เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 คฤหาสน์เขาหลิงเถา

บทที่ 2 คฤหาสน์เขาหลิงเถา

บทที่ 2 คฤหาสน์ลูกท้อวิญญาณ


บทที่ 2 คฤหาสน์ลูกท้อวิญญาณ

คฤหาสน์ที่หลินเจียงพำนักชื่อว่าคฤหาสน์ลูกท้อวิญญาณ อาณาเขตรอบรัศมีสามสิบลี้ล้วนเป็นเขตแดนของคฤหาสน์ ถึงอย่างนั้นตัวคฤหาสน์ก็ไม่ใหญ่ มีเรือนอาศัยเพียงกว่าร้อยหลังคาเรือน ไม่เพียงมีกำแพงคฤหาสน์ หากยังตั้งค่ายกลไว้ด้วย

คฤหาสน์ลูกท้อวิญญาณมีสวนลูกท้อหนึ่งร้อยยี่สิบหมู่ ต้นลูกท้อเหล่านี้มิใช่ต้นไม้ธรรมดา หากเป็นพืชวิญญาณ ผลที่ให้ไม่เพียงหวานฉ่ำยิ่งนัก หากยังอบอวลด้วยพลังวิญญาณ นั่นแหละที่เรียกว่าลูกท้อวิญญาณ

ลูกท้อวิญญาณของคฤหาสน์ออกผลปีละครั้ง ครึ่งหนึ่งส่งคืนตระกูลไว้บริโภคเอง อีกครึ่งนำออกขาย พอขายได้สักเจ็ดถึงแปดสิบศิลาวิญญาณ นอกจากนี้ยังมีนาวิญญาณสองร้อยหมู่ ผลิตข้าววิญญาณขายคืนให้ตระกูลเช่นกัน ราคาต่ำกว่าท้องตลาดเล็กน้อย ปีหนึ่งก็มีสักร้อยกว่าศิลาวิญญาณ นี่คือรายได้ทั้งหมดของคฤหาสน์

ศิลาวิญญาณสองร้อยกว่าก้อนนี้ หลินเจียงสามารถกันไว้ได้ครึ่งหนึ่ง เพราะเคร่งครัดแล้ว คฤหาสน์นี้มิใช่ทรัพย์สินของหลินเจียง หากเป็นสินเดิมของมารดาเขาต่างหาก

มารดาของหลินเจียงกำเนิดจากสายกระจัดกระจาย ตาแท้ๆ ของหลินเจียงเป็นผู้บำเพ็ญขั้นสร้างฐานรูปแบบเร่ร่อน ครั้นเห็นหลินปาเทียนทรงอำนาจฉกรรจ์ ศักยภาพมหาศาล จึงยกลูกสาวให้เป็นอนุภริยา พร้อมมอบสินเดิมอย่างงาม

ต่อมาหลินปาเทียนยิ่งรุดหน้าไม่หยุด กลืนกินอาณาเขตรอบด้าน มารดาของหลินเจียงจึงนำสินเดิมออกมาซื้อคฤหาสน์ลูกท้อวิญญาณนี้ หวังจะให้เงินทองไหลรินสม่ำเสมอ

สามปีก่อน เจ้าของร่างเดิมของหลินเจียงเพราะพลังหยุดนิ่งไม่คืบหน้า ทำให้หลินปาเทียนกริ้วลงโทษคราหนึ่ง มารดาของหลินเจียงทนดูไม่ไหว จึงมอบคฤหาสน์ให้บุตรชายดูแล ที่แท้ก็เป็นการส่งเงินลับๆ ให้บุตรชาย หวังให้บุตรชายฮึดสู้ขึ้นมาบ้าง นางเองจะได้มีหน้ามีตาอาศัยบารมีลูกนั่นแหละ หากลูกเข้มแข็ง นางก็มีโอกาสช่วงชิงความโปรดปรานในเรือนหลังของหลินปาเทียนได้

“คารวะคุณชายหลิน”

“คุณชายหลินสวัสดีขอรับ”

“คุณชายหลิน”

พอมาถึงนาวิญญาณ เหล่าผู้เช่าทำกินที่กำลังคร่ำเคร่งในนา ต่างพากันทำความเคารพถามไถ่ พวกเขาซาบซึ้งในน้ำใจหลินเจียงและตระกูลหลินอย่างแท้จริง

