เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 49 แย่งชิงอำนาจ!

บทที่ 49 แย่งชิงอำนาจ!

บทที่ 49 แย่งชิงอำนาจ!


บทที่ 49 แย่งชิงอำนาจ!

ผู้แปล loop

ในรุ่งเช้าถัดมาสำนักกิจการทั่วไปตอนนี้ก็มีงานยุ่งเป็นปกติเหมือนทุกวัน

โดยดงซูบินกำลังถ่ายเอกสารบางอย่างที่เครื่องถ่ายเอกสารและสังเกตการณ์คนที่เหลือในสำนักงานอย่างลับๆ

“ซูบินคำกล่าวสุทรพจน์ของผู้อำนวยการหลี่เสร็จรึยัง? ถ้าเสร็จแล้วส่งมันมาให้กับฉันเดียวฉันจะเอาไปให้ผู้อำนวยการหลี่เอง” คำพูดนี้เป็นคำพูดของเกาแพนเหว่ยที่กำลังพูดกับดงซูบินที่กำลังอยู่ที่เครื่องถ่ายเอกสาร

“ซูบินเอกสารพวกนั้นพิมพ์ออกมาหมดรึยัง? หัวหน้าซู กำลังรออยู่เอามันมาให้ฉันด้วยเดียวฉันเอาไปส่งเอง” ฉางจี้เองก็ไม่น้อยหน้าเกาแพนเหว่ยในการแข่งขันชิงอำนาจรองหัวหน้าสำนักในครั้งนี้เช่นกัน

หลังจากที่ทั้งคู่พูดเสร็จพวกเขาก็จ้องหน้ากัน แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่กระทันหันหลังจากทราบข่าวการเกษียณของหัวหน้าโจวแล้วมันทำให้เกาแพนเหว่ย และ ฉางจี้นั้นต้องการแย่งชิงอำนาจในการเป็นรองหัวหน้าสำนักงานคนใหม่ให้ได้  โดยเกาแพนเหว่ยใช้ทักษะการเลียแข็งเลียขาของเขาเพื่อ“แสดงว่าเขาทำงานหนักขนาดไหนผ่านรายงานการทำงานของเขาเอง” ให้กับผู้หน้าเกือบทุกคนในสำนักสาขาอำเภอ โดยเฉพาะหัวหน้าฝ่ายการเมืองและหัวหน้าสำนัก ซึ่งแตกต่างจากฉางจี้นั้นมีกลยุทธ์ที่แปลกออกไป เขากำหนดเป้าหมายคนที่จะเข้าหาให้สูงขึ้น เขาพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะแสดงตัวให้หัวหน้าคนอื่น ๆ ของฝ่ายกิจการทั่วไปเห็นว่าเขาเหมาะสมขนาดไหนและเริ่มติดต่อกับผู้ตัดสินทางการเมืองของเขตบ่อยขึ้น พวกเขาทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ตำแหน่งรองหัวหน้าสำนักงานกิจการทั่วไป

ในอีกด้านหนึ่ง

พี่หยางเองยังคงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขายังคงดื่มชาและอ่านหนังสือพิมพ์ต่อไป ดูเหมือนว่าเขาจะไม่สนใจตำแหน่งรองหัวหน้าเลยส่วน ฉางจ้วงเองก็ยังทำตัวเหมือนเดิม แต่เมื่อเทียบกับสมัยก่อนแล้วเธอเริ่มคุยกับฉางจี้บ่อยขึ้น บางทีเธอก็นำเงินบางส่วนมอบให้ฉางจี้แบบลับๆ

“จ้วงจื่อ” เมื่อทั้งเกาแพนเหว่ยและฉางจี้ออกไปส่งเอกสารต้าหลินเหม่ยก็เรียกจ้วงจื่อและถามอย่างร่าเริงว่า:“นายคิดว่าใครจะได้ตำแหน่งรองหัวหน้าสำนักกัน?”

