานฉลองใหญ่ การฆ่าคนปล้นสมบัตินอกเมืองก็ไม่เคยหยุดและวันนี้ถือว่าโหดที่สุด เมืองอวิ๋นจงมีค่าครองชีพสูง ค่าที่พักก็แพง พวกผู้ฝึกตนจากที่อื่นล้วนรีบเดินทางออก จึงกลายเป็นช่องทางให้พวกโจรออกอาละวาด
พวกมันปล้นคนอย่างบ้าคลั่ง ถึงขั้นไม่เว้นแม้แต่ศิษย์สำนักจงสิงกับสำนักกระบี่อวิ๋นที่แยกตัวมาอยู่ลำพัง ช่างกล้าหาญชาญชัยนัก สองสำนักโกรธจนตัวสั่น ถึงขั้นส่งศิษย์ยอดฝีมือมาร่วมกับกองลาดตระเวน ขยายขอบเขตดูแลไปถึงสามสิบลี้นอกเมือง
แต่ก็ยังควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ ผลประโยชน์มหาศาลล่อใจให้พวกบ้าบิ่นออกมาเป็นฝูง โดนความโลภครอบงำ เจ้าลาดตระเวนสามสิบลี้ ข้าก็ไปดักซุ่มที่สี่สิบลี้ แบบนี้มันปล้นกันไม่หยุดจริง ๆ
“มีสหายเจ้าหน้าคุ้นในตลาดใหญ่หายไปหลายคนแล้ว”
สตรีงามเอ่ยขึ้น หลายคนที่เคยคอยตามเอาใจนางตอนนี้หายไปหลายราย นางเริ่มกังวลเพราะถ้าไม่มีพวกนั้น รายได้ของนางก็ลดลงฮวบฮาบ
“พี่ชายเจียง ท่านได้เงินเท่าไรจากรอบนี้?”
“ก็ไม่ได้มากอะไรหรอก”
“โกหกแน่ ๆ ท่านนั่นแหละรวยสุดแล้ว ครึ่งเดือนนี้ ข้าคาดว่าท่านขายยันต์วิญญาณไปหลายร้อยแผ่นแน่”
จางรุ่ยเฟิงส่ายหน้า ไม่เชื่อคำพูดนั้นแม้แต่น้อย เขารู้ดีว่าหลินเจียงมาเปิดร้านสายสุดกลับเร็วสุดและยันต์วิญญาณก็ขายหมดเกลี้ยงทุกวัน ขายแผ่นละเจ็ดแปดศิลาวิญญาณ คิดแล้วน่าจะได้หลายพันแน่นอน
“ไม่เท่าพวกเจ้าหรอก”
หลินเจียงก็ส่ายหน้า คำพูดของจางรุ่ยเฟิงทำให้เขาสะดุ้งขึ้นมา ลืมเรื่องนี้ไปได้ยังไง ทั้งสองคนนี้ก็รู้ว่ารายได้เขาเป็นอย่างไร
ครึ่งเดือนนี้หลินเจียงขายยันต์วิญญาณไปไม่น้อย เขาเริ่มเตรียมตัวมาตั้งแต่ครึ่งเดือนก่อนงานฉลองใหญ่ เดือนนี้เขาวาดยันต์ไปเกือบสองร้อยแผ่น กำไรประมาณพันห้าร้อยศิลาวิญญาณ
แม้หลินเจียงจะมองว่าไม่มาก แต่สำหรับจางรุ่ยเฟิงกับสตรีงามนั้นถือว่าเยอะมาก เพราะทั้งสองคนหารายได้กันได้แค่สามถึงห้าร้อยในครึ่งเดือนนี้
สำหรับคนอื่นก็ไม่ต่างกัน พวกจอมยุทธ์เร่ร่อนระดับล่างล้วนยากจนกันทั้งนั้น ไม่ใช่แค่คำพูดลอย ๆ นี่หมายความว่า หลินเจียงแสดงตัวว่ารวยออกมาแล้วและแม้บางคนจะสู้เขาไม่ได้ แต่ก็อาจมีเพื่อนที่แข็งแกร่งก็เป็นได้
“วันนี้พอหมดสัญญาเช่าร้าน ก็จะย้ายที่เลย เปลี่ยนที่ใหม่”
หลินเจียงตัดสินใจแน่วแน่ เมืองอวิ๋นจงมีตลาดใหญ่สามแห่ง ที่นี่เป็นเพียงแห่งหนึ่งเท่านั้น ที่เลือกที่นี่ก็เพราะใกล้ที่พัก ถ้าเปลี่ยนไปไกลหน่อยก็ไม่เป็นไร หรือจะเช่าร้านเป็นหลักแหล่งไปเลยก็ยังได้ แบบนั้นคนอื่นจะไม่เห็นยอดขายของเขา
จางรุ่ยเฟิงพูดถึงรายได้ สตรีงามก็พลอยตื่นเต้นตาม นางขายสมุนไพรวิญญาณกับยันต์วิญญาณซึ่งไม่ได้แพงเท่าไร แถมหลัง ๆ เพื่อความปลอดภัยก็ไม่กลับบ้าน ไม่ให้คนส่งของเข้ามา นางเปลี่ยนมาทำอาหารตามคำแนะนำของหลินเจียง กลับได้กำไรมากเกินคาด
“สหายเจียง ข้าต้องขอบคุณท่านจริง ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะคำแนะนำของท่าน ข้าคงหาเงินไม่ได้มากเท่านี้ คืนนี้ให้ข้าพาไปเลี้ยงเหล้าเป็นไง?”