เพราะในโลกนี้ไร้ซึ่งทางการ หากแต่เจ้าที่หัวไม้กับโจรผู้ร้ายยังมีอยู่ไม่น้อย ยิ่งกว่านั้นยังมีสัตว์ร้ายและอสูรวิญญาณ คนธรรมดานอกกำแพงจะเรียกว่าเช้าตรู่ยังไม่รู้เย็นรอดหรือไม่ก็ไม่เกินเลย

ทว่าอยู่ในคฤหาสน์ลูกท้อวิญญาณ พวกเขามีกำแพงและค่ายกลคุ้มภัย โจรผู้ร้ายล่วงเข้ามาไม่ได้ สัตว์ร้ายอสูรวิญญาณก็เข้ามาไม่ได้ ค่าเช่าที่ตระกูลหลินเรียกเก็บก็ตํ่ามาก ตระกูลหลินเพียงรับผลผลิตจากสวนลูกท้อหนึ่งร้อยยี่สิบหมู่และนาวิญญาณสองร้อยหมู่เท่านั้น พื้นที่อื่นให้พวกเขาบุกเบิกได้ตามสบาย ผลผลิตทั้งหมดเป็นของพวกเขาเอง เรื่องปากท้องย่อมไม่ลำบาก

หลินเจียงเดินตรวจนาวิญญาณ มองซ้ายมองขวา เห็นต้นข้าววิญญาณเติบโตแข็งแรงดี ปีนี้น่าจะดีกว่าปีก่อน เก็บเกี่ยวได้มากขึ้นอีกหน่อย ก็มีศิลาวิญญาณงอกเงยเพิ่มขึ้น

ระหว่างทางยังเจอทหารยามไม่กี่คน ทหารยามเหล่านี้มิใช่ผู้บำเพ็ญ หากเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ผ่านการฝึกวรยุทธ์ หน้าที่คือเดินลาดตระเวนคุ้มกันจากสัตว์ร้ายและโจรธรรมดา หากเป็นอสูรวิญญาณหรือศัตรูผู้บำเพ็ญ พวกเขาจะส่งสัญญาณเตือน หลินเจียงจึงค่อยใช้ยันต์ส่งเสียงเรียกตระกูลมาช่วย เมื่อนั้นย่อมมีผู้บำเพ็ญที่แกร่งกว่ามาจัดการ

ตรวจตราเสร็จ หลินเจียงกลับเรือน เริ่มนั่งสมาธิฝึก เขาตั้งเป้าให้ตนเอง วันหนึ่งฝึกสองยามก็พอ ยังไงเขาไม่ขาดอายุขัยอยู่แล้ว แย่หน่อยก็ค้างชำระปราณนี่แหละ ฝึกไปสักหลายร้อยปีก็ได้

ฝึกเสร็จ อาหารก็ทำเสร็จพอดี คนครัวเป็นผู้เช่าทำกิน แม้ฝีมือไม่เทียบบ่าวไพร่แต่ก่อน ทว่าหลินเจียงไม่เรื่องมาก ข้าวกล่องสิบกว่าหยวนยังเคยกินอยู่หลายปี อันนี้นับว่านิดเดียว

...

“ชื่อระบบ: ระบบเช็คอินอายุขัย

ผู้ครอบครอง: หลินเจียง

อายุขัย: 17/180”

พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกสามเดือน วันหนึ่งพอหลินเจียงเช็คอินให้ระบบเสร็จ ก็เห็นทหารยามคนหนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างรีบเร่ง

“คุณชาย ผู้ดูแลจากตระกูลมาแล้วขอรับ”

“รู้แล้ว พาเขาไปที่คลัง ข้าจะตามไปเดี๋ยวนี้”

หลินเจียงพยักหน้า ปีนี้เมล็ดข้าววิญญาณเก็บเกี่ยวเสร็จ ตระกูลส่งผู้ดูแลมารับซื้อ นี่คือกิจการใหญ่ของคฤหาสน์

ครั้นหลินเจียงไปถึงคลัง ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งรออยู่แล้ว เห็นหลินเจียงก็ยิ้มทัก เขาเป็นอาคันตุกะรับเชิญที่หลินปาเทียนชุบเลี้ยง ว่ากันว่าเป็นลูกจ้างของตระกูลแม้ฐานะไม่ต่ำ ทว่าต่อหน้าคุณชายของตระกูลก็ยังนอบน้อมอยู่ดี