จ้วงจื่อไม่ค่อยจะเข้าใจเรื่องนี้สักเท่าไรเขาจึงตอบแบบช้าๆไป “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ทุกคนในสำนักงานเองก็มีโอกาสในการเลื่อนตำแหน่งเหมือนกันไม่ใช่หรอ??”

ต้าหลินเหม่ยเงยหน้าขึ้นและมองเขา:“นายนี้มันซื่อบื่อจริง? ไม่เป็นไร. ซูบินนายคิดว่าใครจะได้เลื่อนตำแหน่ง?”

ดงซูบินตอบกลับโดยไม่ได้หันมามองต้าหลินเหม่ย “ไม่รู้หรอก แต่เท่าที่รู้ยังไงพวกเราสามคนก็ไม่มีโอกาสอยู่แล้วนิ”

“โอ้! นายนี้ก็พูดตรงๆเลยนะเนี่ย” ต้าหลินเหม่ยเธอหัวเราะ “หากเราคนใดคนหนึ่งได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพระอาทิตย์ก็คงจะขึ้นจากทางตะวันตกในวันพรุ่งนี้แล้วแหละ ซูบินนายเองก็ดูเหมือนว่าอยากจะได้ตำแหน่งนี้เหมือนกันนิ ฮิฮิ ……อย่าไปคิดมากเลย พวกเรายังเด็ก อีกสามสี่ปีก็อาจเป็นตาของพวกเราที่จะเลื่อนตำแหน่งขึ้นไปบ้าง”

จ้วงจื่อยังเกาหัวของเขาด้วยความมึนงงอยู่:“อันที่จริงฉันคิดว่าซูบินเป็นคนที่เหมาะสมที่สุดที่จะได้เลื่อนตำแหน่งนะ”

ดงซูบินจึงหัวเราะขึ้นมา:“หยุดพูดเรื่องไร้สาระได้แล้วฉันรู้สถานะในตอนนี้ของฉันดี”

ต้าหลินเหม่ยเธอก็หัวเราะขึ้นมา:“บอกตามตรงเลยนะฉันคิดว่าซูบินเองก็เหมาะสม แต่ด้วยระบบราชาการที่แตกต่างกับ บริษัท เอกชน คนที่มีความสามารถนั้นอยากที่จะได้เลื่อนตำแหน่งเพราะสิ่งพวกนี้มันขึ้นอยู่กับความอาวุโสและเส้นสายของคนๆนั้นด้วย”

ดงซูบินเองก็รู้เรื่องนี้ดีเช่นกัน

หลังจากนั้นไม่นานเกาแพนเหว่ยก็กลับมาอีกครั้ง เขาเดินเข้ามาพร้อมกับเชิดหน้าและยิ้มไปด้วยในเวลาเดียว เพราะหัวหน้าบางคนพึงบอกเขาว่าเขามีโอกาสที่อาจจะได้รับเลือกในครั้งนี้มันเลยช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับเขา “พี่หยางหยุดอ่านหนังสือพิมพ์ได้แล้ว ซูบินตู้กดน้ำวตอนนี้น้ำมันหมดแล้วบอกให้ใครสักคนเอาถังน้ำขึ้นมาสิ และหลังจากนี้จะต้องมีใครสักคนออกจากสำนักงานนี้ พวกนายทุกคนต้องทำงานหนักขึ้นและไม่ทำให้สำนักงานของเราเสื่อมเสียเป็นอันขาด” พวกขี้ประจบสอพออย่างเกาแพนเหว่ยเริ่มพูดจาเหมือนตัวเองได้ตำแหน่งรองหัวหน้าแล้วทั้งๆที่ยังไม่คำสั่งใดๆออกมามันทำให้คนที่เหลือในสำนักงานเริ่มรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก

