- หน้าแรก
- โจโจ้ : มหาวิปโยคแห่งพหุจักรวาล
- บทที่ 11 : แขกผู้ไม่ได้รับเชิญ
บทที่ 11 : แขกผู้ไม่ได้รับเชิญ
บทที่ 11 : แขกผู้ไม่ได้รับเชิญ
บทที่ 11: แขกผู้ไม่ได้รับเชิญ
โจทาโร่ก้มศีรษะเดินเข้าบ้าน พลางปิดประตูลงอย่างเงียบงัน ภายนอกลมหนาวพัดกระหน่ำจนหิมะตั้งเค้าจะโปรยปรายทุกเมื่อ
บ้านหลังเล็กแม้จะดูคับแคบ ทว่าให้ความอบอุ่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ รูรั่วตามฝาผนังหรือช่องหน้าต่างที่เคยปล่อยให้ลมหนาวเล็ดลอดล้วนถูกมือของโจทาโร่ซ่อมแซมหมดสิ้น
ในยามที่ภายนอกหนาวเหน็บจนกระดูกแทบแข็ง ภายในกลับอบอวลด้วยไออุ่นของครอบครัว ทันจิโร่ถอดรองเท้าอย่างรีบเร่ง ขณะเกล็ดหิมะเกาะเต็มปลายเท้า จู่ ๆ เขาก็นึกบางอย่างขึ้นได้
“ว่าแต่ เนซึโกะ ถ้าพรุ่งนี้อากาศดี เราพาทาเคโอะกับคนอื่น ๆ ไปเยี่ยมคุณตาซาบุโร่กันเถอะ”
แววตาเขานุ่มนวลลง รอยยิ้มปรากฏอย่างเป็นธรรมชาติ
“คุณตาอยู่ลำพัง ท่าทางจะเหงาไม่น้อยเลยล่ะ…”
เนซึโกะนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าและส่งยิ้มอ่อนโยน
“อื้ม ได้เลยจ้ะ พี่ชาย”
ในขณะเดียวกัน เสียงของคิเอะก็ดังขึ้นจากในครัว
“โจทาโร่ซัง ทันจิโร่ เนซึโกะ ถ้าเรียบร้อยแล้ว มากินข้าวกันได้แล้วนะ”
ก่อนจะหันไปปรามเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน
“พวกหนู ๆ หยุดเล่นแล้วไปล้างมือก่อนเร็ว!”
เนซึโกะยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหยิบรองเท้าของโจทาโร่กับพี่ชายไปเรียงอย่างเป็นระเบียบตรงชั้นวาง ระหว่างเดินผ่านโจทาโร่ กลิ่นบางอย่างพลันแตะจมูกของเธอเบา ๆ
โดยปกติ ผู้หญิงอาจไม่รู้สึกไวต่อกลิ่นนัก แต่เมื่อเป็นกลิ่นของคนที่เธอรัก...หรือกลิ่นของ ‘ผู้หญิงคนอื่น’
สัญชาตญาณกลับไวกว่าอะไรทั้งปวง
กลิ่นประจำตัวของโจทาโร่ คือกลิ่นอ่อน ๆ ที่ให้ความรู้สึกมั่นคง อบอุ่น ราวกับแดดอ่อนยามเช้าบนไหล่เขา แต่กลิ่นที่แตะปลายจมูกในตอนนี้ กลับแตกต่างโดยสิ้นเชิง…
เป็นกลิ่นแบบที่ผู้หญิงไม่อยากได้กลิ่นจากผู้ชายที่เธอรัก กลิ่นเย้ายวน ปรนเปรอ และโจ่งแจ้ง...
‘วันนี้...โจทาโร่ซังไปที่ไหนมานะ?’