“อ้าว ท่านผู้ดูแลอู๋ ลำบากท่านแล้ว”

“คุณชายหกเกรงใจไปหรือไม่ เริ่มกันเลยดีไหม”

“เอาสิ เริ่มกัน”

หลินเจียงพยักหน้า เอ่ยสั่งให้ผู้เช่าทำกินแบกเมล็ดข้าววิญญาณในคลังออกมาเป็นกระสอบๆ แล้วชั่งน้ำหนัก

“คุณชายหก ปีนี้อากาศไม่ค่อยดี ราคาข้าววิญญาณในหยุนโจวขยับขึ้นเล็กน้อย ศิลาวิญญาณหนึ่งก้อนได้แค่ห้าร้อยจินเท่านั้น ของพวกเราเอาตามธรรมเนียม ศิลาวิญญาณหนึ่งก้อนหกร้อยจินดีหรือไม่”

ผู้ดูแลอู๋แจ้งกับหลินเจียง สินส่วนตัวของคนในตระกูลที่ขายคืนให้ตระกูล ราคาต้องถูกกว่าข้างนอกเล็กน้อย ข้อดีก็คือรับซื้อตามยอดจริง มีเท่าไรก็รับหมด ไม่ต้องลำบากออกไปเร่ขายเอง

“ไม่มีปัญหา”

หลินเจียงโบกมือ ตอบรับทันที แม้ราคาต่ำกว่าหน่อย แต่ประหยัดเรื่องวุ่นวายได้มาก ในสายตาหลินเจียงถือว่าเป็นเรื่องปกติ

เมล็ดข้าววิญญาณหนักกว่าข้าวเปลือกธรรมดาไม่น้อย นาวิญญาณชั้นดีให้ผลผลิตต่อหมู่ได้ราวหกร้อยจิน นาวิญญาณกว่าสองร้อยหมู่ของหลินเจียงส่วนใหญ่เป็นระดับกลาง ท้ายสุดชั่งได้แปดหมื่นกว่าจินเมล็ดข้าววิญญาณ หลินเจียงกันไว้สองหมื่นกว่าจินใช้เอง ที่เหลือขายคืนให้ตระกูลทั้งหมด

“คุณชายหก นี่คือใบรับ อีกไม่กี่วันไปขึ้นเงินที่ห้องการเงินของตระกูลได้”

ผู้ดูแลอู๋หยิบถุงเก็บของออกมาหลายใบ แยกบรรจุเรียบร้อย แล้วส่งใบรับให้หลินเจียง เพื่อนำไปขึ้นเงินที่ห้องการเงินของตระกูล

หลินเจียงพยักหน้า ส่งผู้ดูแลอู๋กลับ แล้วให้ผู้เช่าทำกินช่วยโม่ข้าว ผู้บำเพ็ญไม่กินธัญพืชธรรมดา หากกินอาหารวิญญาณ ซึ่งเป็นผลดีต่อการฝึก ข้าววิญญาณส่วนที่เหลือเขาจะส่งให้มารดาและน้องสาวหลินอิงบ้าง แม้ในตระกูลมีเบี้ยข้าวแจก แต่ไม่พอทานตลอดปี ส่วนเกินต้องซื้อเอง

ดีดนิ้วชั่วขณะ ผ่านไปอีกสองเดือน ก็ล่วงถึงปลายปี หลินเจียงสั่งให้ทหารยามเตรียมเกวียนสองคัน บรรทุกข้าววิญญาณโม่แล้วหนึ่งหมื่นจินติดตามเขาไปยังตระกูล ความจนของเขาทำให้หาถุงเก็บของที่ใส่ข้าววิญญาณหนึ่งหมื่นจินไม่ได้

ซุ้มประตูสำนักของตระกูลหลินอยู่ห่างจากคฤหาสน์ราวแปดร้อยลี้ แต่สัตว์เทียมเกวียนมีสายเลือดอสูรวิญญาณ แข็งแกร่งยิ่ง วันหนึ่งเดินร้อยกว่าลี้เป็นเรื่องเล็ก สองวันก็ถึงแล้ว

“โย่ว นั่นไม่ใช่ลุงหกของข้าหรือไง”

เพิ่งมาถึงปากประตู ก็มีเสียงหยอกล้อดังขึ้น หลินเจียงหันไป เห็นเป็นหลานชายคนโตของเขา หลินเข่อเหวิน บุตรชายของพี่ใหญ่หลินซาน อายุมากกว่าเขาอยู่สองสามปี

“เข่อเหวิน เจอหน้าลุงหกแล้วไม่คารวะ เชื่อไหมเดี๋ยวลุงฟ้องเอา”

“เจ้า เจ้า...”

