เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

CH.115-117 เขาแทบขาดใจในรอยยิ้มอันเจิดจ้าของเธอ/ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ/เด็กหนุ่มของเธอ ในที่สุดก็ได้เป็นตัวของตัวเอง

CH.115-117 เขาแทบขาดใจในรอยยิ้มอันเจิดจ้าของเธอ/ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ/เด็กหนุ่มของเธอ ในที่สุดก็ได้เป็นตัวของตัวเอง

CH.115-117 เขาแทบขาดใจในรอยยิ้มอันเจิดจ้าของเธอ/ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ/เด็กหนุ่มของเธอ ในที่สุดก็ได้เป็นตัวของตัวเอง


บทที่ 115 เขาแทบขาดใจในรอยยิ้มอันเจิดจ้าของเธอ

บอสตัน สหรัฐอเมริกา, ยามบ่าย

ภายในห้องประชุมกึ่งโปร่งใสของบริษัทร่วมลงทุน MM บรรยากาศในขณะนี้เต็มไปด้วยความตึงเครียดและร้อนรน

“ทุกองค์กร ทุกแผนก ทุกตำแหน่ง ล้วนมีกฎกติกาของตัวเอง ไม่ว่าจะเปิดเผยหรือเป็นความลับ ขั้นแรกคือต้องเรียนรู้มันให้ได้ แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่ทันจะถึงขั้นตอนนี้ก็ตายไปแล้ว รู้ไหมว่าทำไม? เพราะทะนงตนเกินไปไงล่ะ...”

ชายหนุ่มผู้มีท่วงท่าสง่างามนั่งอยู่ตรงกลางโต๊ะประชุมและกำลังกล่าวถ้อยคำ

ผู้เข้าร่วมประชุมคนอื่นๆ ต่างนั่งตัวตรงอย่างเคร่งขรึม ตั้งใจฟังเขาพูดอย่างละเอียด

สีหน้าของทุกคนล้วนจริงจังและเคร่งเครียด ตั้งใจฟังราวกับกำลังให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่สืบสวน

ทว่าการประชุมที่กำลังดำเนินอยู่นี้เป็นเพียงการประชุมทบทวนผลงานตามปกติของบริษัท MM เท่านั้น

ชายหนุ่มผู้กำลังพูดอยู่ก็ไม่ได้มีหน้าตาน่ากลัวแต่อย่างใด ตรงกันข้าม เขามีใบหน้าหล่อเหลาดูสูงศักดิ์ น้ำเสียงน่าฟัง ใบหน้าก็งดงามหมดจด โดยเฉพาะคิ้วและดวงตาอันคมคาย หางตาตกลงเล็กน้อย ราวกับหยดหมึกที่เพิ่งแต้มลงบนกระดาษซวนจื่อชั้นดี

เขาสวมชุดสูทสั่งตัดสีดำเข้ารูปพอดีตัว ด้านในเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ติดกระดุมอย่างเรียบร้อยทุกเม็ด เพียงแค่นั่งนิ่งๆ อยู่ในห้องประชุม ร่างทั้งร่างก็ดูสง่างามราวกับคุณชายสูงศักดิ์ที่กำลังเข้าร่วมงานเลี้ยง

แต่ในที่นี้ ไม่มีใครกล้าปฏิบัติต่อเขาเหมือนคุณชายสูงศักดิ์ที่ไม่เคยสัมผัสโลกภายนอกได้จริงๆ

ผู้ที่เข้าร่วมประชุมในขณะนี้ล้วนเป็นบุคลากรหลักของทีม MM

พวกเขาทำงานกับชายหนุ่มผู้นี้มานานแล้ว

และต่างก็รู้ดีว่า ยิ่งเจ้านายหนุ่มรูปงามคนนี้ใช้ท่าทีสงบนิ่งในการประชุมมากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งต้องเตรียมใจรับมือให้ดีมากขึ้นเท่านั้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประชุมทบทวนผลงานครั้งนี้ มีสาเหตุมาจากความผิดพลาดของทีมงานในโครงการสำคัญของบริษัทเมื่อเร็วๆ นี้

ในสถานการณ์เช่นนี้ เจ้านายผู้ไม่ยอมให้มีเรื่องระคายเคืองสายตาคนนี้ ไม่ว่าใบหน้าจะสงบนิ่งเพียงใด ก็เป็นเพียงความสงบนิ่งอันเยือกเย็นไร้ความปรานีในห้วงลึกเท่านั้น

เป็นหลุมดำที่พร้อมจะกลืนกินชีวิตผู้คนได้ทุกเมื่อ

ไม่ต้องพูดถึงคนที่อยู่ในห้องประชุมที่ต่างก็ตัวสั่นงันงก แม้แต่คนที่อยู่นอกห้องประชุม เมื่อเดินผ่านห้องประชุมนี้และเห็นภาพเหตุการณ์ภายใน ก็อดไม่ได้ที่จะกลั้นหายใจและเดินให้เบาที่สุด เพื่อลดตัวตนของตัวเองต่อหน้าเจ้านายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เจ้านายไม่จำเป็นต้องใส่ใจกับความตึงเครียดของคนรอบข้าง

ชายหนุ่มยังคงพูดต่อไปอย่างไม่รีบร้อน: “ขั้นที่สอง คือการหาเงื่อนงำในเกมนี้ให้เจอ เรียนรู้ที่จะไม่ทำผิดกฎ รู้ว่าจะเล่นในเกมนี้อย่างไร ถึงจะพอประคองตัวอยู่รอดได้...”

ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นในห้องประชุม ขัดจังหวะคำพูดของเขา

ทุกคนต่างตัวแข็งทื่อไปโดยไม่รู้ตัว พร้อมกับใช้ประสาทสัมผัสทุกส่วนเพื่อค้นหาว่า เพื่อนร่วมงานคนไหนกันที่ช่างไม่รักตัวกลัวตาย ประชุมแล้วไม่ปิดเสียงโทรศัพท์ ทำให้พวกเขาที่หวาดกลัวอยู่แล้ว ต้องมาเผชิญหน้ากับพายุอารมณ์ที่จะตามมาด้วย

แต่กลับคาดไม่ถึงว่า ชายหนุ่มผู้หยุดพูดนั้นเอง ที่เอื้อมมือหยิบสมาร์ทโฟนรุ่นเก่าพอสมควรออกมาจากกระเป๋าด้านในของชุดสูท แล้วกดรับสาย

“โหย่วโหย่ว”

หากจะบอกว่าน้ำเสียงก่อนหน้านี้ของเขาสงบนิ่ง เช่นนั้นน้ำเสียงในตอนนี้ก็เรียกได้ว่าอ่อนโยนดุจสายลมและสายฝนเลยทีเดียว

“เธออยู่ไหน?”

“ได้ เดี๋ยวฉันไปหาเธอเดี๋ยวนี้”

แม้ว่าคำพูดของเจ้านาย จะมีเพียงไม่กี่คนที่เข้าใจ

แต่ใบหน้าที่อ่อนโยนลงอย่างรวดเร็วของเขา ทุกคนต่างก็มองเห็นและเข้าใจ

ฟู่...

ทุกคนต่างถอนหายใจอย่างโล่งอกในใจ

แต่กลับคาดไม่ถึงว่า วินาทีต่อมา พวกเขาก็ต้องตกตะลึงจนตาค้าง

เมื่อเห็นเจ้านายที่เพิ่งวางสาย วิ่งพรวดออกจากห้องประชุมไป

ทำให้พนักงาน MM หลายคนที่อยู่ข้างนอก ได้เห็นเจ้านายผู้ซึ่งปกติไม่เคยแสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาทางสีหน้า มีท่าทีดีใจระคนตื่นตระหนกเช่นนี้เป็นครั้งแรกในบริษัท

สือหวางเยว่ที่วิ่งพรวดออกจากห้องประชุม รีบวิ่งกลับไปยังห้องทำงานของตัวเอง คว้ากุญแจรถจากลิ้นชักโต๊ะทำงานแล้วก็ออกจากบริษัทไป

จากนั้นกดลิฟต์ลงไปชั้นล่าง ทุกอย่างรวดเร็วจนมองไม่ทัน

ราวกับสายลมที่พัดผ่าน หายไปจากสายตาของทุกคน

อวิ๋นเจ๋ออู๋นั่งอยู่ในห้องทำงานของตัวเอง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงพูดคุยจอแจข้างนอก พอออกมาสอบถาม ก็ได้เรื่องราวคร่าวๆ จากคำอธิบายของพนักงาน

“พวกคุณหมายความว่า เจ้านายของพวกคุณประชุมอยู่ดีๆ ก็รับโทรศัพท์แล้ววิ่งออกไปเลยเหรอ?”

“ใช่ครับ” ผู้ช่วยจินของสือหวางเยว่มีสีหน้างุนงงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “คอมพิวเตอร์ยังไม่ทันได้เก็บเลยครับ”

อวิ๋นเจ๋ออู๋ตกใจอย่างมาก: “พวกคุณได้ยินเขาพูดอะไรบ้างไหม? รีบร้อนขนาดนั้น จะไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นใช่ไหม?”

หลายคนที่อยู่ในห้องประชุมเพิ่งจะตั้งสติได้ และส่วนใหญ่ก็เป็นชาวต่างชาติ ต่างก็บอกว่าฟังไม่เข้าใจ

สุดท้ายแล้วผู้ช่วยจินก็ยังคงเป็นคนที่พึ่งพาได้มากที่สุด เขานึกถึงคำพูดไม่กี่คำที่ได้ยินตอนที่เจ้านายรับโทรศัพท์ แล้วตอบว่า: “ถ้าไม่ผิดพลาดอะไร ก็น่าจะไปหาเพื่อนคนหนึ่งครับ”

อวิ๋นเจ๋ออู๋ยังคงตกใจไม่หาย “เพื่อนแบบไหนกัน ที่ทำให้เจ้านายของคุณรีบร้อนจนไม่ประชุมต่อ คอมพิวเตอร์ก็ไม่เอาแล้ววิ่งออกไปหาแบบนั้น?”

ผู้ช่วยจินส่ายหน้าอย่างงุนงง

อวิ๋นเจ๋ออู๋ยืนคิดอยู่ครึ่งนาที แล้วก็หันหลังเดินออกจากบริษัทไปเช่นกัน

“เสี่ยวจิน เราตามไปดูกันเถอะ หวังว่าจะไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นนะ”

เขาไม่เคยเห็นเพื่อนมีสภาพที่ไม่สมเหตุสมผลเช่นนี้มาก่อน จึงค่อนข้างกังวลว่าเขาจะเจอกับสถานการณ์ฉุกเฉินอะไร

“ครับ”

ผู้ช่วยจินอาศัยประสบการณ์ รู้สึกว่าเจ้านายคงไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่ก็ไม่กล้ารับประกันว่าการคาดเดาของตัวเองจะถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์

เพราะท่าทีของเจ้านายในวันนี้ ช่างทำให้คนคาดเดาไม่ถูกจริงๆ

เมื่ออวิ๋นเจ๋ออู๋กับผู้ช่วยจินตามหลังสือหวางเยว่ออกจากบริษัท พอไปถึงที่จอดรถใต้ดิน ก็พบว่าในที่จอดรถใต้ดินที่แสงสลัว นอกจากรถที่หายไปหนึ่งคันแล้ว ก็ไม่เห็นเงาของใครเลย

ในขณะเดียวกัน

ณ โรงแรมแฮงค์อันโด่งดังของบอสตัน ในห้องพักแขกแบบมาตรฐานห้องหนึ่ง

ศาสตราจารย์อวี๋ปล่อยผมสยาย นั่งอยู่บนเก้าอี้ ปล่อยให้ศิษย์รักเป่าผมให้

ในมือของท่านยังคงถือกระจกบานเล็ก ส่องดูอย่างละเอียด

“ฉันมีผมขาวตั้งแต่ยังสาวเลยล่ะ เป็นกรรมพันธุ์ มีผมขาวเร็ว”

ขณะที่เป่าผม ทั้งสองอาจารย์และศิษย์ก็พูดคุยกันเป็นระยะๆ

บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองอบอุ่นและสนุกสนาน

“ทำไมอาจารย์ไม่ย้อมผมล่ะคะ?”

