- หน้าแรก
- การกำเนิดของเทพตีเหล็กยุคปฐมกาล
- บทที่ 114 ความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ (อ่านฟรี23-03-2025)
บทที่ 114 ความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ (อ่านฟรี23-03-2025)
บทที่ 114 ความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ (อ่านฟรี23-03-2025)
เวลาต่อมา ณ ทุ่งรกร้างอันกว้างใหญ่…
"เฮ้ เจ้าไม่คิดเหรอว่าเจ้าทำเกินไปหน่อย?" ชายร่างเล็กในกลุ่มสองคนกล่าวขึ้นพลางถอนหายใจ ก่อนจะดึงผ้าสีดำที่ปิดใบหน้าออก เขาจ้องชายร่างสูงตรงหน้าเขาด้วยสายตาไม่พอใจ "เจ้าเป็นถึงระดับแรงค์ 4 เชียวนะ! จะหยุดนิสัยที่ชอบฆ่าทุกอย่างที่ต่อสู้ด้วยไม่ได้หรือไง?"
"แถมยังให้ข้าถ่วงเวลาไอ้หมอนั่นนานกว่าที่เราตกลงกันไว้แต่แรกอีก!" ชายร่างเล็กกล่าวต่อรัวๆ ขณะที่ชายร่างสูงเพียงแค่ฟังโดยไม่พูดอะไร "ข้าต้องได้ส่วนแบ่งค่าจ้างจากงานนี้เพิ่มอย่างน้อยหนึ่งในสี่!"
"ก็ได้" น่าแปลกที่ชายร่างสูงตอบกลับอย่างง่ายดาย โดยไม่แสดงท่าทีไม่พอใจหรือโต้แย้งใดๆ ทำให้ชายร่างเล็กถึงกับชะงักและขมวดคิ้ว คิดว่าเขาหูฝาดไปหรือเปล่า
กระพริบตาหลายครั้งอย่างไม่อยากเชื่อ สุดท้ายชายร่างเล็กก็ถอนหายใจออกมา "ช่างเถอะ ข้าก็พูดไปงั้นแหละ ไม่ได้จริงจังอะไรหรอก"
"แต่เอาจริงๆ นะ ทำไมเจ้าถึงจัดหนักขนาดนั้น จนเล่นงานเป้าหมายเละขนาดนั้น?" ได้ยินคำถามนั้น ชายร่างสูงเกาแก้มตัวเองเล็กน้อย ราวกับกำลังหาคำอธิบายที่ดีที่สุด
"ก็…จะว่าไงดีล่ะ" ในที่สุดรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายร่างสูง "เขาทำให้ข้ารู้สึกตื่นเต้น"
ชายร่างเล็กชะงักไปอีกครั้ง มองใบหน้าชายร่างสูงครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ เลื่อนสายตาลงไปด้านล่างด้วยสีหน้าขยะแขยง "…หยะแหยงว่ะ"
"คิดไปไกลอีกแล้ว" ชายร่างสูงส่ายหัวอย่างเอือมระอา ก่อนจะถอนหายใจ "สิ่งที่ข้าหมายถึงก็คือ… เป้าหมายที่ข้าสู้ด้วยเมื่อกี้ เป็นนักสู้ที่เก่งที่สุดในบรรดาเป้าหมายทั้งหมดที่พวกเราเคยทดสอบมา"
"จริงดิ?" ชายร่างเล็กยังไม่ปักใจเชื่อ "แล้วถ้าเทียบกับคนอื่นๆ ที่เราเคยทดสอบล่ะ หมอนั่นอยู่ในระดับไหน?"
"ในแง่ของประสบการณ์ต่อสู้ หมอนั่นพอๆ กับไอ้หนุ่มที่เจ้าถ่วงเวลาไว้เลย" ชายร่างสูงกล่าว "ถ้าเขาอยู่แรงค์ 2 ล่ะก็ คงสามารถสู้กับข้าได้อย่างสูสีแล้ว"
"แต่ถ้าถึงจุดนั้น หมอนั่นก็คงได้รับการติดต่อจากกิลด์ช่างตีเหล็กแล้วสิ?" พอพูดจบ ชายร่างเล็กก็เบิกตากว้างอย่างตกใจ
"ที่น่ากลัวที่สุดก็คือ หมอนั่นยังไม่ถึงจุดสูงสุดของแรงค์ 1 เลยด้วยซ้ำ จากพลังที่แผ่ออกมา ข้าเดาว่าเขาน่าจะอยู่แค่เลเวล 11 เท่านั้น" ชายร่างสูงพยักหน้าเสริม "ในแง่ของพรสวรรค์โดยรวม เขาไม่ต่างอะไรจากฮาลเลย"
"ขนาดนั้นเลย?" ได้ยินเช่นนั้น ชายร่างเล็กจึงเริ่มเชื่อคำพูดของชายร่างสูง เพราะหากอีกฝ่ายไม่มีสายตาแหลมคมในการประเมินพรสวรรค์ของนักสู้ เขาก็คงไม่ถูกมอบหมายให้เป็นคนถ่วงเวลา
"เอาเถอะ วันนี้เราทำงานเสร็จแล้ว ไปหาที่พักในเมืองใกล้ๆ กันก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยส่งจดหมายแนะนำถึงหัวหน้ากิลด์ช่างตีเหล็ก" เมื่อรู้สึกว่าอธิบายเรื่องความสามารถของเป้าหมายไปมากพอแล้ว ชายร่างสูงก็ลุกขึ้นก่อนจะเดินไปในทิศทางหนึ่ง โดยมีชายร่างเล็กรีบตามหลังไป
"เดี๋ยว ๆ… ทำไมเจ้าต้องส่งจดหมายแนะนำไปหาหัวหน้ากิลด์ด้วยล่ะ?" ชายร่างเล็กถามขึ้นขณะวิ่งตาม แต่อีกไม่กี่วินาทีให้หลัง เขาก็เบิกตากว้างเมื่อทุกอย่างเริ่มปะติดปะต่อกัน เขาหันไปมองชายร่างสูงด้วยสีหน้าตกตะลึง "อย่าบอกนะว่า…"
"ใช่" ชายร่างสูงพยักหน้า "ในบรรดาเป้าหมายทั้งหมดที่พวกเราทดสอบมา วัลเลียร์เหมาะสมที่สุด"
"เหมือนกับว่าเขาถูกกำหนดมาให้เป็นหนึ่งในสี่เสาหลักเลย"
...