“อะไรกัน ตระกูลเราไม่รักษากฎกันแล้วหรือ”

“ยอมก็ได้ ศิษย์หลานคารวะลุงหกขอรับ”

สุดท้ายหลินเข่อเหวินก็ยอมอ่อนข้อ ตระกูลหลินในฐานะตระกูลใหม่ไฟแรงเคร่งครัดเรื่องกฎ หลินปาเทียนก็ถือเรื่องกตัญญูยิ่ง แม้หลินเจียงจะเป็นความอัปยศรุ่นที่แปดของตระกูล แต่ต่อหลินเข่อเหวินแล้ว เขาก็คือลุงอยู่ดี

“หลานเอ๋ย เห็นเจ้าไม่ค่อยเชื่อฟัง แบบนี้ปีนี้เงินอั่งเปาของเจ้าคงอดแล้วล่ะ”

หลินเจียงหัวเราะลั่น แล้วเดินเข้าสู่สำนักตระกูลหลิน

กฎของหลินปาเทียนคือ หากมิได้ติดธุระใหญ่ เช่นปิดด่านทะลวงขั้น ปลายปีทุกคนในครอบครัวต้องพร้อมหน้า ฉะนั้นภายในสำนักตระกูลหลินยามนี้จะพบคนตระกูลหลินได้ทั่วไป

“คารวะพี่ใหญ่”

“เจ้าแปดสวัสดี”

“พี่สามสบายดีไหม”

ตลอดทางหลินเจียงทำความเคารพไปมา รุ่นที่แปดของตระกูลเขาอยู่ลำดับหก ข้างหน้ามีหลายคนที่เขาต้องเป็นฝ่ายทำความเคารพก่อน ส่วนที่ตามหลังจึงเป็นน้องชายหญิงที่ต้องทำความเคารพเขา

จากนั้นหลินเจียงไปคารวะท่านพ่อผู้ให้กำเนิด หลินปาเทียนและฮูหยินใหญ่สกุลเจิ้ง ข้าววิญญาณที่นำมาก็ต้องส่งให้ท่านละสองพันจิน นี่ไม่ใช่ให้เปล่า พอถึงตรุษจีนปีหน้าทั้งสองจะตอบแทนด้วยของขวัญที่หนักกว่านี้

คารวะท่านพ่อเรียบร้อย จึงไปพบมารดา จวงหรง จวงหรงรูปโฉมงดงาม ตั้งแต่บรรดาอนุภริยาของหลินปาเทียนนางก็ติดอันดับต้น หลินเจียงกับหลินอิงล้วนได้รับพันธุกรรมอันดีจากนาง รูปลักษณ์นับว่างดงามทั้งคู่

จวงหรงมีพลังชำระปราณขั้นเจ็ด พรสวรรค์ด้านรากวิญญาณก็มิได้เลว แต่น่าเสียดายเป็นพวกหลงรักจนหัวปักหัวปำ ตั้งแต่แต่งกับหลินปาเทียนก็ไม่ค่อยตั้งใจฝึกจริงจัง เอาแต่คิดชิงความโปรดปรานจนหลายปีผ่านมา ระดับพลังไม่ก้าวหน้าแม้เพียงนิ้ว

“ลูกแม่เอ๋ย ลูกรักลำบากมากแล้ว...”