“ฉันน่ะ ไม่รู้ว่าเป็นอะไรเหมือนกัน ทั้งชีวิตนี้ไม่ชอบย้อมผมเลย ตั้งแต่ยังสาวก็ปล่อยให้ผมขาวขึ้นตามใจชอบ สมัยก่อนน่ะ ที่บ้านมักจะพูดว่า ย้อมผมหน่อยสิ อายุยังน้อยอยู่เลย ฉันก็ส่ายหน้า บอกว่ารอให้ยาวกว่านี้อีกหน่อย ก็เลยไว้ยาวมาจนถึงตอนนี้แล้ว ตอนนี้น่ะ ไม่มีใครมาบ่นเรื่องย้อมผมของฉันอีกแล้วล่ะนะ”

“ชอบแบบไหนก็ดีที่สุดค่ะ อาจารย์ถึงจะมีผมขาวก็ยังสวย”

เมื่อได้ยินคำชมของศิษย์รัก รอยยิ้มบนใบหน้าของศาสตราจารย์อวี๋ก็ยิ่งเจิดจ้าขึ้นอีกหลายส่วน

“ใช่ ผมขาวแซมดำ กับรอยยิ้มที่เปี่ยมสุขในใจของฉัน ฉันไม่เห็นว่ามันจะไม่สวยตรงไหนเลย สวยหรือไม่สวย เป็นโจทย์ที่เด็กๆ เขาทำกัน ฉันน่ะสวยทุกแบบอยู่แล้ว”

ไม่คิดว่าอาจารย์จะมีมุมที่หลงตัวเองขนาดนี้ หนิงโหย่วกวงเม้มปากยิ้ม

ศาสตราจารย์อวี๋พูดเรื่องผมของตัวเองจบ ก็นึกถึงโทรศัพท์ที่ศิษย์รักเพิ่งโทรออกไปต่อหน้าตัวเอง จึงถามอย่างสงสัยว่า

“เมื่อกี้โทรหาเพื่อนที่นี่เหรอ?”

“ใช่ค่ะ”

“ผู้ชายหรือผู้หญิงล่ะ”

“ผู้ชายค่ะ”

“โอ้?” ศาสตราจารย์อวี๋เริ่มสนใจ “เมื่อกี้ได้ยินเธอแจ้งชื่อโรงแรมให้เขา เขาจะมาหาเธอเหรอ?”

“ค่ะ” หนิงโหย่วกวงลูบผมสีเทาขาวของอาจารย์เบาๆ เมื่อพบว่าแห้งหมดแล้ว ก็เก็บไดร์เป่าผมในมือ

ศาสตราจารย์อวี๋หันมาพอดี แล้วยิ้มพูดว่า “เป็นเพื่อนเก่าสินะ มาไกลขนาดนี้ได้เจอกันสักครั้งก็ไม่ง่าย งั้นเดี๋ยวเอกสารไม่ต้องทำแล้วนะ ฉันให้เสี่ยวเฉินทำ ช่วงบ่ายที่ว่างอยู่ เธอก็ออกไปเที่ยวกับเพื่อนเถอะ”

“ขอบคุณค่ะอาจารย์”

“บ่ายนี้เธอไม่อยู่ งั้นเราไปลองชุดราตรีกันตอนนี้เลยดีกว่า เดี๋ยวตอนเย็นกลับมาดึก เธอจะไม่มีเวลา”

“ได้ค่ะ”

สือหวางเยว่ยืนอยู่ที่หน้าประตูโรงแรม

เขามองดูอาคารตรงหน้า แสงแดดสะท้อนบนกระจกสีฟ้าอ่อนของอาคาร เกิดเป็นภาพที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและมุมมอง นำเสนอทิวทัศน์อันน่าอัศจรรย์

ทุกอย่างล้วนเป็นภาพที่เขาคุ้นเคย

แต่ในขณะนี้ ในใจของเขากลับมีอารมณ์ที่แตกต่างผุดขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ แตกต่างจากทุกครั้งที่มาโรงแรมแห่งนี้โดยสิ้นเชิง

เขายืนนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็ตั้งสติได้แล้วเดินเข้าไป

ผู้จัดการล็อบบี้ข้างในได้ยินข่าวก็รีบออกมาต้อนรับแล้ว

ตอนที่เขาเข้ามา ก็มายืนรออยู่ข้างประตูอย่างเอาใจใส่ เพื่อรอให้บริการ

ผู้จัดการโรงแรมเพิ่งจะทักทายอย่างกระตือรือร้น ก็พบว่าคุณชายใหญ่ที่ปกติแล้วพูดจาดีมากคนนี้ วันนี้กลับไม่มีความอดทนที่จะพูดคุยกับเขาแม้แต่สองสามคำ ก็ถามขึ้นมาตรงๆ ว่า “การประชุมจิตวิทยานานาชาติจัดที่นี่ใช่ไหม?”

“ใช่ครับคุณสือ”

“แขกจากประเทศจีนมาถึงโรงแรมแล้วหรือยัง?”