“ข้าไม่ค่อยชอบดื่ม ขอบคุณแล้วกัน”
“พูดอะไรน่ะ ข้าเห็นอยู่บ่อย ๆ ว่าท่านดื่มเหล้า สหายเจียง หรือว่าท่านรังเกียจข้า?”
“เอ่อ...”
หลินเจียงเหงื่อตก พูดอะไรออกไปก็ผิด เขาไม่ได้รังเกียจหรอก แค่ไม่อยากยุ่งยาก ถ้าใช้เงินแก้ปัญหาได้ เขาก็อยากเลือกใช้เงิน ไม่อยากผูกพันกับความรู้สึก เพราะถ้าเผลอไปยุ่งเกี่ยวเข้าจริง ๆ มันจะลำบากแน่
“พี่ชายเจียง ท่านก็ตอบรับเถอะ ข้าเองก็อยากพาท่านไปเลี้ยงข้าว ท่านช่วยให้คำแนะนำจนข้าทำเงินได้เยอะเลย”
“จริง ๆ ข้าก็แค่พูดไปตามปากเท่านั้นเอง”
“ไม่ได้หรอก เรารับบุญคุณจากท่านก็ต้องตอบแทน พ่อแม่ข้าก็อยากเจอท่านด้วยนะ ท่านคือเพื่อนคนแรกที่ข้ารู้จักในตลาดใหญ่เลยนะ พี่สาว ท่านก็ช่วยพูดหน่อยสิ”
“พี่ชาย...”
จางรุ่ยฟางหน้าแดงก่ำ พูดได้แค่คำว่า “พี่ชาย” ออกมา สำหรับคนขี้อายแบบนาง คำเชิญชวนแบบนี้มันเกินความสามารถจริง ๆ
หลินเจียงเห็นว่าปฏิเสธไม่ลงแล้ว จึงได้แต่ตอบรับ เขาไม่กล้าไปดื่มกับสตรีงามตามลำพัง แต่ถ้ามีจางรุ่ยเฟิงไปด้วยก็ค่อยโล่งใจหน่อย อย่างน้อยนางก็ไม่มีโอกาสแทรกตัวเข้ามา ถ้าไม่อย่างนั้น เขาคงกลัวจะพลาดท่าเอาจริง ๆ
...
“สหายเจียง ข้าได้ยินเจ้ารุ่ยเฟิงพูดถึงท่านมาหลายครั้ง วันนี้ได้พบกันเสียที ข้านับถือท่านมานานแล้ว”
สองวันต่อมา ที่ร้านเหล้าแห่งหนึ่งในเมืองอวิ๋นจง บิดาของจางรุ่ยเฟิงยกจอกสุรากล่าวกับหลินเจียง
จางรุ่ยเฟิงเป็นคนพูดเก่ง เขามักเล่าเรื่องตลาดใหญ่ให้ครอบครัวฟัง ทำให้ตระกูลจางรู้จักหลินเจียงเป็นอย่างดีและสิ่งที่ตระกูลจางประทับใจที่สุดก็คือทักษะวาดยันต์ของเขาและความสันโดษเงียบขรึม
“สหายเจียง เห็นไหม ข้าบอกแล้วว่าท่านในตลาดใหญ่ก็ยังมีคนรู้จักเยอะอยู่เหมือนกัน”
สตรีงามที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ยกจอกขึ้นเช่นกัน หลินเจียงมองสถานการณ์แล้วไม่ค่อยดี กะจะมอมเขาชัด ๆ
“พวกท่านเกรงใจเกินไป ข้าก็แค่ผู้ฝึกตนระดับล่าง ไม่มีอะไรพิเศษ”
“ถ้าท่านยังเรียกตัวเองว่าระดับล่าง แล้วพวกเราจะเป็นอะไรล่ะ?”