ดงซูบินกำลังสาปแช่งเขาอยู่ภายในใจ

อีกไม่กี่นาทีต่อมา ฉางจี้ก็กลับมาที่สำนักงานและมองไปที่เกาแพนเหว่ยสักพักก่อนที่จะตบมือเข้าด้วยกันเพื่อเรียกความสนใจจากทุกคน “มีการประชุมเวลา 13.30 น. ถ้าเสร็จมื้อเที่ยงแล้วมาพบกันก่อนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประชุม ซูบิน จ้วงจื่อพวกนายทั้งคู่ไปและทำความสะอาดห้องประชุมที่ชั้นสาม ซูบินนายรับผิดชอบอุปกรณ์และเอกสารสำหรับการประชุมด้วย เข้าใจนะ. แค่นั้นแหละ. จัดการงานของนายให้เรียบร้อยด้วยล่ะ”

ดงซูบินรู้สึกโมโหมาก ‘ทั้งคู่เองยังไม่ได้เลื่อนตำแหน่งเลยแต่พวกเขาก็ออกคำสั่งเสียแล้ว มันจะเกิดอะไรขึ้นหากพวกเขาได้เลื่อนตำแหน่งจริง ๆขึ้นมา ?’

เมื่อเขายังเห็นซูบินยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะไม่ลุกไปทำงานตามคำสั่งของเขาสีหน้าของฉางจี้ก็แสดงความไม่พอใจออกมา “นายไม่ได้ยินสิ่งที่ฉันสั่งหรือยังไง”ฉางจี้เองเขามั่นใจว่า 90% ว่าเขาจะได้เลื่อนตำแหน่งอยากแน่นอน หากไม่มีโจวฉางจูอยู่แล้ว เขาก็ไม่กลัวดงซูบินอีกต่อไป หลังจากไม่กี่วันที่ผ่านมาสถานะของเขาตกต่ำลงมาก แต่ในตอนนี้มันได้เปลี่ยนไปแล้วเขากับมาหยิ่งผยองอีกครั้ง

ดงซูบินเริ่มขมวดคิ้วและตอบอย่างเย็นชา “ไม่ทำ”

ฉางจี้เริ่มโมโห:“ยังงี้ก็สวยดิ……………” เขาเดินไปที่โต๊ะของดงซูบินและพูดเบา ๆว่า :“รอจนกว่าฉันจะได้เป็นหัวหน้าของนายแล้วเราจะได้เห็นดีกัน รอก่อนเถอะ….”

ดงซูบินเองก็ตอบกลับไปว่า:“หรอ! …. ได้ฉันจะรอ.”

ฉางจี้ทำได้เพียงแค่ชักสีหน้าใส่เพียงเท่านั้น:“หืมม!”

ในตอนกลางวัน

ระหว่างอาหารกลางวัน ต้าหลินเหม่ยทำหน้ามุ่ยและมองไปที่ฉางจี้ และเกาแพนเหว่ยที่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะซึ่งห่างจากพวกเขาไม่ไกล “นายเห็นพวกนั้นไหม? สองคนนั้นยังไม่ทันได้รับตำแหน่งเลยแต่กับทำตัวเป็นหัวไปส่ะก่อนแล้ว ขนาดหัวหน้าโจวเองยังไม่ทำตัวเหมือนพวกเขาเลย ฮึ่ม! ฉันต้องการดูว่าพวกเขาจะเป็นยังหากไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง”

ดงซูบินกัดขนมปังของเขาด้วยอารมณ์โมโห:“ใช่แล้ว หากไม่มีใครแข่งขันกับพวกเขาสำหรับตำแหน่งรองหัวหน้าคนต่อไปล่ะก็สำนักงานของพวกเราจะต้องตกเป็นของพวกนั้นอย่างแน่นอน”

จ้วงจื่อแตะพวกเขาอย่างรวดเร็ว:“ลดเสียงหน่อย อยากให้คนอื่นได้ยินหรือยังไง”

ต้าหลินเหม่ยพูดด้วยความโมโหเพิ่มขึ้นไปอีก:“นี่มันไม่ยุติธรรมเลย ซูบิน นายมีปัญหาแน่ในครั้งนี้ ไม่ว่าพวกเขาคนใดคนหนึ่งจะได้กลายเป็นหัวหน้าก็ตามพวกเขาไม่ปล่อยนายไว้แน่ๆ”

ดงซูบินได้แต่โบกมือและถอนหายใจแรงออกมา “แล้วฉันจะทำอะไรได้”