“ขอประทานโทษครับ พวกเขาเป็น...?” ในฐานะพนักงานโรงแรม ไม่ว่าคนตรงหน้าจะเป็นบุคคลสำคัญขนาดไหน พวกเขาก็ไม่สามารถลืมจรรยาบรรณในวิชาชีพได้ จึงโค้งคำนับแล้วถามอย่างระมัดระวัง

“แขกคนหนึ่งในนั้นเป็นเพื่อนของผม ผมมาหาเธอ”

ผู้จัดการได้ยินน้ำเสียงที่ต่ำกว่าปกติของเขา ก็รู้สึกหวาดหวั่นและตื่นตระหนก

ในใจเขากลัวมากว่าคุณชายใหญ่จะไม่พอใจ แต่ก็ยังคงแนะนำอย่างอดทนว่า “คุณสือครับ ในเมื่อเป็นเพื่อนของคุณ ก็ขอให้คุณโทรหาเขาด้วยตัวเอง ให้เขาลงมาพบคุณ ไม่เช่นนั้น เราไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลของแขกในโรงแรมให้คุณได้ครับ”

สือหวางเยว่เม้มปาก ความเย็นเยียบแผ่ซ่านไปทั่วร่าง

เขารู้ว่าผู้จัดการตรงหน้าทำตามหน้าที่ จึงไม่คิดจะทำให้เขาลำบากใจ

โบกมือให้เขาออกไป แล้วก็ยืนนิ่งอยู่หลายนาที จากนั้นจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดหมายเลขโทรศัพท์ที่เพิ่งบันทึกไปเมื่อครู่นี้

ไม่กี่นาทีต่อมา

สือหวางเยว่มองดูเด็กสาวที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว เธอเดินฝ่าฝูงชนในล็อบบี้ของโรงแรม สวมรองเท้าส้นสูง เดินกึ่งวิ่งมาหาเขา ในชุดราตรีสายเดี่ยวสีแดง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อย แต่กลับเจิดจ้าดุจดวงอาทิตย์ที่แผดเผา

เขารู้สึกเพียงว่า ในชั่วพริบตา เวลาราวกับหยุดนิ่ง รอบกายของเขาเงียบสงัด

ในหูของเขาได้ยินเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวราวกับกลองศึก ในดวงตาของเขามองเห็นเพียงใบหน้าที่งดงามราวกับภาพวาดของเธอ

ในขณะที่ในใจกำลังคิดวนเวียนไปมา เด็กสาวก็ได้เห็นเขาแล้วเช่นกัน

เธอเป็นฝ่ายเอ่ยชื่อของเขาก่อน

“หวางเยว่น้อย”

คำเรียกขานยังคงเดิม น้ำเสียงยังคงอ่อนโยนเช่นเดิม

ทว่าเขากลับรู้สึกราวกับจะขาดอากาศหายใจในรอยยิ้มอันเจิดจ้าเกินไปของเธอ

…………………………………………………………………………………………………………………………….

บทที่ 116 ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ

“โหย่วโหย่ว”

หลังจากเงียบไปนานกว่าหนึ่งนาที สือหวางเยว่จึงค่อยๆ กะพริบตา ซ่อนความชื้นที่ขอบตาไว้ในทันที

ใบหน้าที่งดงามเจิดจ้าเกินไปตรงหน้า ทำให้เขารู้สึกเหมือนฝันไป

ณ โรงแรมแฮงค์ ล็อบบี้ที่ตกแต่งอย่างหรูหราโอ่อ่า แสงไฟส่องสว่างระยิบระยับ

กาลเวลาเหมือนย้อนกลับไปเมื่อหกปีก่อน

เพื่อนสมัยเด็ก ความรักที่บริสุทธิ์

หนิงโหย่วกวงเดินฝ่าฝูงชนมาหยุดอยู่ตรงหน้าสือหวางเยว่

ในดวงตาที่ใสกระจ่างและเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มของเธอ สะท้อนภาพของเขาในขณะนี้

สือหวางเยว่ที่อายุยี่สิบกว่าปีแล้ว เค้าโครงหน้าที่งดงามสามมิติชัดเจนกว่าเดิม น้ำเสียงก็ต่ำกว่าเดิมด้วย

กาลเวลาได้เปลี่ยนเด็กหนุ่มผู้สง่างามและบริสุทธิ์ ให้กลายเป็นชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์และหล่อเหลา

กลิ่นอายอันบริสุทธิ์ในอดีต ราวกับไวน์ที่หมักจากเกล็ดหิมะในโถดินเผา

ยังคงเย็นเยียบแต่แฝงไว้ด้วยอันตรายที่ชวนให้ลุ่มหลง

จากนั้น ดวงตาทั้งสองข้างของเธอก็ค่อยๆ โค้งขึ้น ราวกับสีชมพูของดอกท้อที่งดงามที่สุดที่ชายหนุ่มเคยเห็นมาทั่วทุกหนแห่ง

“มาถึงเร็วจังเลยนะ”

น้ำเสียงของเธอคุ้นเคยและเป็นกันเอง ราวกับว่าทั้งสองไม่เคยจากกันไปไหน

แต่เขารู้ดีว่า ไม่ใช่

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” เขาพูด น้ำเสียงต่ำของเขาฟังดูอู้อี้เล็กน้อย

หลังจากฤดูร้อนปีนั้น ผ่านไปแล้วหกปี

เรื่องราวที่เกี่ยวกับเธอ คือฝันดีที่เขามักจะฝันถึงในยามค่ำคืนนับครั้งไม่ถ้วน

เธอเคยอยู่เคียงข้างเขาอย่างใส่ใจทุกวันทุกปี เรื่องราวในอดีตรวมกันเป็นฝุ่นละอองในจักรวาล แต่กลับหนักอึ้งราวกับภูเขาไท่ซานที่กดทับอยู่บนหัวใจของเขา

หกปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว

คนคนนี้ก็มาปรากฏตัวในเมืองที่เขาอาศัยอยู่โดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว

ทำให้เขาทั้งตื่นตระหนกและหัวใจเต้นรัวไม่หยุด ยากที่จะสงบลงได้

เขามีเรื่องมากมายที่อยากจะถาม มีเรื่องมากมายที่อยากจะพูด สุดท้ายก็กลายเป็นพละกำลังที่ยกแขนทั้งสองข้างขึ้น โอบกอดเธอไว้ในอ้อมแขน