คิ้วเรียวของเนซึโกะขมวดเข้าหากันขณะจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้า ในหมู่บ้านแห่งนี้ มีชายหลายคนที่สูญเสียภรรยา
และทุกครั้งที่พวกเขาเข้าเมืองก็กลับมาพร้อมกลิ่นแบบนี้ไม่ผิดเพี้ยน
เธอเคยได้ยินผู้ชายบางคนรวมกลุ่มพูดคุยเรื่องลามกอย่างเปิดเผย แม้ไม่ค่อยได้เข้าเมือง แต่เนซึโกะรู้ดีว่า...มีสถานที่บางแห่งที่ชายหนุ่มส่วนใหญ่ปรารถนาจะไป แม้มันต้องแลกด้วยเงิน หรือแม้กระทั่งศักดิ์ศรี
พอคิดถึงตรงนี้ เธอก็รีบส่ายหน้าแรง ๆ พยายามไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป แต่แล้ว กลิ่นเดียวกันนั้นก็โชยมาอีกครั้งคราวนี้จาก ‘มือ’ ของเธอเอง
ดวงตาคู่งามเบิกกว้าง ขนตาสั่นไหว มือข้างนี้ของเธอ...เพิ่งจับมือโจทาโร่ไม่กี่นาทีก่อน
กลิ่นที่ติดมากับผิวเขา ไม่ใช่แค่เสื้อผ้าหรือสิ่งของ แต่เป็นกลิ่นที่ติดแน่นในสัมผัสโดยตรง
‘แบบนี้...หมายความว่ายังไงกันแน่...’
ภาพอันไม่พึงประสงค์ผุดขึ้นมาในหัวจนหัวใจแทบหยุดเต้น เสียงหนึ่งในใจตะโกนลั่น
‘โจทาโร่ซัง...เขาไม่ใช่คนแบบนั้น!’
“เนซึโกะ! เนซึโกะ!”
เสียงเรียกของคิเอะดึงเธอกลับมาจากภวังค์
“เป็นอะไรหรือเปล่าลูก?”
เนซึโกะส่ายหน้าเบา ๆ เหมือนแรงใจหายไปหมด
“ไม่เป็นไรค่ะ แม่…”
เธอตอบเบา ๆ แล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะอาหารอย่างไร้เรี่ยวแรง
ระหว่างมื้อเย็น เด็ก ๆ ต่างหยิบจับอาหารด้วยความตื่นเต้นและเสียงหัวเราะ โจทาโร่นั่งเงียบ ๆ ตามนิสัย ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ
เนซึโกะแอบมองเขาอยู่เงียบ ๆ เพียงแค่เห็นใบหน้าสงบนิ่งของเขา ภาพในหัวที่เคยปั่นป่วนก็หายไปอย่างน่าประหลาด
‘โจทาโร่ซังเป็นคนดีแน่นอน… หรืออย่างน้อย…ฉันก็อยากเชื่อแบบนั้น’
“ว่าแต่ พี่ชาย เมื่อกี้พี่ถือห่อผ้ามาด้วย ข้างในคืออะไรเหรอ?”
เนซึโกะถามขึ้นในที่สุด เธออยากรู้...แต่อีกใจก็อยากฟังเรื่องราวจากทันจิโร่ด้วย
ทันจิโร่เงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะวางตะเกียบลงแล้วตอบอย่างตรงไปตรงมา
“เป็นเสื้อผ้าที่โจทาโร่ซังซื้อให้ทุกคนในบ้านน่ะ”
“เอ๋?”
ดวงตาของเนซึโกะสว่างวาบ รอยยิ้มแย้มแจ่มใสคลี่ออกโดยไม่รู้ตัว
‘เขาไม่ได้ไปที่แบบนั้น...เขาไปทำเรื่องดีต่างหาก’
เสียงเด็ก ๆ พากันส่งเสียงเฮฮา พูดคุยจินตนาการถึงเสื้อผ้าชุดใหม่ เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ตรงกันข้ามกับความร่าเริงของเด็ก ๆ คิเอะกลับรู้สึกเกรงใจอย่างเห็นได้ชัด เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่จริงใจ
“โจทาโร่ซัง แบบนี้มันเกินไปแล้วค่ะ คุณช่วยพวกเรามากเกินพอแล้ว แถมยังซื้อเสื้อผ้าให้เด็ก ๆ อีก...