พอเห็นหลินเจียง จวงหรงก็โผกอด น้ำตาไหลพราก แม้สมองจะไม่ค่อยเป็นระบบนัก แต่ต่อหน้าลูกชายลูกสาวแล้วนางดีเลิศ

หลินเจียงไม่ค่อยชอบการแสดงความรักเกินงามนัก แต่พลังสู้มารดาไม่ไหว ดิ้นก็ไม่หลุด ทำได้เพียงส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปทางหลินอิง หลินอิงจึงยิ้มแย้มเข้ามาช่วยพูดเกลี้ยกล่อม

จวงหรงปล่อยหลินเจียง แล้วเริ่มพร่ำบ่นทั้งน้ำมูกน้ำตา ว่านางถูกคนในสำนักกลั่นแกล้งอย่างไร โดนฮูหยินรองคนไหนรังแกบ้าง จากนั้นก็วกกลับคำเดิม อาศัยบารมีลูก ให้เพิ่มระดับพลังโดยเร็ว จะได้ให้แม่มีหน้ามีตาเงยหน้าขึ้นมาบ้าง ทุกครั้งที่พบกันก็ว่าคล้ายๆ กันนี่แหละ

ฟังแล้วหลินเจียงถึงกับกลอกตา เจ้าของร่างเดิมอาจจะเชื่อ แต่จากความทรงจำของเจ้าของเดิม เขารู้อยู่แก่ใจว่ามารดานี่แหละเป็นพวกซ่าเสียเอง ไม่ไปรังแกคนอื่นก็บุญแล้ว ไหนเลยจะปล่อยให้คนอื่นมารังแกนางได้

“ลูกเอ๋ย ทำไมไม่พูดล่ะ เอ่ยอะไรสักคำสิ”

“ท่านแม่ ลูกจะพูด ท่านแม่อย่าโกรธนะ”

“ว่ามาสิ แม่จะโกรธลูกได้อย่างไร”

“แม่ ข้าคิดอย่างนี้นะ อาศัยบารมีลูกสู้นับถือบารมีตนเองไม่ได้ ท่านพ่ออยู่ขั้นหยวนตัน อายุได้ราวสามร้อยปี อนุภริยาคนอื่นส่วนใหญ่ยังอยู่ขั้นชำระปราณ อายุร้อยกว่าปี ถึงเจ็ดแปดสิบ ต่อให้เคล็ดลับดีอย่างไรคนก็โรยรา หากเป็นข้า ถ้าเป็นแม่ ข้าคงตั้งใจยกระดับพลังให้ถึงขั้นสร้างฐานให้ได้ ต่อให้นั่งรอ เวลาก็จะกัดกร่อนคนอื่นๆ ให้หมดเอง หากขึ้นถึงหยวนตันได้ ฮูหยินใหญ่ยังเป็นแค่ขั้นสร้างฐาน ถึงตอนนั้นแม่จะไม่อยู่กับท่านพ่ออีกสักร้อยกว่าปีหรือ

ยิ่งไปกว่านั้น หากท่านพ่อกับแม่เลื่อนถึงหยวนอิง แปรเทพหรือแม้กระทั่งเหินสู่สวรรค์พร้อมกัน เช่นนั้นก็ได้อยู่ด้วยกันตลอดไป เป็นคู่รักเซียนอย่างมีความสุขไม่ใช่หรือ”

หลินเจียงอดยื่นข้อเสนอไม่ได้ แม่ผู้โง่เขลาเอ๋ย ศึกชิงดีชิงเด่นในโลกผู้บำเพ็ญ แก่นแท้คือระดับพลัง จะงามเพียงใดก็ไม่อาจสิบแปดทุกปี แต่ทุกปีย่อมมีสาววัยสิบแปดเกิดขึ้นมาใหม่ จะชนะอนุภริยาชุดนี้แล้วอย่างไร หากท่านพ่อเผลอไปรับอนุเพิ่มอีกเล่า

ฉะนั้นต้องพึ่งพาพลังเท่านั้น พลังสูงส่งจึงใช้การได้ หากขึ้นถึงหยวนตัน อีกสักร้อยกว่าปีต่อมา ก็ไปเต้นอยู่หน้าหลุมศพของฮูหยินใหญ่ได้แล้ว

จวงหรงพอได้ฟัง ดวงตาก็สว่างพรึ่บ ช่างมีเหตุผลนัก หากนางขึ้นถึงหยวนตันแล้ว ดูซิว่าใครจะทนสู้ระยะยาวกับนางได้บ้าง

จบบทที่ บทที่ 2 คฤหาสน์เขาหลิงเถา

คัดลอกลิงก์แล้ว