เพียงแต่ว่า คนอยู่ในอ้อมแขนแล้ว

ร่างกายของเขากลับยังคงแข็งทื่อ มือทั้งสองข้างก็สั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้

เขากลัวว่าทุกสิ่งทุกอย่างและคนตรงหน้าจะเป็นเพียงฝันอันงดงามที่เขาจินตนาการขึ้นมาเพราะความคิดถึงที่มากเกินไป

จนกระทั่ง เขาได้กลิ่นหอมเย็นสบายจากร่างของคนในอ้อมแขน สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิร่างกายที่อบอุ่นของเธอ

หัวใจของเขาก็ค่อยๆ สงบลง

เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ฝัน

เธออยู่ในอ้อมแขนของเขา

ความคิดในหัวของสือหวางเยว่สามารถกระโดดข้ามไปได้หลายร้อยเรื่องในหนึ่งวินาที แต่การกอดในความเป็นจริง กลับกินเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที

“ไม่ได้เจอกันนานซะหน่อย เราก็ติดต่อกันอยู่บ่อยๆ ไม่ใช่เหรอ?” หนิงโหย่วกวงยิ้มอย่างเจิดจ้า

สือหวางเยว่กลับกะพริบตาแล้วจึงยิ้ม

“นั่นมันในมือถือ ไม่นับหรอก”

ขณะที่พูด เขาก็ปลดกระดุมเสื้อสูทของตัวเอง แล้วคลุมลงบนไหล่ที่ขาวเนียนดุจหยกและบอบบางของเธอ

“ทำไมใส่ชุดแบบนี้ลงมาล่ะ? เมื่อวานที่บอสตันฝนตก สองวันนี้อุณหภูมิต่ำหน่อยนะ”

“เมื่อกี้กำลังลองชุดกับอาจารย์อยู่ ตอนเย็นมีงานเลี้ยงต้องไป พอได้รับโทรศัพท์ของเธอก็รีบลงมาเลยน่ะ ไม่ทันได้เปลี่ยนชุด”

“เดี๋ยวฉันก็ไม่เป็นไรแล้ว เธออย่าให้เป็นหวัดก็พอ”

ความอบอุ่นในวัยเยาว์ บัดนี้กลายเป็นเพียงคำทักทายอันเป็นธรรมชาติระหว่างคนทั้งสอง

ความรู้สึกที่เคยยากจะเอ่ย บัดนี้กลับกลายเป็นสึนามิที่โหมกระหน่ำในใจของใครบางคน

“ที่นี่อุณหภูมิก็พอได้อยู่นะ” หนิงโหย่วกวงใช้นิ้วเรียวทั้งสิบจับเสื้อสูทของชายหนุ่ม แล้วยิ้มเบาๆ “เราหาที่นั่งคุยกันเถอะ ห้องพักในโรงแรมคงพาเธอขึ้นไปไม่ได้ ฉันพักห้องเดียวกับอาจารย์”

ศาสตราจารย์อวี๋ได้รับการแต่งตั้งเป็นนักวิชาการแล้ว เป็นผู้ที่ได้รับรางวัลผลงานดีเด่นทางวิชาการ ในชีวิตประจำวันนอกจากจะชอบดื่มชาเล็กน้อยแล้ว เรื่องอาหารการกินและการใช้ชีวิตก็ไม่เคยเรียกร้องอะไรเป็นพิเศษ ไม่ชอบความหรูหราโอ่อ่า

ครั้งนี้พาผู้ช่วยสองคนมาต่างประเทศเพื่อเข้าร่วมการประชุมจิตวิทยานานาชาติประจำปี ก็ยังเลือกที่จะพักห้องเดียวกับศิษย์รักที่เป็นผู้หญิง

…………………………………………………………………………………………………………………………….

บทที่ 117 เด็กหนุ่มของเธอ ในที่สุดก็ได้เป็นตัวของตัวเอง

ณ ล็อบบี้ของโรงแรมแฮงค์อันแสนวุ่นวายและจอแจ

หญิงสาวชาวตะวันออกในชุดราตรีสายเดี่ยวสีแดงสด มีใบหน้าที่งดงามราวกับงานแกะสลักอันประณีต แม้จะไม่ได้แต่งหน้า มีเพียงลิปสติกสีสดขับเน้นริมฝีปาก แต่ด้วยผิวที่ขาวละเอียดผุดผ่อง เมื่อตัดกับสีแดงของชุด ขณะที่เธอก้าวเดินอย่างสง่างาม ทุกท่วงท่าและอิริยาบถจึงล้วนเป็นภาพที่งดงามที่สุดในสายตาของคนรอบข้าง

เสื้อสูทสีดำที่คลุมอยู่บนไหล่บาง ไม่ได้บดบังความงามของเธอแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กลับยิ่งเพิ่มเสน่ห์อันน่าค้นหาที่ชวนให้จับตามองมากขึ้นไปอีก

ทั้งสองเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว สือหวางเยว่ก็หยุดเดิน แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “จะขึ้นไปเปลี่ยนชุดกับรองเท้าที่ใส่สบายกว่านี้ก่อนไหม?”

หนิงโหย่วกวงเองก็สังเกตเห็นสายตาของผู้คนรอบข้างที่มองมาไม่วางตา จึงพยักหน้าเห็นด้วย “ได้สิ”

ทั้งสองจึงหันหลังเดินมุ่งหน้าไปยังลิฟต์

ขณะที่รอลิฟต์ สือหวางเยว่ก็แอบใช้ร่างกายของเขาบังเธอไว้เล็กน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อไม่ให้ถูกผู้คนเดินชน พลางยิ้มถาม “เดี๋ยวมีที่ไหนอยากไปเดินเล่นเป็นพิเศษไหม?”