พวกเรารู้สึกเกรงใจมากจริง ๆ ค่ะ”
โจทาโร่กล่าวอย่างเรียบเฉย “ไม่ต้องเกรงใจหรอก ฉันไม่ชอบเป็นหนี้ใคร”
คำพูดนั้นทำให้คิเอะชะงักไป ราวกับว่าเธอได้ยินนัยบางอย่างแฝงอยู่
และเมื่อเสียงของทันจิโร่เอ่ยขึ้นเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย
“โจทาโร่ซัง...กำลังจะไปแล้วในวันพรุ่งนี้…”
บรรยากาศในบ้านตระกูลคามาโดะพลันหม่นลงในทันที ความร่าเริงเมื่อครู่กลายเป็นความเงียบงันที่กดทับหัวใจ
“ฉันก็คิดเอาไว้อยู่แล้ว…” คิเอะพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
ตั้งแต่คำพูดของเขาก่อนหน้านี้ หญิงสาวก็พอเดาได้ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
เด็ก ๆ ทุกคนก้มหน้าลงอย่างไม่รู้ตัว แม้แต่ตะเกียบในมือก็พลันรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมา
“ยาเระ ยาเระ …”
เสียงหยดน้ำที่ร่วงลงบนโต๊ะดังก้องในโสตประสาทของทุกคน ชัดเจน รวดร้าว เหมือนมันกำลังกระทบใจพวกเขาโดยตรง
สำหรับโจทาโร่แล้วนี่คือฉากแบบที่เขารับมือได้ไม่ดีนัก ใบหน้ายังคงเรียบนิ่งเหมือนผิวน้ำไร้คลื่น ไม่เผยอารมณ์แม้แต่น้อย
แต่บางครั้ง…ความนิ่งเฉย ก็อาจเป็นการแสดงความรู้สึกที่ลึกซึ้งที่สุด
บางที…หัวใจของเขา อาจกำลังเจ็บปวดไม่ต่างจากทุกคนในบ้านหลังนี้
คิเอะรู้ดีว่าเด็ก ๆ ต่างเสียใจและเสียดาย จึงพยายามเอ่ยปลอบประโลมให้บรรยากาศผ่อนคลายลง ทว่าความหดหู่ก็ยังคงปกคลุมอยู่ในอากาศที่เงียบงัน
เธอถอนหายใจเบา ๆ
“โจทาโร่ซัง… ทานเนื้อกวางเพิ่มอีกหน่อยนะคะ ฉันตั้งใจทำเองกับมือเลย”
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เนซึโกะจึงเงยหน้าขึ้นมา เธอคีบเนื้อกวางชิ้นหนึ่งแล้ววางลงในชามของโจทาโร่ รอยยิ้มสดใสแต่งแต้มบนใบหน้าอีกครั้ง ราวกับไม่มีร่องรอยของความเศร้าเหลืออยู่เลย
ทว่าดวงตาที่แดงเรื่อเล็กน้อย และมือที่สั่นเพียงนิดยามคีบอาหารกลับเผยความรู้สึกในใจของเธอออกมาโดยไม่ต้องใช้คำพูด
บางที เธออาจแค่อยากให้โจทาโร่จดจำภาพของเธอในแบบที่ดีที่สุด
มื้อนี้เริ่มต้นด้วยเสียงหัวเราะ แต่จบลงด้วยความเงียบ
หลังอาหาร คิเอะเก็บจานชามไปล้าง พร้อมเร่งให้เด็ก ๆ ไปอาบน้ำและเข้านอน
ขณะที่โจทาโร่เอนหลังพิงผนังอยู่เงียบ ๆ เพียงลำพัง ไม่มีใครล่วงรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ตามปกติ หลังมื้อเย็น เขาจะออกไปสูบบุหรี่หน้าบ้าน
แต่คืนนี้…เขากลับไม่ทำเช่นนั้นเพราะลมที่พัดกระหน่ำแรงเกินไป? หรือเพราะในใจไม่มีแม้แต่ความอยากจะจุดไฟ?
เนซึโกะยืนอยู่คนเดียวตรงหน้าต่าง ดวงตาเหม่อลอยมองพายุหิมะด้านนอกผ่านกระจกบานบาง
หิมะนับพันร่วงโรยผ่านสายตาเธอ แต่หัวใจยังพร่ำภาวนาให้หิมะตกหนักขึ้น ยาวนานขึ้น…หากเป็นไปได้ ก็อย่าหยุดตกอีกเลย
แต่ในขณะที่เธอกำลังล่องลอยอยู่ในห้วงความคิด เงาร่างสีคล้ำร่างหนึ่งกลับปรากฏขึ้นในม่านหิมะนอกหน้าต่าง
ในความมืดเช่นนี้ ท่ามกลางหิมะที่ตกหนักขนาดนั้น ยังจะมีใครอยู่ข้างนอกอีกงั้นหรือ…?