“ฮะ ๆ ๆ อย่าถ่อมกันเลย กินเถอะ ๆ เดี๋ยวเสียของ”
หลินเจียงหัวเราะกลบเกลื่อน เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ถนัดอยู่ในสถานการณ์แบบนี้เอาเสียเลย ใช้ชีวิตสันโดษมานานจนบุคลิกเปลี่ยนไปเยอะ
สตรีงามกลับตรงกันข้าม เอาอยู่ทุกสถานการณ์ มีนางช่วยสร้างบรรยากาศ ทุกอย่างก็ดูราบรื่น หลินเจียงอาศัยจังหวะนั้นมองไปรอบ ๆ พบว่าหลังงานฉลองใหญ่จบลง เหลาร้าน โรงเตี๊ยมในเมืองอวิ๋นจงต่างก็ซบเซาไปพักหนึ่ง คงเพราะก่อนหน้านี้ผู้คนใช้จ่ายกันหนักมาก
หนึ่งชั่วยามผ่านไป หลินเจียงจึงลาพวกเขากลับบ้านและเช่นเคย เขาเลี้ยวซ้ายวกขวาตลอดทาง หลังจากถูกโจรบุกเข้าบ้าน เขาก็ระมัดระวังยิ่งกว่าเดิม พยายามไม่ให้ใครรู้ว่าบ้านอยู่ที่ไหน เพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าหมายอีก
“สหายเจียง”
“สหายเจียง”
ถึงหน้าบ้าน หลินเจียงเจอกับเพื่อนบ้านนามว่าเจียงเฟิง ซึ่งดูเหมือนกำลังไปส่งเพื่อน
“สหายเจียงเพิ่งกลับมารึ?”
“ใช่ สหายเจียงเฟิงส่งเพื่อนกลับบ้านหรือ?”
“ใช่ พอดีรู้จักกันไม่กี่คน กินเหล้ากันเล็กน้อย คุยเรื่องการงานบ้าง สหายเจียงยุ่งจัง ไม่ค่อยได้เจอกันเลย”
“สหายเจียงเฟิงเองก็คงยุ่ง ข้าเองก็ไม่ค่อยเจอท่าน แต่ข้าว่าท่านพัฒนาการเร็วมากนะ ตอนนี้เข้าสู่ปลายขั้นชำระปราณแล้วนี่”
“แค่โชคช่วย ข้าฝึกหนักมากเลยล่ะ”
“ทุกคนก็เหมือนกันทั้งนั้น”
“จริงด้วย”
“งั้นข้าไม่รบกวนแล้ว”
“ได้เลย ไว้มีโอกาสมากินเหล้าด้วยกัน ข้ามีเพื่อนเยอะ เรามีกลุ่มเล็ก ๆ ไว้พูดคุย แลกเปลี่ยนของด้วย ถ้าสหายเจียงสนใจก็มาร่วมได้นะ”
“ได้”
หลินเจียงพยักหน้า เปิดค่ายกลแล้วเดินเข้าบ้าน
“จะเป็นเขาหรือเปล่านะ?”
นั่งอยู่บนเตียง หลินเจียงครุ่นคิดถึงเจียงเฟิงที่เพิ่งเจอ เขาไม่โทษตัวเองที่ระแวงไปหมดเพราะคราวนี้มันน่าหวาดหวั่นจริง ๆ ตัวการที่อยู่เบื้องหลังยังหาตัวไม่เจอ ทำให้เขากินไม่ได้นอนไม่หลับ
“เจียงเฟิงเมื่อไม่กี่วันก่อนยังอยู่แค่กลางขั้นชำระปราณ แต่ตอนนี้พัฒนาไวผิดปกติ ไม่รู้ว่าเขาทำอะไร มีพื้นฐานแบบไหน รายได้เท่าไร คนที่ฆ่าปล้นส่วนมากไม่มีความสามารถทำเงินหรอก พวกนั้นมักจะจนและบ้าระห่ำ
แต่เจียงเฟิงนี่ก็น่าสงสัยจริง เขาบอกว่าข้าไม่ค่อยได้เจอเขาเลย หมายความว่าเขาคอยจับตาข้าตลอดหรือเปล่า?”
หลินเจียงวิเคราะห์อย่างใจเย็น ไม่ว่าใช่หรือไม่ใช่ เจียงเฟิงก็ถูกบันทึกลงในบัญชีผู้ต้องสงสัยแล้ว ตอนนี้หลินเจียงไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น
ที่ว่ากันว่าใจคนยากหยั่งถึงนั้นไม่ผิดเลย บางคนดูซื่อ ๆ แต่ในใจร้ายลึกเกินคาด ดังนั้นหลินเจียงจึงไม่อาจวางใจใครได้
“มีแต่ขโมยพันวัน ไม่มีใครกันขโมยได้พันวัน หากหาไม่เจอ ก็ต้องล่อมันออกมาเสียเลย เล่นแผนล่องูออกจากถ้ำ!”
ลังเลอยู่พักใหญ่ หลินเจียงตัดสินใจเสี่ยงอีกสักครั้ง ใช้แผนล่อออกมาให้รู้กันไป ว่าใครกันแน่ที่กำลังจับตาเขาอยู่