“เธอตัดสินใจเลย ที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องห่วงว่าจะไกลหรือเปล่า อากาศดีๆ แบบนี้ เราเองก็ไม่ได้เจอกันนานแล้วนี่นา”

ท่วงท่าสบายๆ ของเธอนั้นช่างดูผ่อนคลายแต่งดงามราวกับภาพวาด

“ได้”

สือหวางเยว่หลุบตาลงเล็กน้อยแล้วยิ้มออกมาบางเบา

ทำยังไงดี? เขารู้สึกว่ากวางน้อยในใจที่เคยสงบนิ่งมานาน เริ่มจะเต้นไม่เป็นส่ำอีกแล้ว

ระหว่างที่หนิงโหย่วกวงเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำ

ศาสตราจารย์อวี๋ก็พิงกรอบประตูห้องพักในโรงแรม มองดูชายหนุ่มผู้มีทั้งบุคลิกและหน้าตาที่ไม่ธรรมดาตรงหน้า พลางยิ้มแล้วพูดว่า “เป็นเพื่อนของเสี่ยวหนิงได้นี่ ไม่ธรรมดาจริงๆ”

ชายหนุ่มผู้เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายสูงศักดิ์ก็ยิ้มตอบอย่างอบอุ่นและนอบน้อม “ขอบคุณสำหรับคำชมครับ โหย่วโหย่วก็ชอบพูดชมคนอื่นแบบนี้แหละครับ”

รอยยิ้มในแววตาของศาสตราจารย์อวี๋ยิ่งชัดเจนขึ้น “ลูกศิษย์ของฉัน ฉันรู้ดี ไม่เคยพูดจาเหลวไหล ถ้าบอกว่าเธอเก่ง เธอก็ต้องมีดีจริงๆ”

ท่านกอดอกพิงกรอบประตู แม้ท่าทางจะดูสบายๆ แต่ทุกการกระทำกลับแฝงไว้ด้วยบารมีที่ไม่ธรรมดา ซึ่งเป็นบุคลิกของคนที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง

ชายหนุ่มโค้งตัวเล็กน้อย ใบหน้าที่หล่อเหลางดงามเต็มไปด้วยความถ่อมตน “ไม่กล้ารับหรอกครับ แต่ผมมักจะได้ยินโหย่วโหย่วพูดอยู่เสมอว่าปกติแล้วท่านอาจารย์คอยดูแลเธอเป็นอย่างดี วันนี้ที่ได้เจอท่านถือเป็นเกียรติของผมอย่างยิ่งครับ เพียงแต่ว่า เมื่อครู่ตอนที่อยู่ในบริษัท พอได้ข่าวว่าโหย่วโหย่วมาถึงบอสตัน ผมก็รีบร้อนมาที่โรงแรมทันที ยังไม่ทันได้เตรียมของขวัญมาเคารพท่านเลย ต้องขออภัยด้วยนะครับ หวังว่าครั้งหน้าท่านจะให้โอกาสผมได้แก้ตัว เลี้ยงต้อนรับท่านอย่างเป็นทางการนะครับ”

ศาสตราจารย์อวี๋โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ฉันไม่ถือเรื่องพวกนั้นหรอก ในเมื่อมาเจอกันแล้ว ก็พอแล้วล่ะ”

ชายหนุ่มยืดตัวตรง แล้วยิ้มอย่างขอโทษ “ถ้าท่านอาจารย์ไม่ถือสาก็ดีแล้วครับ เพียงแต่ผมที่เป็นเด็กรุ่นหลัง กลัวว่าจะเสียมารยาท เลยรู้สึกไม่สบายใจ”

ศาสตราจารย์อวี๋ยังคงยิ้ม “ฉันไม่ถือสา เธอก็ไม่ต้องไม่สบายใจไปหรอก เดี๋ยวออกไปเที่ยวกับเสี่ยวหนิงให้สนุกก็พอ”

ในขณะนั้นเอง หนิงโหย่วกวงที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็เดินออกมาจากห้องพอดี

ในมือของเธอถือของจิปาถะเต็มไปหมด ทั้งกระเป๋าที่ยังไม่ได้ปิด เสื้อคลุมที่ยังไม่ได้ใส่ และยางรัดผมที่ยังไม่ทันได้มัด

ชายหนุ่มเห็นดังนั้นก็รีบเข้าไปหา รับเสื้อคลุมและกระเป๋าจากมือเธอ เพื่อให้เธอได้ว่าง

เขาคลี่เสื้อคลุมออกอย่างเป็นธรรมชาติแล้วพาดไว้บนแขน ก่อนจะจัดของในกระเป๋าให้เข้าที่แล้วจึงปิดมัน

ทุกการกระทำของเขานั้นราบรื่นไร้ที่ติ ราวกับว่าเคยทำให้คนตรงหน้ามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

ศาสตราจารย์อวี๋ที่ยืนมองอยู่ข้างๆ ก็ยิ้มจนตาหยี พลางพูดอย่างมีความหมายว่า “คนหนุ่มสาวนี่ดีจริงๆ นะ” ท่านพูดจบก็หันไปถามชายหนุ่ม “เสี่ยวสือกับเสี่ยวหนิงเป็นเพื่อนเก่ากันมาหลายปีแล้วสินะ?”

ชายหนุ่มจัดของในมือเสร็จเรียบร้อยแล้ว “ใช่ครับท่านอาจารย์ ผมกับโหย่วโหย่วโตมาด้วยกัน จนกระทั่งจบมัธยมปลาย ผมไปเรียนต่อต่างประเทศถึงได้แยกกัน ก่อนหน้านั้นเราไปโรงเรียนด้วยกัน กลับบ้านด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน เรียนพิเศษด้วยกัน แล้วก็ยังเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะกันด้วยครับ”

ศาสตราจารย์อวี๋ยังคงยิ้ม “ถึงว่าสิ ดูเข้าขากันดีจัง เสี่ยวสือออกมานี่ก็หกเจ็ดปีแล้วสินะ?”