เนื่องจากดงซูบินได้นั่งวิเคราะห์สถานการณ์มาแล้วเมื่อคืนนี้ ตำแหน่งรองหัวหน้าสำนักงานกิจการทั่วไปนั้นคงไม่ใช่พวกเขาสามคนแน่ๆ เพราะเขาและจ้วงจื่อพึงเข้าทำงานในสำนักงานได้ไม่ถึง 2 เดือนด้วยซ้ำและพวกเขายังถือว่าเป็นมือใหม่มาก อีกทั้งหน่วยงานราชการให้ความสำคัญกับความอาวุโสมากกว่าความสามารถ แม้ว่าดงซูบินจะแสดงความสามารถได้ยอดเยี่ยมขนาดไหนมันก็ไม่มีประโยชน์ใดๆเลย มันก็เหมือนกันสำหรับต้าหลินเหม่ย เธอพึงเข้าร่วมกับสำนักความมั่นคงแห่งรัฐเมื่อหนึ่งปีก่อนหน้าพวกเขา เธอเองก็ยังถือว่ามีประสบการณ์น้อยมากเช่นกัน

อีกทั้งพี่หยางก็ไม่ถูกกับหัวหน้าจากสำนักเมือง ตำแหน่งของเขานิ่งมาหลายปีแล้ว รวมถึงตอนนี้เขาใกล้จะถึงวัยเกษียณแล้วและแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง อย่างน้อยที่สุดหน่วยงานจะให้การสนับสนุนให้เขาเป็นรองหัวหน้าส่วนก่อนเกษียณ ส่วนฉางจ้วงเธอก็อายุมากพอที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง แต่บุคคลิกของเธอยังมีข้อบกพร่องที่สำคัญ เพราะการสร้างความประทับใจที่เธอมอบให้คนอื่นนั้นมันช่างไร้สาระเกินไป คณะกรรมการจะไม่พิจารณาเลื่อนขั้นให้เธออย่างแน่นอน

หลังจากมองดูทุกคนในสำนักงานมีเพียงเกาแพนเหว่ยและฉางจี้เท่านั้นที่มีโอกาสเลื่อนตำแหน่งสูงที่สุด

เกาแพนเหว่ยนั้นใกล้ชิดกับหัวหน้าหลายคนในสำนัก มันมีผลทำให้เขามีโอกาสสูงที่จะได้เลื่อนตำแหน่ง

ฉางจี้เองก็รู้จักผู้ตัดสินทางการเมืองของเขต ถ้าผู้ตัดสินทางการเมืองของเขตต้องการที่จะแต่งตั้งเขาจริง ๆ ฉางจี้เองก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลยและเขาเพียงรอวันที่ได้เลื่อนตำแหน่งเพียงเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นฉางจี้ดูมีภาษีดีกว่าและโอกาสของเขาก็สูงกว่าเกาแพนเหว่ยเล็กน้อย

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นคนใดคนหนึ่งก็จะได้เป็นรองหัวหน้า

หลังจากวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทั้งหมดดงซูบินก็รู้สึกหดหู่ทันที่ ถ้าเขาทำงานมาแล้วหกเดือนไม่ก็หนึ่งปีเขาก็อาจจะมีคุณสมบัติที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเช่นกัน แต่ตอนนี้ไม่มีปัจจัยอะไรเลยที่เขาจะได้มันมาและแย่งชิงการรับตำแหน่งในครั้งนี้ ดงซูบินหวังเพียงแค่ตอนนี้สำนักจะโอนคนจากเขตอื่นมาเป็นรองหัวหน้าของพวกเขาแทน มันจะเป็นนรกสำหรับเขาถ้าทั้งสองคนนี้ ได้รับการเลื่อนตำแหน่งจริงๆ

‘เวรจริง!’

ปล. กลุ่มลับถึงตอนที่ 108 แล้วครับ

จบบทที่ บทที่ 49 แย่งชิงอำนาจ!

คัดลอกลิงก์แล้ว