รุ่งเช้า
"อึก…"
รู้สึกราวกับว่าพื้นดินใต้เท้ากำลังขยับขึ้นลง วัลเลียร์ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า สิ่งแรกที่เขาเห็นคือเพดานของรถม้า พอรู้ตัวว่าอยู่ที่ไหน เขาก็พยายามลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว แต่กลับต้องหยุดกลางคันก่อนจะร้องออกมาเบาๆ ด้วยความเจ็บปวด ร่างกายของเขาปวดระบมไปหมด
"โอ้ ขอบคุณสวรรค์! เจ้าฟื้นแล้ว!"
ขณะที่เขานอนราบลงไปกับพื้นรถม้าอีกครั้ง เสียงถอนหายใจโล่งอกก็ดังขึ้นจากด้านซ้ายของเขา ไม่นานนัก รถม้าก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลง ก่อนที่ทริสตันจะปรากฏตัวตรงหน้าเขาด้วยสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด
"รู้สึกเป็นยังไงบ้าง?"
"รู้สึกเป็นยังไง…งั้นเหรอ?" วัลเลียร์มองทริสตันพลางเผยยิ้มแห้งๆ แต่ไม่นานนักสีหน้าของเขาก็บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด "แล้วข้าจะรู้สึกยังไงได้อีกล่ะ? ข้ารู้สึกเหมือนขยะสุดๆ เลย"
ทันทีที่พูดจบ ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาอย่างชัดเจน ปะติดปะต่อเรื่องราวจนเข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงมาอยู่ในรถม้าได้
เขาจำได้อย่างแจ่มแจ้ง ว่าการต่อสู้ช่วงท้ายของเขากับคนร้ายนั้น เป็นการต่อสู้ที่ไม่สมน้ำสมเนื้อเอาเสียเลย สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด ขณะที่อีกฝ่ายระดมหมัดซัดใส่ร่างของเขาไม่ยั้ง
"ถ้าเจ้าไม่เป็นแบบนั้นสิจะน่าแปลก" ทริสตันยิ้มขมขื่นเมื่อได้ยินคำพูดของวัลเลียร์ "กว่าข้าจะไปถึงตัวเจ้าได้ เจ้าก็โดนเล่นงานจนสะบักสะบอมไปหมดแล้ว แถมเจ้ายังสลบไปทั้งวันเลยนะ"
"ตั้งวันนึงเลยเรอะ?" วัลเลียร์อุทานด้วยความตกใจเล็กน้อย ก่อนจะพยายามลุกขึ้นนั่งอีกครั้ง แต่ก็ต้องนิ่วหน้าเพราะความเจ็บปวด โชคดีที่ทริสตันรีบเข้ามาประคอง ทำให้เขาสามารถนั่งตัวตรงได้
เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า วัลเลียร์ก็เห็นว่ากำแพงหมู่บ้านอัสตาร์โตอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก เขาหันไปมองทริสตันด้วยสีหน้าเกรงใจเล็กน้อย "ลำบากเจ้าแย่เลยสิ"
"ลำบาก? คนที่ควรพูดแบบนั้นคือเจ้าต่างหาก" ทริสตันตอบกลับ พลางนึกย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อคืน ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย "ว่าแต่เจ้าไปมีเรื่องกับใครตอนอยู่ในเมืองรึเปล่า?"
"เปล่านะ" วัลเลียร์ส่ายหน้าช้าๆ
"งั้น…ทำไมพวกเราถึงโดนซุ่มโจมตี?" ทริสตันถามต่อ พลางจ้องมองสีหน้าของวัลเลียร์ แต่สิ่งที่เขาเห็นคือความสับสนอย่างแท้จริง
"ข้า…ก็ไม่รู้เหมือนกัน" วัลเลียร์ตอบอย่างจริงใจ เพราะถ้าหากเขารู้ เขาคงบอกทริสตันไปตั้งนานแล้ว
ได้ยินเช่นนั้น ทริสตันก็ถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยอ่อน แม้ว่าเขาจะอยากรู้เหตุผลที่พวกเขาถูกซุ่มโจมตีมากเพียงใด แต่เมื่อเห็นว่าวัลเลียร์ยังบาดเจ็บสาหัส เขาก็ตัดสินใจเก็บความสงสัยไว้ก่อน
"พักผ่อนก่อนเถอะ"
พูดจบ รถม้าก็เคลื่อนตัวต่อไป มุ่งหน้ากลับสู่หมู่บ้านในเวลาไม่นาน