ชายหนุ่มยืดตัวตรงเล็กน้อย ตอบอย่างนอบน้อม “ใช่ครับท่านอาจารย์”

“ในอนาคตวางแผนจะกลับประเทศไหม?”

“กลับแน่นอนครับ ตอนนี้แค่มาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่นี่ พอเก็บได้พอแล้วก็จะกลับครับ”

“ดีมาก ดีมาก” แววตาอันเฉียบแหลมของศาสตราจารย์อวี๋ฉายแววพึงพอใจอย่างยิ่ง

เนื่องจากตอนเย็นหนิงโหย่วกวงต้องไปร่วมงานเลี้ยง ทั้งสองจึงไม่ได้ไปที่อื่นไกล แต่เลือกนั่งคุยกันที่คาเฟ่ของโรงแรมในมุมที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว

คาเฟ่ของโรงแรมแฮงค์ตั้งอยู่บนชั้น 68 บรรยากาศดีมากทีเดียว

พนักงานเสิร์ฟนำกาแฟสองแก้วมาเสิร์ฟ

สือหวางเยว่ยื่นแก้วที่ไม่ใส่น้ำตาลให้คนตรงข้าม พลางถามอย่างอ่อนโยน “ทำไมไม่ส่งข้อความมาบอกก่อนล่วงหน้า ฉันจะได้ไปรับเธอ”

“ตอนแรกก็ว่าจะส่ง แต่ก็อยากจะเซอร์ไพรส์พวกเธอนี่นา” หนิงโหย่วกวงยิ้ม “เรามีคนมารับอยู่แล้ว”

“พวกเรา?”

“ใช่ เธอกับอี้จิ่งไง”

“อ๋อ” สือหวางเยว่ก้มหน้าลง “เราไม่ค่อยได้ติดต่อกันเท่าไหร่ ได้ยินว่าเธอสบายดี”

“นึกว่าพวกเธอเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกัน อยู่เมืองเดียวกันในต่างประเทศ จะได้คุยกันบ่อยซะอีก” หนิงโหย่วกวงพูดถึงตรงนี้ก็อดที่จะรู้สึกประหลาดใจระคนสงสัยไม่ได้

ชาติที่แล้วบอสใหญ่กับอี้จิ่งรู้จักกันก่อนไม่ใช่เหรอ ชาติที่แล้วที่เธอได้รู้จักกับเขา ก็เพราะเธอเป็นคนแนะนำให้รู้จักกันไม่ใช่หรือไง ทำไมพอมาชาตินี้ สองคนนี้ถึงดูไม่ค่อยสนิทกันเลยล่ะ? “ไม่หรอก เราสองคนต่างก็ยุ่ง บางทีก็เจอกันบ้าง แต่ก็เป็นเรื่องงาน” ชายหนุ่มพูดถึงอีกคน แววตาที่ลุ่มลึกของเขาก็พลันเย็นชาลงอย่างเห็นได้ชัด

แต่เพราะเขาก้มหน้าอยู่ หนิงโหย่วกวงจึงมองไม่เห็น

จากนั้น เขาก็เปลี่ยนเรื่อง “จะอยู่บอสตันกี่วัน?”

“สี่วันน่ะ”

“สั้นจัง?” สือหวางเยว่รู้สึกเสียดายในใจ แต่ก็ไม่ได้แสดงออกมาทางสีหน้า

หลายปีมานี้ เขาต้องการคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ เพื่อคำตอบนั้น เขาต้องการปริญญาที่เลิศหรู ความรู้ที่เต็มเปี่ยม ต้องการที่จะดูองอาจผึ่งผาย อยากจะเปล่งประกายสีทองอร่าม แบกรับเกียรติยศเต็มเปี่ยมเพื่อเดินไปหาคนที่เขารัก

มาถึงวันนี้ หลังจากที่ได้เจอเธออย่างเร่งรีบ เขากลับอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกลัวขึ้นมาในใจ เธอช่างงดงามเกินไป ดีงามจนทำให้ทุกสิ่งบนโลกนี้ต้องจืดจาง ดังนั้นเขาจึงกลัว กลัวว่าสิ่งที่เขามีอยู่ตอนนี้จะยังไม่เพียงพอ กลัวว่าถ้าเขารีบร้อนเกินไปก็จะพ่ายแพ้

เมื่อมองดูใบหน้าที่คุ้นเคยแต่กลับยิ่งดูเย็นชาและงดงามขึ้นของคนตรงหน้า เขาก็นึกถึงฤดูร้อนเมื่อเจ็ดปีก่อน เขาเคยลองหยั่งเชิงอย่างระมัดระวัง ถามเธอว่า “ฉันควรจะทำยังไงถึงจะได้ทุกอย่างที่ฉันต้องการ?” เธอตอบว่า “หวางเยว่น้อย ทุกสิ่งที่งดงามที่สุดในโลกนี้ล้วนต้องรอคอย เธอต้องอดทนต่อเส้นเวลาที่ยาวนานขึ้นเรื่อยๆ ต้องทุ่มเทความพยายามให้มากพอ สั่งสมมันไว้ในห้วงเวลาที่เงียบงันและมืดมน โชคชะตาถึงจะยอมมอบทุกสิ่งที่ ‘เธอต้องการ’ ให้กับเธอทีละน้อย”

ครั้งหนึ่งเขาเคยเด็กเกินไป เมื่อรู้ตัวว่ารักใครคนหนึ่ง ก็แทบอยากจะมอบทุกสิ่งที่ตัวเองมีให้เธอในทันที แต่เมื่อยามค่ำคืนที่ไม่มีใคร เขาลองนับดู ก็พบว่านอกจากความรักอันร้อนแรงทั้งหมดและหัวใจที่สมบูรณ์หนึ่งดวงแล้ว เขาก็ไม่มีอะไรเลย เขาเช่นนี้ จะคู่ควรกับหญิงสาวที่ดีที่สุดในโลกนี้ได้อย่างไร?

ดังนั้น ในภายหลัง แม้จะต้องทนต่อความคิดถึงที่กัดกินหัวใจ และความเจ็บปวดจากการพลัดพราก เขาก็ยังต้องเดินทางไกลไปยังต่างแดน เพื่อไปสะสมแต้มต่อให้ตัวเอง เขาเข้าใจหลักการที่ว่าต้องค่อยๆ สะสมกำลัง รอเวลาที่จะยิ่งใหญ่มาตั้งแต่เด็ก และก็ปฏิบัติมันมาโดยตลอด เหมือนกับที่เขาชอบเงิน อยากจะเก็บเงิน ไม่ว่าจะมาจากไหน เขาก็จะเก็บใส่กระเป๋าทีละเล็กทีละน้อย เก็บไปเรื่อยๆ พอได้จำนวนที่พอสมควรแล้ว ก็จะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้มันได้กำไรสูงสุด

หกปีผ่านไป พวกเขาต่างก็เติบโตขึ้น เขาดูเหมือนจะพอใช้ได้ แต่เธอกลับยังคงเจิดจ้าเสมอ เปล่งประกายเจิดจรัส จนใครเห็นก็ยากจะลืมเลือน ตอนที่เจอเธอที่โรงแรม หัวใจของเขาก็พลันบีบรัด ในหัวของเขาอดไม่ได้ที่จะมีคำถามหนึ่งผุดขึ้นมา “ตอนนี้ฉันคู่ควรกับเธอแล้วหรือยัง?” นี่คือสิ่งที่เขาพยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อพิสูจน์ให้ได้ตลอดหลายปีที่อยู่ต่างแดนตามลำพัง พอตอนนี้ คนที่สามารถให้คำตอบแก่เขาได้อยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่เขากลับไม่กล้าถาม

หนิงโหย่วกวงไม่เข้าใจความในใจของสือหวางเยว่เลยแม้แต่น้อย เธอรู้เพียงว่า การได้เจอเด็กน้อยคนนี้อีกครั้งทำให้เธอมีความสุขมาก เธอมีเรื่องในใจที่อยากจะเล่าไม่หมด มีความสุขที่ซ่อนไม่มิด มีหัวข้อสนทนาที่ไม่สิ้นสุด

“เล่าเรื่องชีวิตประจำวันของเธอให้ฟังหน่อยสิ” เธอบอก

“ก็เล่าให้ฟังบ่อยๆ ไม่ใช่เหรอ?” เขาหลุดหัวเราะ

“ยังไม่พอ” เธอส่ายหน้า

“ช่วงนี้ฉัน…” แววตาที่ลุ่มลึกของชายหนุ่มฉายแววจนใจ แต่ก็ยังคงเล่าเรื่องที่ตัวเองกำลังทำและชีวิตประจำวันที่กำลังเป็นอยู่อย่างเชื่อฟัง

น้ำเสียงของเขาอบอุ่น คิ้วตาเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม เนื้อหาละเอียดและรัดกุม คำพูดก็ระมัดระวังราวกับกำลังรายงานต่อผู้บังคับบัญชา หนิงโหย่วกวงยิ้มพลางตั้งใจฟัง

เธอรู้สึกว่าพวกเขาราวกับได้ย้อนกลับไปในช่วงเวลาเก่าๆ ที่แสนคุ้นเคย ตอนนั้นพวกเขาไม่มีอะไรปิดบังกัน เปิดเผยและเชื่อใจกันและกัน

แต่ในตอนนี้ พวกเขาทั้งคู่ต่างก็รู้ดีว่า เกือบ 2,000 วันที่พวกเขาแยกจากกันนั้นมันช่างเป็นความจริงเพียงใด

คนยังคงเป็นคนเดิม แต่เรื่องราวกลับไม่ใช่เรื่องราวในอดีตอีกต่อไป หลายปีที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน พวกเขาราวกับกำลังอัปเกรดตัวละครในเกม กำลังปรุงยาอายุวัฒนะ หลายปีไม่เจอกัน ด่านชีวิตก็ผ่านไปไม่น้อย ยาที่ปรุงก็สำเร็จแล้ว ซึมซับอยู่ในร่างกายของพวกเขา ถึงแม้จะไม่สามารถนำออกมาให้ใครดูได้ตลอดเวลา แต่ก็ทำให้เสน่ห์และออร่าของแต่ละคนเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก

เมื่อฟังเขาแบ่งปันเรื่องราวในชีวิตประจำวันอย่างมีเหตุผลและเป็นระเบียบ เธอคิดในใจว่า “ดีจังเลยนะ วันเวลาที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน เราต่างก็ไม่ได้ปล่อยให้เวลาสูญเปล่า ทุกคนต่างก็อยู่ในโลกของตัวเอง พยายามอย่างเงียบๆ เปล่งประกายเจิดจรัส มุ่งหน้าไปยังดินแดนแห่งความฝัน” เธอรู้สึกว่าพลังงานแบบนี้ให้ความรู้สึกที่ลึกลับแต่ก็ยิ่งใหญ่ ราวกับมีพลังที่มองไม่เห็น คอยดึงให้คนก้าวไปข้างหน้า เด็กหนุ่มของเธอ ในที่สุดก็ได้เป็นตัวของตัวเอง เปล่งประกายเจิดจรัสจากภายในสู่ภายนอก

(จบบท)

 

อ่านต่อได้ที่ เอินเอิน ขอแปล ปัจจุบันจบแล้วถึงตอนที่ 597 นะคะ

จบบทที่ CH.115-117 เขาแทบขาดใจในรอยยิ้มอันเจิดจ้าของเธอ/ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ/เด็กหนุ่มของเธอ ในที่สุดก็ได้เป็นตัวของตัวเอง

คัดลอกลิงก์แล้ว